สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน ๑๗. สร้างทักษะการคิด


บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019)  เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน    และเคยเป็นครูมาก่อน    เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู    ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ   

บันทึกที่ ๑๗. สร้างทักษะการคิด  นี้เป็นบันทึกที่ ๓ ใน ๔ บันทึกภายใต้ชุดความคิดหนุนศักยภาพของนักเรียน(enrichment mindset)    ตีความจาก Chapter 14 :  Strengthen Thinking Skills        

สาระหลักในบันทึกนี้คือ ครูต้องฝึกทักษะการคิดให้แก่ศิษย์ที่ขาดแคลน โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย    แต่ผมมีความเห็นว่าศิษย์ทุกคนต้องการฝึกทักษะการคิดทั้งสิ้น   และทักษะการคิดมีหลายระดับ   ดังนั้นคนเราทุกคนจึงต้องฝึกฝนตนเองในเรื่องนี้    นั่นคือ คนเราทุกคนต้องมีทักษะในการฝึกการคิดของตนเอง    และต้องฝึกไปตลอดชีวิต

นักเรียนยากจนขาดแคลนมักมาโรงเรียนพร้อมกับความบกพร่องด้านการเรียนรู้ อันได้แก่บกพร่องด้าน การมีสมาธิจดจ่อความสนใจ  ด้านความเร็วในการประมวลข้อมูล และด้านความจำ    ข้อบกพร่องเหล่านี้ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทักษะการคิด     แต่ครูที่เอาใจใส่สามารถช่วยเหลือศิษย์ได้ 

ทักษะการคิด เป็นทักษะที่ครอบคลุมกว้างขวาง    นักเรียนที่มีทักษะการคิดดี  จะแสดงออกดังต่อไปนี้  มีทักษะในการเอาใจใส่,   สามารถบังคับตนเองให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำ,  จัดการสาระความรู้โดยการประเมิน  จัดกระบวนการ  จัดลำดับความสำคัญ  เรียงลำดับสาระ,  จำสาระไว้ในความจำใช้งาน,  เปรียบเทียบ และทำความเข้าใจความต่าง,  ขยายความและใช้ความจำใช้งานในขณะเดียวกันกับการจัดการสาระ,  และท้ายที่สุด รอคอยผล จนถึงคราวที่ต้องการคำตอบ    จะเห็นว่า ทักษะการคิดมีทักษะย่อยจำนวนมาก    เป็นเหตุผลที่การสอนทักษะการเรียนรู้เป็นสิ่งท้าทายมาก  

หน้าที่ของครูคือ เอื้ออำนาจให้นักเรียนได้ฝึกวิธีคิดที่ถูกต้องต่อสถานการณ์นั้นๆ     การคิดที่ดีที่สุดคือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)    ซึ่งหมายถึงการคิดที่มีประสิทธิผล  มีความใหม่ ไม่เลียนแบบใคร  และมีแนวทางของตนเอง      การคิดอย่างมีวิจารณญาณเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนเอาชนะอคติที่พบบ่อยได้ (มองด้านเดียว  ละเลยข้อมูลหลักฐานที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของตน  คิดเป็นเหตุเป็นผลไม่เป็น  และลืมหาข้อมูลหลักฐาน)    

นักเรียนต้องฝึกคิดเอง   ไม่ลอกเลียนมาจากสถานการณ์ที่คล้ายคลึง    ไม่รอพึ่งการบอกใบ้จากครู หรือผู้อื่น     ย้ำว่า ทักษะการคิดเป็นสิ่งที่ฝึกได้       

 

กลยุทธการสอนทักษะการคิด

 ครูต้องฝึกการคิดแบบใช้เหตุผลให้แก่ศิษย์ โดยคำนึงถึงข้อจำกัดของการใช้เหตุผล ๒ ข้อ  (๑) ตัวครูเองต้องฝึกตนเอง  (๒) การใช้เหตุผลอย่างถูกต้องเป็นเรื่องที่มีบริบท  หากนำไปใช้ต่างบริบท (ภาษาวิชาการเรียกว่า transfer) มักได้ผลลดลงหรืออาจไม่ได้ผลเลย    เครื่องมือสำหรับฝึกการใช้เหตุผลมีดังต่อไปนี้

  • ค้นหา (อ่าน  ฟัง  และผ่านประสบการณ์)
  • ประยุกต์มาตรฐาน
  • ตีความและระบุปัญหาที่แท้จริง
  • วิเคราะห์
  • เปรียบเทียบ  และระบุความแตกต่าง
  • ตรวจสอบข้อเสนอ  หลักฐาน  และอคติ
  • ใช้การคิดเหตุผลแบบนิรนัย (deduction) และอุปนัย (induction)
  • ทำนาย และสรุปจากหลักฐาน
  • แปลความ  อธิบาย และดำเนินการ

หัวใจคือ นักเรียนต้องได้รับการฝึกทักษะการคิดในทุกกิจกรรม และทุกส่วน ของหลักสูตร    โดยมีวิธีการที่หลากหลายมาก ดังตัวอย่าง

         สอนภาษาของการคิด

                 พื้นฐานสำคัญของการคิดคือภาษา    นักเรียนพึงได้รับการส่งเสริมให้ใช้ภาษาวิชาการที่โรงเรียน    ทั้งภาษาพูดและภาษากาย สำหรับสื่อสารความคิด   ตัวอย่างเช่น ให้นักเรียนอธิบายคำต่อไปนี้  แล้วครูตรวจสอบความเข้าใจ

  • “ข้อโต้แย้งนี้มีความหมายต่อไปนี้”
  • “มีคำอื่นๆ อะไรบ้าง ที่เหมือนหรือคล้ายกับคำว่า ความหมาย”
  • “ถ้าครูตัดขนมออกเป็นชิ้นเล็กๆ  ครูกำลังทำอะไร”    เมื่อนักเรียนตอบ ครูถามต่อ เพื่อทำความเข้าใจคำของเด็ก เช่น “ตัดหมายถึงแบ่งใช่ไหม”   “แบ่งหมายถึงแยกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ใช่ไหม”

       ค้นหาสารสนเทศสำหรับใช้แก้ปัญหา

                 ครูส่งเสริมให้นักเรียนเป็นนักสงสัยและแก้ปัญหา  โดย ๑ ขั้นตอนคือ  (๑) ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นคนขี้สงสัย และค้นหาข้อมูลหลักฐานสู่คำตอบ    โดยครูทำเป็นตัวอย่าง    โดยทุกๆ สัปดาห์ ครูเอาสิ่งของที่สร้างความพิศวงแก่ครูมาให้นักเรียนดู   (๒) ฝึกให้นักเรียนรู้จักแยกแยะข้อมูล/สารสนเทศ  ชี้ให้นักเรียนรู้จักประเมินความน่าเชื่อถือ โดยดูที่แหล่งที่มา  (๓) ฝึกให้นักเรียนรู้จักเลือกปัญหาที่เหมาะสม ที่จะนำมาแก้หรือโต้แย้ง    โดยมีหลัก ๗ ประการต่อไปนี้

  1. 1. ระบุปัญหาที่ถูกต้อง
  2. 2. ทำรายการอคติส่วนตัว และวิธีเอาชนะอคติเหล่านั้น
  3. 3. สร้างเส้นทาง สู่เป้าหมายที่น่าจะเป็นไปได้ ๒ - ๕ เส้นทาง
  4. 4. ประเมินและเลือก ๑ เส้นทาง สำหรับเริ่ม
  5. 5. ดำเนินการสู่เป้าหมาย
  6. 6. วิเคราะห์ผล หากไม่บรรลุเป้า ลองเส้นทางใหม่
  7. 7. สรุปข้อเรียนรู้ 

         ตั้งคำถามที่ถูกต้อง

                  นักเรียนที่ผลการเรียนดี มักตั้งคำถามที่แสดงการคิดอย่างใคร่ครวญ     ครูพึงสอนนักเรียนให้เลือกตั้งคำถามที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนใช้เวลาให้เกิดผลการเรียนรู้อย่างคุ้มค่า     โดยให้ข้อเขียน ๑ ย่อหน้า  ให้นักเรียนแต่ละคนระบุคำถามที่คิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับฝึกแก้ปัญหา     แล้วให้นักเรียนจับคู่แลกเปลี่ยนและปรึกษากัน  ว่าปัญหาที่แท้จริงสำหรับฝึกแก้คืออะไร    ให้นักเรียนเสนอปัญหาที่เลือกทีละคู่    และให้บอกหลักฐานสนับสนุนการตัดสินใจ   

          จัดให้มีการโต้แย้งเพื่อการเรียนรู้

                  สอนนักเรียนว่า การคิดอย่างมีเหตุผลมักต้องมองประเด็นจากหลายมุม    หรือคิดหลายแบบ ทีละแบบ  หรือที่ Edward de Bono บอกว่าต้องสวมหมวกทีละสี เพื่อคิดทีละแบบ รวม ๖ แบบ    ตามหนังสือ The Six Thinking Hats  (http://www.brandage.com/article/5205/Six-Thinking-Hats)    หรือบอกว่า คราวนี้จะขอคิดแบบนักวิทยาศาสตร์    คราวนี้ขอคิดแบบนักนิเวศวิทยา     คราวนี้ขอคิดแบบนักธุรกิจ  ฯลฯ     ให้นักเรียนได้ตระหนักว่า มีวิธีคิดในแบบต่างๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด   

                   เขาแนะนำให้ครูจัดให้นักเรียนดำเนินการคิด ๕ ขั้นตอนต่อไปนี้    ในฉากสถานการณ์ที่น่าสนใจสำหรับนักเรียน   จนเมื่อเห็นว่านักเรียนทำได้คล่อง จึงให้จับคู่    แล้วช่วยกันหาวิธีคิดที่ตรงกันข้าม

  1. 1. ทำนายแนวทางหลักของการโต้เถียง (สนับสนุนหรือแย้ง)  และแนวทางอื่น
  2. 2. สรุปหลักฐานสนับสนุนแต่ละแนวทาง
  3. 3. วิเคราะห์แนวทางโต้แย้ง    และข้อดีของแนวทางอื่น
  4. 4. อธิบายว่ามีหลักฐานอะไรที่บอกว่าแนวทางหนึ่ง ดีกว่าอีกแนวทางหนึ่ง
  5. 5. สร้างข้อสรุปชั่วคราว   และระบุว่าจะมีข้อมูลใดที่สามารถทำให้เปลี่ยนใจได้

            แจกแจงนามธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Deconstruct the Constructs)

                     มนุษย์เราร่วมกันสร้างและร่วมกันเชื่อสิ่งที่เป็นนามธรรมมากมาย เช่น ความยุติธรรม (justice)     ครูให้นักเรียนจับคู่ แล้วช่วยกันทำรายการคำ ที่มีความหมายใกล้เคียงหรือสัมพันธ์กัน (ขึ้นกับระดับชั้นของนักเรียน) เช่น ความเป็นธรรม  กฎหมาย  ตำรวจ  ศาล  สิทธิมนุษยชน  ฯลฯ    อาจให้นักเรียนจัดกลุ่มความยุติธรรม เช่น ในสังคม  ในชุมชน  ในครอบครัว   

                    ให้นักเรียนเล่าหรือเขียนประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นนามธรรมนั้นๆ    แล้วบอกว่าตนคิดอย่างไร  มีข้อสรุปในเรื่องนั้นอย่างไร              

            ใช้แผนที่ข้อโต้แย้ง (Argument Mapping)

                      แผนที่ข้อโต้แย้ง เป็นเครื่องมือฝึกการคิดโดยใช้จักษุสัมผัสช่วย (visual thinking tool)    เขาแนะนำเว็บไซต์ www.rationaleonlone.com สำหรับตัวอย่าง argument map   โดยแนะนำว่า ครูควรยกตัวอย่างประเด็นโต้แย้ง ที่สอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน    นำมาทำ argument map บนกระดานหน้าชั้นร่วมกับนักเรียน    ทำเพียงสองสามครั้งนักเรียนก็จะทำ argument map ด้วยตนเองได้คล่อง  

                       ตัวอย่างของ argument map ดังข้างล่าง

ให้นักเรียนแสดงความคิดออกมาเป็นคำพูด

                       ในระหว่างที่นักเรียนดำเนินการแก้ปัญหา ให้พูดวิธีการตามขั้นตอนไปด้วย    เท่ากับนักเรียนทำไปใคร่ครวญสะท้อนคิดเพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับแก่ตนเองไปพร้อมๆ กัน    วิธีการนี้มี effect size ต่อผลการเรียนรู้เท่ากับ ๐.๖๔   และมีวิธีฝึกดังนี้

  1. 1. ให้นักเรียนเลือกปัญหาและจับคู่กับเพื่อน ผลัดกันพูดวิธีการแก้ปัญหาก่อนทำและระหว่างทำ  
  2. 2. นักเรียนยืนขึ้นแชร์ความคิดของตนต่อเพื่อนในชั้น    ครูช่วยชี้แนะให้คิดลึกขึ้น และเข้าใจประเด็นชัดเจนยิ่งขึ้น 

            ใช้คำถามที่มีพลัง

                       ครูที่มีประสบการณ์จะมีวิธีตั้งคำถามเพื่อช่วยการคิดของนักเรียน    โดยอาจถามเป็นชุด    ดังตัวอย่าง

  • “บอกครูอีกที ว่าเธอมีข้อเสนออะไร”
  • “เธอมีหลักฐานสนับสนุนข้อเสนอนี้อย่างไร”
  • “เธอเชื่อมโยงข้อเสนอของสมชาย ที่เพิ่งเสนอไปเมื่อสักครู กับข้อเสนอของเธออย่างไร   เป็นข้อเสนอเดียวกันหรือต่างกัน  เธอเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย”
  • “สาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ของสิ่งนั้นคืออะไร”
  • “ทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น  เธอมีวิธีทำที่แตกต่างออกไปหรือไม่”

           ผู้เขียน (Eric Jensen) บอกว่าวิธีการตั้งคำถามที่ตนยึดถือมีดังต่อไปนี้

  • ให้เวลาคิดอย่างเพียงพอ (๕ - ๑๐ นาที)
  • มีประโยคคำตอบให้ใช้ (สิ่งนี้เป็นความจริงเพราะ...)
  • อย่ายอมรับคำตอบแบบขอไปที (ใช่  ไม่ใช่  ไม่ทราบ)    บอกให้ตอบใหม่    หรือให้ฟังคำตอบของเพื่อนคนถัดไปอีก ๒ คน แล้วตอบใหม่
  • เขียนตัวอย่าง “ต้นไม้คำถาม”    ที่แสดงคำถามในระดับต่ำ (หรือง่าย)  และคำถามในระดับยากหรือซับซ้อน  ติดไว้ในห้อง    โดยครูอาจให้นักเรียนช่วยกันคิด   และครูหมั่นชี้ให้นักเรียนดูและฝึกตั้งคำถามที่ซับซ้อน     เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดซับซ้อน ที่เรียกว่า higher-order thinking

               เมื่อนักเรียนเสนอความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง  ครูต้องกล่าวคำขอบคุณ และบอกว่าเป็นความคิดที่น่าชื่นชม  

ส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง

ครูพึงตระหนักอยู่เสมอว่า คำถามที่กระตุ้นการคิด ช่วยพัฒนาสมองของนักเรียน    แต่ที่ดียิ่งกว่านั้น คือการฝึกให้นักเรียนรู้จักตั้งคำถามที่ดี    เขาอ้างถึงหนังสือ Making Thinking Visible : How to Promote Engageent, Understanding, and Independence for All Learners เขียนโดย Ron Ritchhart, Mark Church, and Karin Morrison (2011)    ที่เสนอให้ครูใช้เครื่องมือ ๓ ชิ้นเป็นประจำทุกวัน  ได้แก่  (๑) เสนอความคิด และตรวจสอบ  (๒) สังเคราะห์และจัดระบบ และ (๓) ค้นหามิติที่ลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น    โดยให้นักเรียนฝึกเขียนคำถาม ถามเพื่อน    ให้เพื่อนฝึกตอบโดยใช้เครื่องมือ ๓ ชิ้นดังกล่าว

เขาแนะนำเครื่องมอช่วยการคิดและการตั้งคำถามต่อไปนี้

  • สำรวจสิ่งที่ตนรู้ และพึงตั้งคำถามเพิ่มขึ้น
  • ให้นักเรียนตั้งวงแสดงข้อคิดเห็น และตั้งคำถาม ที่แตกต่าง
  • ใช้ประโยคในแนว  “ฉันเคยคิดว่า...   แต่เดี๋ยวนี้ฉันคิดว่า...”
  • เสนอความเห็นสองขั้วตรงกันข้าม    และการต่อสู้กันด้วยถ้อยคำ  พร้อมกับตั้งคำถาม
  • ให้เสนอความห็นเป็นประโยค เป็นวลี และเป็นคำ     เพื่อสื่อสารความหมาย และสื่อสารคำถาม ด้วยถ้อยคำที่สั้นลงทีละขั้น

 เขาแนะนำให้เริ่มฝึกโดยใช้โมเดลง่ายๆ เช่น “โมเดลสามขั้น” (๑) เสนอ  (๒) ข้อสนับสนุน  (๓) คำถาม เช่น มีข้อเสนออื่นที่ถูกต้องไหม    หลังจากนักเรียนใช้โมเดลอื่น หรือคิดโมเดลขึ้นเอง   

ทักษะการใช้เหตุผล หรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน ถือเป็น “ทักษะชีวิต” ที่จะเป็นประโยชน์ไปตลอดชีวิต  

 วิจารณ์ พานิช

๒ พ.ค. ๖๒
      

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)