ผมมาเริ่มรู้จักบ้านผมเองตอนไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ เพราะได้มีข้อเปรียบเทียบที่ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ถึงความต่างที่มากกว่าความเหมือน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษา วิธีคิด การดำรงชีวิต การติดต่อสื่อสาร จนกระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน เรือนเคียง ทำให้ผมรู้ว่าคนกรุงเทพเขามีระบบสังคมที่กว้างกว่าบ้านนอก และไม่จำเป็นต้องรู้จักเพื่อนบ้านติดกันก็อยู่ได้ ที่ถ้าเป็นบ้านอกจะอยู่ไม่ได้

ทุกท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนคงทราบดีว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ท่านได้ทรงสละราชสมบัติ เพื่อเสด็จออกนอก โลก ท่านจึงได้เรียนรู้ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับ โลก  

ตอนสมัยผมเรียนตอนเด็กๆ ก็ได้แต่ จำ และ ท่อง จนจำได้ แต่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก และมีครูที่สอนบางคนก็พยายามควบคุมไม่ให้ผมคิดอีกต่างหาก ซึ่งทำให้ผมปฏิเสธการเรียนในบางวิชาที่ต้องเรียน 

สมัยผมเรียนอยู่โรงเรียนวัดกุดปลาเข็ง ที่โคราช ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจบ้านผมสักเท่าไหร่ ผมมาเริ่มรู้จักบ้านผมเองตอนไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ (อยู่วัดอีกนั่นแหละ) เพราะได้มีข้อเปรียบเทียบที่ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ถึงความต่างที่มากกว่าความเหมือน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษา วิธีคิด การดำรงชีวิต การติดต่อสื่อสาร จนกระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน เรือนเคียง ทำให้ผมรู้ว่าคนกรุงเทพเขามีระบบสังคมที่กว้างกว่าบ้านนอก และไม่จำเป็นต้องรู้จักเพื่อนบ้านติดกันก็อยู่ได้ ที่ถ้าเป็นบ้านนอกจะอยู่ไม่ได้ 

พอผมมีโอกาสไปต่างประเทศ ผมก็เริ่มเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น ถึงข้อเด่นและด้อยของเมืองไทย เช่นเพื่อนฝรั่งถามด้วยความสงสัยว่าทำไมทหารไทยจึงชอบปฏิวัติ ถ้าอยากเป็นรัฐบาลทำไมไม่ลงเลือกตั้ง ทำให้ผมต้องคbดเปรียบเทียบสถานการณ์ของไทยกับของเขา แล้วทำไมทหารเขาไม่ปฏิวัติบ้าง ก็เห็นบ่นว่านักการเมืองไม่ดีเหมือนกันเลย 

เมื่อนักอวกาศเดินทางออกนอกโลกแล้วถ่ายรูปโลกมาแจกให้ดูกัน จึงทำให้เรารู้จักโลกของเราเองมากขึ้น ทั้งหมดนี่แสดงว่า ถ้าเราอยากจะเข้าใจสิ่งใด เราต้องออกไปไกลจากสิ่งนั้น แล้วค่อยมองย้อนกลับมาดู จึงจะเข้าใจได้ดีกว่าเดิม 

การที่จะเข้าใจได้ดีกว่าเดิมนั้นยังจำเป็นต้องพินิจพิเคราะห์ย้อนกลับมาดูรายละเอียดที่เรามีอยู่แล้ว ด้วยการมองระยะไกลนั่นแหละ สร้างข้อเปรียบเทียบให้เห็นสาระสำคัญ แบบใจเป็นกลาง จึงจะทำให้เราสามารถฝ่าด่านความไม่รู้ที่เป็นเมฆหมอกหุ้มห่อความรู้อยู่ จนทำให้เรารู้ในเรื่องนั้นๆได้ละเอียดลออ มากพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆได้จริง 

เมื่อผมรู้ความจริงข้อนี้แล้ว ผมก็กลับมาพิจารณาถึงปัญหาการพัฒนางานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ที่ไม่ค่อยก้าวหน้า ประเด็นน่าจะอยู่ที่การที่นักศึกษาติดกับอยู่กับโลกของตัวเองมากเกินไป จนไม่สามารถคิดเรื่องอื่นต่อไปได้ ดังนั้น การที่ไปหวังให้ผู้ที่ยังไม่ออกนอกบ้านทางความคิด ให้คิดเรื่องงานที่ตนต้องหาทางออกจึงค่อนข้างยาก 

ข้อเสนอแนะที่สำคัญก็คือควรออกนอกโลกของตัวเองและสิ่งที่กำลังทำอยู่เสียบ้าง อาจทำโดยการไปพักผ่อนหย่อนใจ หรือการทำสมาธิ อนาปนสติ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจตัวเอง และงานที่ตนทำอยู่ ได้ดีกว่าเดิม จะเรียกว่าถอยมาตั้งหลัก ก็ว่าได้ 

จึงหวังว่าแนวทางนี้จะทำให้ทุกท่านมีโอกาสในการพัฒนางานของตนเองได้มากขึ้นโดยการออกไปนอก โลกเสียบ้าง จะได้เห็นโลกของตนเองอย่างชัดเจนมากขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ขอให้โชคดีนะครับ