เมื่อเร็วๆนี้ผมไปร่วม งานแข่งขันกีฬาสี ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง  รู้สึกชื่นชมแนวคิดของเด็กที่ต่างแสดงความสามารถในการออกแบบขบวนพาเหรดที่แสดงความจงรักภักดีและสืบทอดพระราชปณิธานของในหลวงเรา ที่คิดริเริ่มสร้างสรรค์กันมาอย่างดีทั้ง 5 สี   
        เสร็จจากขบวนพาเหรดก็มาถึงการประกวดการแสดงของกองเชียร์แต่ละสีก็ยิ่งเกิดความทึ่งยิ่งขึ้นว่าทำไมเด็กของเราจึงมีความสามารถในการแสดงออกได้อย่างนักแสดงมืออาชีพมากถึงเพียงนี้  
        ผมถามผู้บริหารโรงเรียนว่า "ฝึกซ้อมกันนานไหม?"  ก็ได้รับคำตอบว่า
       "เด็กเขาซ้อมกันมาเป็นปี  และให้ความสำคัญกับงานนี้มาก จนโรงเรียนต้องยอมจัดชั่วโมงให้เขาซ้อมกัน บางครั้งก็ติดพันกันเป็น 2 ชั่วโมงก็มี  ยิ่งวันก่อนแข่งขันเขาซ้อมกันจนถึงมืดค่ำ เมื่อปีก่อนๆเคยบอกให้กลับบ้าน  เขาก็แอบไปรวมกลุ่มซ้อมกันข้างนอกจนดึกจนดื่น  ปีนี้ก็เลยกลัวว่าจะเกิดความไม่ดีงาม หรืออันตราย จึงเปิดโอกาสให้เขาซ้อมในโรงเรียนเพื่อให้อยู่ในสายตาครูจนถึง 3 ทุ่ม และต้องพยายามชี้แจงให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าทำไมจึงต้องทำเช่นนี้"
       ผมอดไม่ได้ที่จะถามว่า
      "แล้วงานกีฬาสี หัวใจสำคัญไม่ใช่อยู่ที่การแข่งขันกีฬาหรือกรีฑาหรือ ? "   ท่านผู้บริหารก็บอกว่า
      "เรื่องกีฬา  กรีฑา เป็นเรื่องรอง  ความสวย  ความเด่นต้องมาก่อน  และวันนี้เป็นวันที่เด็กเขามีความสุขที่สุด  ใครที่เคยหนีเรียน  ติด 0  ร  ม.ส. ครูจะตามให้มาซ่อมก็สามารถกวดจับได้ในวันนี้"
       พอผู้บริหารเล่าจบก็ถึงรายการแข่งขันกรีฑาวิ่ง 200 เมตร รอบชิงชนะเลิศทั้งชายและหญิง  ก็พบว่า มีเด็กหลายคนนุ่งกางเกงขายาว  หรือแต่งตัวเหมือนไปเดินแฟชั่น  ออกไปวิ่งแข่งขัน  พอวิ่งไปได้เพียง 100 เมตรก็ออกอาการไปไม่ไหว  บางคนก็ออกกลางคัน  แต่คนไหนที่วิ่งนำก็ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่น พวกที่เหลือก็พยายามฝืนวิ่งแบบตุปัดตุเป๋ให้ถึงเส้นชัยแล้วก็ล้มพับหน้ามืดไป  ต้องมีพี่เลี้ยงคอยประคองกันเป็นรายๆไป  โดยเฉพาะนักกรีฑาหญิง เป็นเช่นนี้มากที่สุด
      ได้ทราบว่าโรงเรียนอื่นๆก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ทำให้ผมรู้สึกสับสน  และคิดเรื่อยเปื่อยไปถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของเราหลายประเด็น เช่น
      " ทำอย่างไรการจัดการเรียนการสอนจึงจะทำให้เด็กสนใจเรียนเหมือนกิจกรรมอย่างนี้"
     "ทำอย่างไรจึงจะทำให้ทุกคนเข้าใจในแก่นแท้ของการแข่งขันกีฬาและกรีฑา"
     "ทำอย่างไร.............ฯลฯ"