สันทนาการทางเพศ

คิดๆไปก็ขำ เมื่อมีคนถามว่า “หมอทะลึ่งแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

มาแบบนี้ก็ตอบไม่ถูกสิครับ

ผมน่ะ เป็นเด็กเรียบร้อยของห้องเชียวนะครับจะบอกให้ ไม่เชื่อก็ถามเพื่อนๆผมดูได้

ผมแค่เป็นคนช่างสงสัย ช่างถาม ช่างคิดไปเรื่อยเปื่อย มันอยากรู้ไปเสียทุกเรื่อง

ผมยังจำวันแรกในการตอบข้อสงสัยของตัวเองเรื่องเพศได้ติดตา

“เจี๊ยวของผู้หญิงต่างจากของผู้ชายอย่างไร” น่าจะเป็นคำถามตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาลหนึ่งที่โรงเรียนนายแจ้ง อำเภอหลังสวนนู่น 

ทำไงล่ะครับ ที่บ้านห้องแถวมันไม่มีหนังสือให้อ่าน ถึงมีก็คงยังอ่านไม่ออก เห็นแม่เดินเข้ามา จำได้ว่าแม่ใส่ชุดนอนเป็นชุดคลุมยาวสีแดงโอโรสลายจุดขาว ผมก็เดินเข้าไป แล้วนอนลงบนพื้นบ้านตรงที่หว่างขาแม่ แล้วก็มองลอดชุดของแม่ขึ้นไป หึหึ แลกกันกับที่ถูกแม่ด่าว่าสัปดน แต่แล้วก็ต้องมานั่งอกสั่นขวัญแขวนเพราะตกใจกับความไม่คาดฝัน ตกใจว่าทำไมแม่มีเจี๊ยวไม่เหมือนของตัวเอง งงสิครับพี่น้อง “แม่ถูกตัดกระเจี๊ยวไปตั้งแต่เมื่อไหร่!”

แล้วผมก็ลืมภาพเจี๊ยวแม่ไปตั้งแต่ตอนนั้น กระทั่งครอบครัวเราย้ายบ้านมาอยู่ที่สุราษฎร์ฯ ในช่วงแรกๆ พ่อกับแม่ยังคงอาศัยบ้านปู่กับย่าอยู่ระยะหนึ่ง ห้องน้ำบ้านปู่มันแยกออกไปนอกตัวบ้าน เราต้องเดินลงไปชั้นล่าง ผ่านต้นมะม่วงอกร่องต้นสูงใหญ่ต้นนั้น พื้นดินชุ่มน้ำและมีกอเตยกอใหญ่อยู่ตามทางเดิน ไฟห้องน้ำสีเหลืองสลัว ห้องส้วมก็อยู่แยกกัน ผมจำได้ว่า เวลานั่งยองๆขี้ทีนึง ต้องนั่งมองไปยังร่องช่องว่างที่คานหลังคาสังกะสี ผมกลัวนักหนา กับที่ไอ้พี่ชายลูกของป้ามันชอบหลอกว่า มีมือผียื่นออกมาจากด้านบนนั้นอยู่บ่อยๆ

ขี้ทีนึง จึงรู้สึกเหมือนไปออกรบ

ผมเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ๒ 

วันนั้นพ่อพาผมเข้าไปอาบน้ำด้วยกัน แล้วผมก็เห็นเจี๊ยวของพ่อ ที่โคนเจี๊ยวมีขนขึ้นยุบยับไปหมด 

วันต่อมาผมก็ไปคุยโวที่บริษัทที่พ่อทำงานอยู่ ว่าได้เห็นเจี๊ยวพ่อมีขนขึ้นเต็ม พวกพี่ๆที่เป็นลูกน้องพ่อต่างก็หัวเราะกัน ไอ้ผมก็ยิ่งสนุก เพราะรู้สึกว่าได้เป็นผู้ค้นพบที่ยิ่งใหญ่

โถ..

มานึกถึงลูกสาวของตัวเอง ที่เมื่อมันอายุได้เท่าผม มันคงสมเพชพ่อมันแน่ๆ ว่าทำไมช่างไม่มีความรู้เรื่องเพศแบบที่มันรู้ได้เลย 

แล้วมันจะเหมือนกันได้อย่างไรเล่า ในเมื่อพ่อของมันจัดการสอนเสียจนลูกแทบจะไม่ต้องสงสัยถึงความต่างหรือไม่ต่างมาตั้งแต่มันจำความได้ หนังสือหนังหาก็มีให้อ่านมากมาย มันเข้าใจว่า “นี่คือร่างกายที่ปกติ” คงเหมือนการหายใจ ที่ลูกไม่ต้องมาถามว่า หายใจทำไมกระมัง

โตขึ้นมาระดับหนึ่ง ก็ยังคงมีเรื่องให้สงสัยอีกครั้งเมื่อผมเห็นพ่อกับแม่เข้าไปอาบน้ำพร้อมกัน

งงสิครับงง 

“แล้วเค้าไม่อายกันบ้างเหรอ” นั่น ผมถามตัวเองในใจแบบนี้จริงๆ

คือแบบ มันอ่อนหัดจริงๆสินะ

แบบนี้ลูกผมก็อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องกลับกัน เพราะตั้งแต่มันจำความได้ มันก็เห็นพ่อกับแม่อาบน้ำด้วยกันมาตลอด ยิ่งตอนมันเด็กๆ การอาบน้ำด้วยกันของครอบครัวมักจะเป็นเรื่องสนุกเสียทุกครั้ง เป็นอย่างนี้แล้ว ในคราวนั้นพ่อจะไปสงสัยทำไมว่า “ปู่กับย่าไม่อายกันบ้างหรือไร”

มันคนละยุคกันจริงๆ

โตขึ้นมาอีกหน่อย เมื่อคราวที่เริ่มเรียนในชั้นมัธยม ในช่วงวัยที่ฮอร์โมนเริ่มมีอิทธิพลต่อร่างกาย การเปลี่ยนแปลงที่พวกเด็กผู้ชายจะเข้าสู่วัยรุ่นช้ากว่าพวกเด็กผู้หญิงสักหน่อย 

เด็กผู้หญิงจะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นในช่วงปลายประถมถึงช่วงมัธยมต้น พวกเธอจะเริ่มมีนมผุด เริ่มยืดตัวสูงกว่าเพื่อนผู้ชายในห้อง และท้ายที่สุดก็มีเม็นส์ และนมโตตั้งเต้า จะเต้าเล็กเต้าใหญ่ก็แล้วแต่กุศลกรรมแต่ปางก่อนของแต่ละคน

ในตอนนั้น ไอ้พวกผู้ชายอาจจะกำลังเล่นตี่จับกันอยู่

ล่วงมาจนขึ้นชั้นมัธยมราวๆ ม.๓ คราวนี้แหละ การเข้าสู่วัยรุ่นของพวกผู้ชายก็จะเริ่มมา เสียงเริ่มแตก ขนที่โคนไข่เริ่มขึ้น 

“พ่อๆ ขนขึ้นแล้ว แต่ทำไมมันไม่หยิกเหมือนของพ่อเลย” ผมยังจำค่ำวันนั้นได้ดี วันที่ผมเปิดกางเกงให้พ่อดูเจี๊ยว และขน ๒ เส้นเรียบๆนั้น”

“เดี๋ยวมันก็จะหยิกเองลูก ใจเย็นๆ” พ่อตอบและยิ้มเห็นแก้มบุ๋ม แม่บอกว่า ลักยิ้มของพ่อมีเสน่ห์นัก

การเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นมันว้าวุ่น แต่เรื่องเรียนและวิ่งเล่นก็สนุกไม่แพ้กัน มันเพลินไปเชียว จนวันที่ความพลุ้งพล่านของตัวเองก่อเกิดขึ้นมา 

“ไข่จ้องแข็งปั๋ง” ไข่จ้องกับจู๋เด่ คือเรื่องเดียวกัน

ปรากฏการณ์ไข่แข็งเกิดขึ้นมาในเที่ยงวันนั้น วันที่ “ไอ้เอ” มันเอาหนังสือโป๊ของพ่อมันมาให้เพื่อนๆดูในห้องเรียน

นั่นมันคือครั้งแรกจริงๆที่ได้เห็นรูปของการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงอย่างโจ่งครึ่ม

แม่เจ้า! มันรู้สึกดีได้ขนาดนี้เชียวหรือ

แต่ละหน้าที่เปิดดูนั้นมันตรึงตาตรึงใจ กว่าที่ “ไอ้ยักษ์” เพื่อนตัวใหญ่หัวหน้าห้องตอน ม.๑ จะเปิดแต่ละหน้าผ่านไป มันช่างช้าเสียเหลือเกิน เสียงหายใจสั่นระรัวของ “ไอ้เอ็กซ์” ข้างๆหูก็แสนจะน่ารำคาญ แล้วจู่ๆ ไอ้เอมันก็เดินเข้ามารวบหนังสือไป

“เฮ้ย เอามา เดี๋ยวหนังสือกูเหนียว” ว่าแล้วมันก็เอาใส่กระเป๋านักเรียนหนีบติดตัวเดินออกไปเสียเฉยๆ ปล่อยให้ไอ้หื่นเกือบสิบชีวิตนั่งมองตามกันหน้าละห้อย ส่งสายตาปริบๆ

“มันจะเหนียวได้ยังไงวะ” ผมไม่เข้าใจ แต่ตอนนั้นใจยังระรัว

“ก็ดูนั่นไง” ว่าแล้วไอ้ยักษ์ก็ชี้ให้ดูกางเกงของเพื่อนคนหนึ่ง เป้ามันเปียกเยิ้ม แน่นอนว่ามันไม่ได้เยี่ยวใส่กางเกงหรอกนะ

ผมยังติดตามาจนถึงวันนี้ ผมยังจำได้อีกว่า ช่วงพักเที่ยงของวันนั้น ไอ้ยักษ์ก็สอนเพื่อนๆของมันว่า “ผู้ชายชักว่าวกันยังไง” ซึ่งผมก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งถึงบุญคุณของมันมาจนถึงทุกวันนี้

ล่วงเข้ามาชั้นมัธยมปลาย เรื่องทางเพศมันก็เปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง นั่นเพราะได้นั่งเรียนร่วมกับเพื่อนๆผู้หญิงซึ่งแต่ละคนล้วนสาวสะพรั่ง

อย่านะครับ อย่าเพิ่งเข้าใจไปว่าผมอยากจะไปมีอะไรกับพวกเธอเหล่านั้น ที่ว่าเปลี่ยนรูปแบบไปก็เพราะจะให้มานั่งดูหนังสือโป๊ในห้องเหมือนเดิมก็คงไม่ได้แล้ว จะมีก็อารมณ์แบบอยากจะเป็นแฟนบ้าง อยากนั่งคุยด้วยกันบ้าง อยากถูกแขนบ้าง อยากให้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์บ้าง แค่นั้น ไอ้จะให้มีจินตนาการเพริศแพร้วแบบในหนังสือโป๊คงทำใจยากหน่อย แต่เอาเข้าจริงๆ หากเกิดอารมณ์ขึ้นมา ก็ใช้วิชาชักว่าวที่ไอ้ยักษ์มันสอนเมื่อครั้งอยู่ ม.๓ ให้เกิดประโยชน์ ชีวิตวัยหนุ่มกลัดมันก็เดินต่อไปได้ต่อ

แล้วก็มาถึงช่วงเปลี่ยนของชีวิตอีกเรื่อง คือการได้ดูหนังเอ็กซ์ครั้งแรกตอนอยู่ชั้น ม.๔ นี่แหละ

เราไปดูกันที่บ้านของไอ้ยักษ์ (อีกแล้ว จะว่าไป มันก็เป็นเหมือนครูผมเลยนะ) 

แม่เจ้า! มันคือโลกใบใหม่ของผมเลยจริงๆ 

แต่จะว่าไป วันนั้นดูได้ไม่จบ เพราะถึงช่วงเวลาหนึ่ง ไอ้ยักษ์มันก็ปิดวิดีโอ

“พอแล้ว เดี๋ยวพวกมึงเสียคน” มันบอกหน้าซีดๆ

“เชี่ย แล้วที่เรียกกูมาดูนี่เพื่อ?” ผมถามในใจ เพราะกลัวถูกมันเตะ ตัวมันใหญ่กว่าผมมาก และนั่นก็เป็นบ้านพี่สาวมัน

แล้วมันก็ไล่พวกผมกลับบ้านไป

ครับ เมื่อมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งต่อไปสิ แต่คราวนี้พวกผมไม่ง้อไอ้ยักษ์อีกแล้ว (มึงแม่งนิสัยไม่ดี) พ่อผมเพิ่งซื้อเครื่องเล่นวิดีโอมาเหมือนกัน จากนั้นมา บ้านผม (อันที่จริงคือห้องผม) ก็กลายเป็นศูนย์รวมการศึกษาเรื่องเพศไปโดยปริยาย

“วันนี้จะเรียนคาบละ ๔๐ นาที เพราะครูจะประชุมประจำเดือน” เสียงเฮดังลั่นโรงเรียนเมื่อมีการประกาศแบบนี้ และแน่นอนว่า บ้านผมก็คราคร่ำ

บานประตู บานหน้าต่าง ล้วนถูกปิดสนิท พัดลมตัวเก่าเป่าลมเสียงครางหึ่งๆ เด็กผู้ชายวัยกลัดมันราวสิบคนมาอัดกันในห้องเล็กๆห้องเดียวเพื่อดูหนังเอ็กซ์ ร้อนก็ร้อน เหนียวตัวก็สุดจะเหนียว เสียงหายใจกระเส่าที่เล็ดรอดออกมานั้นกลายเป็นเสียงปกติ

ดูไปได้สักระยะ ผมมีอารมณ์ถึงขีดสุดแล้ว แต่เพื่อนๆแม่งยังไม่ยอมลุก ผมเชื่อว่าพวกมันก็อยากจะลุกกลับบ้านกันเสียเต็มที แต่ใครลุกก่อนคงได้เสียหน้าเพื่อนโห่ใส่

“กลับบ้านเถอะ ห้องนี้มันโคตรร้อนเลย” ผมลุกขึ้นไปปิดวิดีโอ แล้วทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจ แต่ละคนลุกรี้ลุกรนลุกขึ้นออกไปจากห้องผม ทุกคนล้วนรีบกลับบ้าน

ผมจึงได้เข้าใจไอ้ยักษ์มันก็คราวนั้น โถ..แล้วมึงก็ไม่บอกพวกกูว่าไม่ไหวแล้ว

........................

วันนี้ผมตรวจคนไข้ที่คลินิกนรีเวชตามปกติ และก็แน่นอนว่าคนไข้ส่วนใหญ่ของผมคือคนแก่

คนสูงอายุมดลูกหย่อน มดลูกมันโผล่แลบออกมานอกช่องคลอด 

ลองหลับตานึกดู 

อวัยวะเพศของผู้หญิงมันเป็นกลีบแคมมาประกบกัน (มิน่า ผมจึงได้คิดว่าแม่ถูกตัดเจี๊ยวไปเมื่อคราวนั้น) เมื่อแหวกแคมทั้งสองนั้นออก เราก็จะเห็นช่องคลอดเป็นรู เมื่อเรามุดรูช่องคลอดเข้าไปก็จะเจอทางตัน มันมีปากมดลูกขวางอยู่ ถัดจากปากมดลูกขึ้นไปด้านบน (ซึ่งเรามองจากรูช่องคลอดไม่เห็น) มันก็คือมดลูก บ้านหลังแรกของพวกเรานั่นแหละ 

บ้านหลังแรกกระนั้นหรือ ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้อาจจะไม่ใช่ เพราะสำหรับบางคน บ้านหลังแรกของพวกเขาอาจจะเป็น “หลอดแก้ว” เพราะพวกเขาคือเด็กหลอดแก้วกันมาก่อน อร๊ายยยยย...

การมีมดลูกโผล่แลบออกมา คือการที่มดลูกซึ่งมันอยู่ลึกสุดในช่องคลอด (แน่นอนว่า เราจะเห็นแต่ปากมดลูกเท่านั้นนะครับ) มันเคลื่อนตัวลงมา ลงมา ลงมาจนโผล่พ้นปากช่องคลอด และห้อยอยู่หว่างขาของคุณยายคุณย่าเหล่านั้น

“ยายครับ มันโผล่ออกมานานเท่าไหร่แล้ว” มันคือประโยคคำถามที่คลาสสิกมาก

“หลายปีแล้ว” ยายตอบ

“ครับ หลายปีน่ะ กี่ปี” ผมต้องการรู้จริงๆ

“ห้าหกปี” คือคำตอบที่ได้ยินมาบ่อยๆ ยิ่งบางรายหากแก่มากๆ อาจจะตกใจถ้าได้ยินคำตอบว่าเป็นสิบปี เชื่อได้ครับ ถ้าแกไม่ได้หลงลืมหรือเป็นโรคสมองเสื่อม

“แล้วทำไมเพิ่งมาหาหมอตอนนี้ครับ” เวลาถามประโยคนี้ออกไปต้องระวัง เพราะหากฟังไม่เข้าใจ อาจจะรู้สึกเหมือนถูกตำหนิ แต่ที่ถามแบบนี้ก็เพราะอยากรู้จริงๆ ว่าแกมีอาการอย่างไรจึงทำให้แกต้องมาหาผม ในเมื่อมันโผล่แลบออกมาตั้ง ๕ ปีแล้ว

“ก็ไม่ได้มีอาการอะไรหรอก ลูกมันเพิ่งเห็น แล้วมันก็บังคับให้มา” ว่าแล้วยายแกก็ทำหน้าเบื่อๆ

“เอ๊า แล้วทำไมลูกมันเพิ่งเห็นล่ะยาย โผล่มาตั้ง ๕ ปีแล้วนี่นา” ผมสงสัย

“ยายตกต้นมะม่วง เมื่อเช้าปีนขึ้นไปเก็บมะม่วง เห็นมันกำลังสวยๆ เดี๋ยวกระรอกแย่งกินหมด อกร่องที่บ้านกำลังงาม” ผมนึกไปถึงอกร่องที่บ้านปู่ต้นนั้น มันตายไปหลายปีแล้ว

นี่คือเรื่องจริง!

หากยายสักคนเข้ามาพร้อมลูกด้วยหน้าตาที่ไม่ใคร่จะสบอารมณ์ นั่นมักจะเป็นเพราะการถูกลูกหลานเห็นจิ๋มแกโดยบังเอิญ ของรักของหวงแกเลยเชียวนะนั่น

อย่างเช่นวันนี้

“ทำไมเป็นตั้ง ๒ ปีแล้วเพิ่งมาล่ะป้า” คนนี้เรียกป้าเพราะอายุเลยแม่ผมไปเพียงนิดเดียว

แกไม่ตอบ

“แกพลัดรถค่ะหมอ ขับเอง แว็นเอง ล้มพลัดรถ ผ้าถุงลุ่ย หนูจึงเห็นนี่แหละ ตอนแรกก็ตกใจ นึกว่าไส้ไหล” ลูกสาวแกเล่าอย่างมีอรรถรส สำเนียงบ้านผม พลัด แปลว่าตก ผ้าถุงลุ่ย คือ ผ้าถุงหลุดนั่นเอง

แกก็นั่งอายๆ แถมยังส่งค้อนไปให้ลูกสาวอีกที

................

มันพาให้คิดถึงยายของผมเอง

ครั้งหนึ่ง ในช่วงที่ผมยังเป็นเด็กชั้นประถมอยู่นั้น ผมก็เคยไปนอนอยู่บนพื้นและแหงนหน้าดูใต้ผ้าถุงยาย ทำเหมือนกับที่แอบดูของแม่เมื่อคราวก่อนนู้น เลยได้ถูกยายไล่ตีกับไม้กวาดก้านมะพร้าวอยู่พักหนึ่ง และผมก็รู้สึกงงงง ว่าทำไมจิ๋มของยายมันอยู่แปลกๆ

ผ่านไประยะใหญ่ๆ ผมโตขึ้นจนน่าจะอยู่ชั้นมัธยมต้น วันนั้นเป็นวันเสาร์ ยายต้องการจะหยิบปิ่นโตซึ่งอยู่บนหลังตู้กับข้าว แกบอกว่า พรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์จะไปวัด

แกย่างเท้าขึ้นไปบนเก้าอี้ เอื้อมมือขึ้นไปคว้าปิ่นโตบนหลังตู้นั้น พลันผ้าถุงแกซึ่งถูกมัดปมไว้ที่เอวหลวมๆมันก็คลายตัวออกและทิ้งตัวร่วงหลุดลุ่ยลงมาจนถึงปลายเท้า

ผมตะลึงตึงตึง

“แม่..” ผมตะโกนสุดเสียง

“ยายไส้ไหล”

แล้วยายก็ถูกแม่ผมพาไปหาหมอที่แถวตลาด หมอบอกว่ายายมีมดลูกโผล่ จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดในอีกไม่กี่เดือนถัดมา

ไม่น่าเชื่อ วันนี้หลานของยายก็ได้มาเป็นหมอรักษาคนแก่มดลูกโผล่แลบ เห็นมันแทบทุกวันมานานราวสิบปีเห็นจะได้แล้ว 

อ่านมาตั้งแต่ต้น เชื่อรึยัง ว่าผมไม่ได้ทะลึ่ง ทุกอย่างล้วนมีที่มาทั้งนั้น

สินะ

ธนพันธ์ ชูบุญรักษ์มดลูกคนชรา

๕ มีค ๖๒

ปล.เจ้าจ้าวาดรูปนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการ์ดวันเกิดให้แม่เธอเมื่อปลายปีที่แล้ว เห็นว่าสวยดี ไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่าแต่อย่างใดหรอกนะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เชื่อแล้วอาจารย์ไม่ได้ทะลึ่ง และไม่ได้หื่นแบบเจ้าจ้าบอกด้วย 555555

หมายเลขบันทึก

660540

เขียน

18 Mar 2019 @ 10:04
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 4, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก