ลืมตาตื่นในเช้าแรกของหลวงพระบางท่ามกลางอากาศเย็น มองดูนาฬิกาก็เกือบ 7 โมงเช้า เปิดม่านดูบรรยากาศยังสลัวๆ อยู่เลย หันไปมองเพื่อนร่วมทางก็ปลงใจว่า วันนี้คงสายเกินกว่าจะตักบาตรข้าวเหนียวกันแล้ว เอาไว้วันพรุ่งนี้...เรายังมีเวลาเหลืออีกวัน

ล้างหน้าล้างตาไปแอ่วตลาดเช้ากัน ที่ไหนได้ พอเปิดประตูเฮือนพักออกมา พบแม่อุ๊ย หลายคน บ้างปูเสื่อ บ้างปูผ้า รอตักบาตรอยู่ริมถนนหน้าเฮือนพัก เวลานี้เป็นเวลาที่พระกำลังกลับจากบิณฑบาตร ก็สามารถตักบาตรได้

ตามประเพณีแล้วคนลาวจะแต่งกายสุภาพ (มาก) ไมมีสวมชุดนอนตักเหมือนเด็กๆ แถวบ้านเรา และจะนั่งคุกเข่าตักบาตร โดยปั้นข้าวเหนียวจากกระติบเป็นก้อนเล็กใส่ลงในบาตร สำหรับอาหารที่จะนำไปถวาย จะถือตามหลังไปถวายพระที่วัดภายหลัง

หันซ้ายหันขวาก็มีแม่ค้าขายข้าวเหนียวหาบกระติบข้าวมาจำหน่าย  จากราคากระติบเล็กเท่ากระติบละ 10 บาทตามร้านลาบ ส้มตำบ้านเราหน่ะ รวมกับขนมแป้งเปียกอีก 10 ห่อ เค้าเสนอขายในราคา 100 บาท โอ้ มายก้อด ช่วยบอกราคาคนไทยเถอะ แม้เป็นนักท่องเที่ยวแต่ไม่เคยซื้อของแพงขนาดนี้เลย ตกลงกันได้ในราคา 50 บาท จึงเป็นการทำบุญที่ต้องซื้อประสบการณ์ หลังจากนั้นได้พูดคุยกับอ้ายสีแหล่ คนขับรถปรับอากาศสายหลวงพระบาง-เวียงจันทน์ ซึ่งเล่าให้เราฟังว่า ทางการได้ทำการส่องแสง (ตรวจตรา) อยู่เสมอเพื่อไม่ให้แม่ค้าพ่อค้าขายของเกินราคา และกรูเข้าไปพัลวัลพัลเกกับนักท่องเที่ยว เพราะดูแล้วมันไม่งาม

ตักบาตรเสร็จเราไปแอ่วตลาดเช้ากัน ของซื้อของขายเป็นปลาสดๆ ผักอวบๆ ของป่า เช่น ตัวต่อ หาได้ไม่ยาก  อาหารสำเร็จรูปพร้อมที่จะตักขาย อาหารย่าง อาหารปรุงใหม่ประเภทเส้นๆ ต้มๆ  ขนมจีนทรงเครื่อง ที่มีควันฉุย ขนมต่างๆ ทำให้น้ำลายสอแล้วสออีก  การห่อ การมัด ยังใช้วัสดุธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ รู้สึกชอบการร้อยปูนานึ่งด้วยตอกไม่ไผ่ ดูเป็นวงสวยงามและหิ้วได้สะดวก มองดูแปลกตาและทึ่งกับภูมิปัญญาชาวบ้าน

อยากจะถ่ายรูปวิถีชีวิตในตลาดยามเช้ามาไว้ดู แต่ trip นี้อยากจะยกกล้องแต่ใจไม่กล้าพอ ที่จะขอถ่ายรูป เห็นฝรั่งมังค่าเข้าไปถ่ายๆๆๆ อย่างใกล้ชิด จนฉันกลัวว่า ฉันจะเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างมลภาวะที่เกิดจากการท่องเที่ยวแก่คนที่นี่ 

เมื่อคืนตั้งใจว่าจะไปกินกาแฟประชานิยม ที่แนะนำไว้ใน guide book หลายเล่ม แต่เปลี่ยนใจนั่งทานกาแฟลาวและปาท่องโก๋ตัวหญ่ายๆ (เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว) ในตลาดเช้า จะได้มองเห็นวิถีชีวิตของคนลาวและสัมพันธภาพที่ดีกับนักท่องเที่ยวได้นานๆ

(ปล. เสียงคนไทย ที่มาเป็นหมู่คณะ รู้สึกจะดังมากตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาด แต่ที่รู้สึกว่าดัง อาจเป็นเพราะฉันฟังออกแค่ภาษาเดียวมั้ง)

นั่งกินกาแฟที่ต้มด้วยหม้อต้มกาแฟสีดำ เพระต้มด้วยฟืน นมข้นที่ก้นแก้วที่ปกติฉันจะไม่กินเลย สร้างรสชาติที่ดี เพราะนอกจากสิ่งที่เรากำลังบริโภคเข้าไปนั้น ความกลมกล่อมยังเกิดจากคำบอกเล่าของคุณน้าคนขายแฟ แกเล่าว่า "เมี่ยงทอดของลาวนี่อร่อยมาก" บอกวิธีการทำด้วยนะ และตอนที่แกไปเยี่ยมลูกที่อเมริกา แกได้ไปทำทานที่นั่น เป็นที่ติดอกติดใจ และยังเล่าว่า คนลาวหากมีโอกาสจะข้ามมาเที่ยวเมืองไทย มาอุดร หนองคาย กรุงเทพฯ บางทีก็มาพัทยา คนลาวจะติดตามสื่อโทรทัศน์จากไทยอย่างมาก จะเห็นได้จากการรอบรู้เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งคุณน้าก็แสดงอาการชื่นชมเมืองไทยที่มีสนามบินที่อลังการเช่นนั้น อีกเรื่องที่อยู่ในกระแสของคนลาว คืองานราชพฤกษ์

ทานกาแฟเสร็จเราเดินกลับเฮือนพักโดยเดินอ้อมมาทางด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์วังเจ้ามหาชีวิต เห็นประตูรั้วเปิดแง้มอยู่ เราก็เลยขอถ่ายรูปเพระเช้านี้ยังไม่มีคนมาก แต่สำหรับพิพิธภัณฑ์เปิดทำการประมาณ 9.00 น. นะจ๊ะ อ้าวกลับไปอาบน้ำอาบท่า เรามีสิ่งที่ต้องทำอีกหลายอย่างตลอดเวลาเช้าและบ่ายของวันนี้