บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019)  เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน    และเคยเป็นครูมาก่อน    เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู    ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ   

บันทึกที่ ๗ ธำรงอิทธิบาท ๔  นี้เป็นบันทึกสุดท้ายใน ๓ บันทึกภายใต้ชุดความคิดว่าด้วยความสำเร็จของศิษย์(achievement mindset)    ตีความจาก Chapter 6 :  Persist with Grit      

ชีวิตนักเรียนไม่ใช่การวิ่ง ๑๐๐ เมตร  แต่เป็นการวิ่งมาราธอน    นักเรียนต้องฝึกความมุ่งมั่นสองแบบ    คือแบบระยะสั้น กับแบบระยะยาว     ความมุ่งมั่นระยะสั้นเรียกว่า การกำกับตัวเอง (self-control) ให้มีใจจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่วอกแวก   มีสมาธิอยู่กับเป้าหมายที่บรรลุได้ในระยะสั้น เช่น จดจ่ออยู่กับบทเรียน ๕๐ นาที     ส่วนอิทธิบาท ๔ (grit) เป็นความมุ่งมั่นระยะยาว เพื่อเป้าหมายระยะยาว เช่นเรียนให้จบ ม. ๖ เพื่อไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย   

ข่าวดีคือนักเรียนส่วนใหญ่มีคุณสมบัตินี้อยู่แล้ว    แต่นักเรียนอีกจำนวนหนึ่ง    โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่ขาดแคลน ไม่มี    ทำให้ไม่ทนต่ออุปสรรคขวากหนามของการเรียน และออกจากการเรียนกลางคันไปเสียก่อนเรียนจบ    มีผลงานวิจัยบอกว่า grit มีผลต่อความสำเร็จในการเรียนยิ่งกว่า IQ     

เด็กนักเรียนบางคนอาจมีความสามารถในการ กำกับตัวเอง  มีความมุ่งมั่นระยะสั้นที่ดี    แต่ขาดอิทธิบาท ๔    แต่โดยทั่วไปแล้ว ทักษะสองอย่างนี้มักไปด้วยกัน   และข่าวดีคือ ทั้งสองทักษะนี้ฝึกได้   

ผมเคยเขียนบันทึกเรื่อง grit ไว้ ที่ https://www.gotoknow.org/posts/613528   และมานึกได้ภายหลังว่า องค์ประกอบแรกของ grit คือ passion (ความชอบในระดับคลั่งใคล้ใหลหลง) นั้น ตรงกับฉันทะในอิทธิบาท ๔    และองค์ประกอบที่สองของ grit คือ perseverance (ความมุมานะต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว) นั้น ตรงกับ วิริยะ + จิตตะ + วิมังสา ในอิทธิบาท ๔   ดังนั้น ผมตีความว่า grit คือ อิทธิบาท ๔ นั่นเอง  

ห้าวิธีพัฒนา grit

  1. 1. ช่วยให้นักเรียนตระหนักถึงคุณค่าของเป้าหมายที่ท้าทายอยู่เสมอ    หาวิธีเตือนใจนักเรียนให้ผูกพันอยู่กับเป้าหมายระยะยาว เช่นเขียนติดเป็นโปสเตอร์ในห้องเรียน   มีการเฉลิมฉลองเมื่อบรรลุเป้าหมายรายทางไปสู่เป้าหมายปลายทางที่กำหนด   และอาศัยการเฉลิมฉลองตอกย้ำถึงเป้าหมายปลายทาง    มีการเล่าเรื่องของความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย  ฯลฯ
  2. 2. ให้นักเรียนได้รู้จัก grit    เช่นให้ดูภาพยนตร์ที่สะท้อน grit    เช่นเรื่อง Forrest Gump, Bend It Like Beckham, Remember the Titans   (ผมไม่ใช่นักดูหนัง จึงไม่มีความสามารถแนะนำหนังไทยหรือละครไทย)     หลังจากฉายหนังให้นักเรียนดูด้วยกันแล้ว ร่วมกันสะท้อนคิดว่า หนังสอนใจเรื่อง grit อย่างไรบ้าง     หรือในบริบทไทย ร่วมกันสะท้อนคิดว่า สอนใจในเรื่องอิทธิบาท ๔ อย่างไรบ้าง           
  3. 3. สร้างเงื่อนไขให้เกิด grit    เงื่อนไขหลักคือบรรยากาศเชิงบวก    ซึ่งสร้างได้ผ่านการเฉลิมฉลอง  บทกวี  นิทาน  เรื่องเล่า  ประวัติศาสตร์  เพลงที่เร้าใจ    มีผลงานวิจัยบอกว่า การสร้าง grit ให้ผลสูงสุดเมื่อสัดส่วนระหว่าง บรรยากาศเชิงบวก : บรรยากาศเชิงลบ เท่ากับ ๓ : ๑    ครูพึงหาทางให้นักเรียนได้รับความสะเทือนใจเชิงบวก มากกว่าความสะเทือนใจเชิงลบ ก่อนกลับบ้านในแต่ละวัน    และมีช่วงเวลาให้นักเรียนได้เล่าเรื่องราวของตนที่สะท้อนการพัฒนา grit ของตน 
  4. 4. ทำให้ grit เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ในหลายแง่มุม    โดยใช้คำเปรียบเทียบ (อุปมา),  คำคม (quotes),  คำคล้ายคลึง     บอกนักเรียนว่า เวลาเราล้มเราไม่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการล้ม แต่เราต้องรับผิดชอบต่อการลุกขึ้น    คนเราล้มเพื่อจะได้ฝึกลุก ซึ่งจะช่วยให้เราแข็งแรงขึ้น เก่งขึ้น   มีครูในสหรัฐอเมริกา คิดวิธีเป็นรูปธรรมให้นักเรียนเข้าใจ    โดยเอาของรูปร่างกลมๆ มาสองอย่าง คือไข่ กับ super ball (ลูกบอลล์ที่เด้งดีมาก)     เอามาให้นักเรียนดู    แล้วถามว่า พวกเธอจะเป็นไข่ หรือเป็น super ball    ว่าแล้วก็ปล่อยทั้งสองอย่างลงพื้น    ซึ่งแน่นอน ไข่แตก แต่ super ball เด้งดึ๋ง   ครูถามซ้ำ “เธอจะเป็นอะไร”   นักเรียนมักจะตอบไม่เต็มเสียง   “super ball”    ครูย้ำ พูดดังๆ “เราจะเป็น ...   super ball” 
  5. 5. ใช้ grit ให้เห็นผล และเพิ่มความตระหนักในคุณค่าของ grit ในสถานการณ์จริง   เมื่อใดที่ครูเห็นนักเรียนกำลังใช้ความพยายามทำงานอยู่   ครูกล่าวชม  “ครูดีใจมาก ที่เห็นเธอกำลังฝึก grit (อิทธิบาท ๔) อยู่”    ยามนักเรียนกำลังอึดอัดขัดข้องในการทำงาน  ครูพูดว่า  “ไม่มีใครหรอก ที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องฟันฝ่า”     อย่าพูดว่า  “ไม่ทุกคนหรอกที่ประสบความสำเร็จ”  หรือ “เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่เธอถนัด”    จะเห็นว่าคำพูดของครูในสถานการณ์จริง มีความหมายมากในการบ่มเพาะ หรือทำลาย grit

ครูพึงตระหนักว่า การบ่มเพาะ grit เป็นกิจกรรมระยะยาว    ให้ทำต่อเนื่อง อย่าใจร้อน   โดยต้องทำตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก    หน้าที่หลักของครู ในการบ่มเพาะ grit ให้แก่ศิษย์ คือการร้องขอ  ไม่ใช่การบอก หรือให้คำตอบ   ครูต้องร้องขอสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่บรรลุยากจากศิษย์    เป็นโจทย์ให้ศิษย์ฝึก grit โดยครูคอยให้กำลังใจ     

เริ่มจากกิจกรรมที่ทำเสร็จในเวลาสั้นๆ เช่น ๒๐ นาที    แล้วค่อยๆ ยาวขึ้น เป็นวัน  หลายวัน  จนยาวเป็นปี    เมื่อไรก็ตามที่นักเรียนท้อ    ถือเป็นโอกาสทองของครู ที่จะได้ฝึกทักษะการฟื้นความมุ่งมั่น ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป

ผมขอตีความจากประสบการณ์ของตนเองว่า    การฝึกพัฒนา grit ให้แก่ศิษย์นั้น   ไม่มีทางทำได้หากใช้การเรียนแบบครูบอกให้นักเรียนจดจำ    ต้องใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ active learning / activity-based learning / inquiry-based learning เท่านั้น    จึงจะมีโจทย์ให้นักเรียนฝึกพัฒนา grit ได้    และครูก็จะได้ฝึกพัฒนา grit ไปด้วยในตัว       

เครื่องมือช่วย เมื่อ grit ตกต่ำ

นักวิจัยได้ทดลองและแนะนำวิธีฟื้นการฝึก grit หลังจาก grit ตกต่ำ โดยการเชื่อมโยงคุณค่าและอัตลักษณ์ของ grit เข้ากับงาน เพื่อใส่พลังและความพยายามเพิ่มเข้าไป โดยวิธีการดังต่อไปนี้

  • บอกนักเรียนให้พัก ๕ นาที   ใช้ ๒ นาทีแรกให้นักเรียนยืดเส้น หายใจลึกๆ และทำกายบริหารเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและผ่อนคลาย   และใช้เวลา ๓ นาทีหลังให้นักเรียนเขียนรายการคุณลักษณะส่วนตัวของตน    ซึ่งอาจมีเป็นโหล   การเขียนนี้จะช่วยเตือนสตินักเรียนว่าตนคือใคร   ซึ่งจะเรียกความมุ่งมั่นกลับคืนมา
  • เปลี่ยนเอกลักษณ์ของนักเรียนไปเป็น “ผู้เชี่ยวชาญระหว่างการฝึก” (expert-in-training)  หรือเรียกว่าเป็น “ปราชญ์น้อย” (scholar)    ซึ่งเป็นคำยกย่อง และชักจูงให้นักเรียนอดทน   เมื่อประกอบกับคำพูดเชียร์ให้เดินหน้าต่อ   นักเรียนจะลุกขึ้นสู้
  • ใช้โปสเตอร์ปลุกใจ เช่น “ทำงานหนัก เพื่อความสำเร็จข้างหน้า” (Working Harder Gets You Smarter)
  • ใช้เครื่องมือ ๓ ขั้น
  • - ขั้นที่ ๑ : ฟัง    บอกนักเรียนว่าเมื่อจะทำงานสำคัญ ให้เริ่มจากฟังเสียงจากภายในตนก่อน    ตรวจสอบหา ชุดความคิดหยุดนิ่ง (fixed mindset)  และเปลี่ยนไปเป็นชุดความคิดเจริญงอกงาม (growth mindset) เสีย    บอกตัวเองว่า จะไม่หมกมุ่นอยู่กับอดีตหรือความผิดพลาด    จะเรียนรู้และแก้ปัญหานี้ให้จงได้
  • - ขั้นที่ ๒ : ฟื้นพลัง    ให้นักเรียนบอกตนเองว่า ตนมีเป้าหมายอะไร  เป้าหมายนั้นมีความสำคัญอย่างไรต่อตัวเอง ที่จะต้องบรรลุให้ได้    จินตนาการถึงสภาพความสำเร็จ    และความรู้สึกของตนเองเมื่อบรรลุความสำเร็จนั้น    และแชร์ความรู้สึกนั้นต่อเพื่อนๆ ในชั้น  
  • - ขั้นที่ ๓ : เลือกอีก    เลือกข้าง ระหว่างเสียงในหัวว่า “ฉันไม่คิดว่าจะสามารถทำสิ่งนี้ได้”   กับ  “ฉันเคยทำสิ่งที่ยากและไม่คิดว่าจะทำได้ ให้บรรลุความสำเร็จมาแล้วมากมาย    ฉันจะพยายามต่อ  ฉันเชื่อว่าสามารถขอความช่วยเหลือได้   ในระหว่างทางหากประสบความล้มเหลว ฉันก็จะได้เรียนรู้ และหาทางแก้ไข  จนบรรลุเป้าหมายให้จงได้” 

ในภาคปฏิบัติ การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวย่อมมีขึ้นมีลงในเรื่องความมุ่งมั่นเป็นธรรมดา    ครูต้องมีเครื่องมือฟื้นพลังของนักเรียน และหมั่นใช้อยู่เสมอ เช่น

  • o บอกนักเรียนให้ค้นหาคลิปใน YouTube ที่สื่อสารคุณค่าของเป้าหมายที่กำลังดำเนินการ นำมาดูในชั้นและร่วมกันสะท้อนคิดเชิงคุณค่า
  • o ขอให้นักเรียนเตรียมใช้เวลา ๓๐ วินาที เสนอเป้าหมายที่ท้าทายของตน และเพราะอะไรตนจึงต้องการบรรลุเป้าหมายนั้น
  • o ให้นักเรียนทำผังเส้นทางสู่เป้าหมาย    ว่าเริ่มตรงไหน  เวลานี้อยู่ตรงไหน  ขั้นตอนต่อไปคืออะไร เพื่อการบรรลุเป้าหมายสุดท้าย
  • o ให้นักเรียนยืนขึ้น  เดินไป ๑๐ วินาที ไปหาคู่ เพื่อแชร์เป้าหมาย  อุปสรรค และวิธีเอาชนะอุปสรรคนั้น  

กระบวนการเหล่านี้ จะช่วยให้นักเรียนรู้สึกว่าเป้าหมายของตนเป็นสิ่งจับต้องได้    แชร์ได้ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของตน   

เปลี่ยนวาทกรรม เปลี่ยนพฤติกรรม

เพื่อให้ตนเองมีความมุ่งมั่นในการหนุนให้ศิษย์ประสบความสำเร็จในระดับ “รู้จริง” (mastery)    ครูต้องเปลี่ยนวาทกรรมในหัวของตน จาก  “เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ลูก  ไม่ใช่หน้าที่ของครู”   ไปสู่   “ฉันจะกระตุ้นความพยายาม แรงจูงใจ และเจตคติสู่ความสำเร็จ ของศิษย์    ทักษะเหล่านี้ฝึกได้”

ใคร่ครวญสะท้อนคิด และตัดสินใจ

จะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและยั่งยืนเริ่มที่ “กระจก”   คือครูต้องประเมินตนเองเป็นปฐม    ผ่านการใคร่ครวญสะท้อนคิดว่า มีความท้าทายเรื่องความสำเร็จและความานะพยายามของนักเรียนในชั้น หรือไม่    แล้วจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางว่า จะทำหน้าที่ “ครูเพื่อศิษย์” ที่เน้นการสร้างชุดความคิด และทักษะเพื่อบรรลุความสำเร็จระดับ mastery ให้แก่ศิษย์ หรือไม่  

วิจารณ์ พานิช

๑๕ เม.ย. ๖๒