การทำงานกับการใช้ความรู้สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง  เราทำงานได้ดีภายใต้ความรู้ที่เรามี ถ้าเราจำเป็นต้องทำงานเกินความรู้ นอกเหนือความรู้ ผมเอง(พวกความรู้ไม่พอใช้)คนที่มีความรู้น้อยจะมีความทุกข์มากกว่าคนที่เป็นพหูสูตแน่นอน ถ้าเราตระหนักในเรื่องนี้อย่างถึงกระดูกดำ เราคงจะไม่นิ่งเฉยทำตัวเป็นแม่สายบัวแต่งตัวช้าเป็นแน่        พวกนักธุรกิจพ่อค้า นักการธนาคาร จะไม่ทอดหุ่ยเหมือกลุ่มชาวบ้าน คำว่าเช้าชามเย็นชาม พูดถึงกลุ่มไหนบ้างเราก็พอรู้ๆกันอยู่  แต่ก็ไม่ได้เหมาโหลว่าคนพวกนี้จะเฉื่อยช้าไปเสียทุกคน บางที่ระบบในองค์กรนั่นแหละเป็นดินพอกหางหมูที่สำคัญ  แต่ก็ไม่ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง การส่งเสริมและพัฒนากิจการในหน่วยงานต่างๆจึงช้าๆได้พร้าเล่มงาม ทั้งๆที่มันไม่เป็นไปตามยุคสมัยแล้ว       เกิดข้อจำกัดเรื่องความรู้มากมายในหมู่ของคนไทย เพราะกระบวนการเรียนรู้มีปัญหา ส่วนใหญ่จะเน้นการเรียนไปเพื่อรู้เฉย รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม พอมาถึงขั้นลงมือทำงานกันจริงๆ  เครื่องมือในการประกอบการหนีไม่พ้นความรู้ ไม่รู้จะเอาวิชาเป็นอาวุธได้อย่างไร คนที่รู้น้อยจะทำงานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร  ทุกอย่างมันก็ตกมาตรฐาน เพียงแต่ว่าทำแบบไทยแท้ยังไงก็ได้ ลูบหน้าปะจมูกยังเป็นที่ยอมรับได้        การทำงานที่ความรู้ความสามารถจำกัด  วิธีแก้คือการแสวงหาพันธมิตรทางวิชาการ เราจะหาพันธมิตรได้อย่างไร  ผมคิดว่าการมาเข้าในสนามบล็อก ที่มีพลังแม่เหล็กจากจอมยุทธมากมาย  พร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือ จุดเริ่มต้นอยู่ตรงที่การออกแบบการสื่อสารระหว่างกัน  ทำอย่างไรจะตรงประเด็นเห็นภาพตรงกัน  ท่าทีการเชื่อมโยงระหว่างกัน  เรื่องนี้บล็อกเป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมมาก        การมีพันธมิตรวิชาการ  ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคำแนะนำ สิ่งนำทางหรือระหว่างทางจะจุดประกายไปสู่เรื่องอื่นอย่างไม่คาดฝัน  ยกตัวอย่างเช่น เป็นวิทยากรให้กับสำนักงานคลังสมอง วปอ .เพื่อสังคม   เรื่องที่ตามมาคือการออกแบบหลักสูตรอบรมให้ตรงกับกลุ่มที่มาเรียนรู้  แล้วต่อแต้มไปถึงการศึกษาดูงาน  การขยายปณิธานและการประเมินผล