มะลิกำลังจะโรย

การที่ผมได้รู้จักกับ “มะลิ” ช่างเป็นเรื่องบังเอิญ

มันบังเอิญที่ผมต้องมาดูคนไข้ แล้วพบคนรู้จักนั่งหน้าอมทุกข์อยู่หน้าหอผู้ป่วย 

“หลานพี่เป็นมะเร็ง” เพียงเท่านี้ ก็ทำให้ผมต้องนั่งลงข้างๆเธอ และฟัง

“แล้วมันรุนแรงแค่ไหนเหรอ” ผมถาม คำตอบที่ได้รับฟังมานั้น มันจึงเป็นที่มาของการต้องเข้าไปพูดคุยทำความรู้จักกับเธอ 

มะลิเป็นสาวน้อยวัยขบเผาะ ผิวขาวละมุนปานกลีบดอกมะลิต้นหลังบ้านที่ผมเฝ้าทะนุถนอม เออนะ ผมเคยปลูกมะลิไว้สองต้นเมื่อคราวที่อยู่บ้านหลวงริมอ่างน้ำของมหาวิทยาลัย เวลามันออกดอกมาชุดหนึ่ง กลิ่นมะลิที่ผมเด็ดมากองไว้บนโต๊ะกินข้าวจะหอมฟุ้ง

“นี่ เธอมีแฟนรึยัง” ผมถามเธอในคราวที่มีโอกาสเข้าไปนั่งเสวนาด้วยในวันหนึ่งด้วยจุดประสงค์พิเศษ

“ยังค่ะ” มันคือคำตอบที่แสนจะทำให้ผมประหลาดใจ นั่นเพราะมะลิเธอเป็นเด็กสาวที่มีหน้าตาสะสวย ผมยาวประบ่า ตาโตคมในลักษณะสาวใต้ แต่ด้วยความที่เธอคงจะมีเชื้อจีนอยู่มาก ผิวสีขาวนวลเนียนปานกลีบมะลินั้นจึงเป็นการผสมที่กลมกลืนลงตัว

“แหม..น่าเชื่อมั้ย สวยเสียอย่างนี้” ผมเย้าออกไปประสาชายหนุ่ม

เฮ้ย! ได้โปรดอย่าสร้างจินตนาการไปเกินกว่านี้ ผมกำลังจะทำหน้าที่อะไรบางอย่างอยู่นะ

“ยังจริงๆค่ะ หนูคงจะตั้งใจเรียนจนลืมเรื่องพวกนี้ไป” หือ เรียนจนลืมเรื่องพวกนี้ไป นี่ผมหูฝาดไปอย่างนั้นหรือ แต่เอาเถอะ มันไม่ใช่ประเด็น

“แล้วนี่เรียนจบมานานเท่าไหร่แล้วล่ะ” ผมหมายถึงการเรียนระดับมหาวิทยาลัย

“๒ ปีแล้วค่ะ จบแล้วก็ได้งานทำเลย กำลังสนุกเลยค่ะคุณหมอ” พลังไฟในตัวของเธอมีเหลือเฟือจริงๆ

จะว่าไป มะลิเป็นคนที่มีความเพียบพร้อม เธอเรียนเก่ง จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ได้งานทำที่ดี และมีเงินเดือนเลี้ยงตัว แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่า “สมบูรณ์แบบ” ก็คงจะต้องเรียกว่า “ดีเกินไป” ไหม

“ออ เล่นเก่งเสียแบบนี้ หมอเลยเข้าใจว่าคงไม่มีใครมากล้าจีบเธอนี่เอง” เธอยิ้มให้ตอบกลับมาพองาม

“เอาล่ะ คราวนี้มาคุยเรื่องของเราดีกว่านะมะลิ” ผมค่อยๆเริ่ม หลังจากที่เรารู้จักกันมากขึ้นอีกนิด

มะลิเริ่มสังเกตว่าตัวเองมีเลือดประจำเดือนออกมากขึ้นมาราว ๒ ปี รอบเดือนมาในแต่ละครั้งมันทำให้เธอมีอาการอ่อนเพลีย 

“มันอาจจะเป็นเรื่องปกติของสาวๆก็ได้มั้ง” เธอคิดอย่างนั้น และยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป จนกระทั่งการเป็นลมในวันนั้น มันทำให้เธอและหมอรู้ว่า ก้อนในโพรงมดลูกขนาดใหญ่คือสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด

เมื่อมีก้อนเนื้องอกโผล่ในโพรงมดลูก มันจึงทำให้พื้นที่ผิวของโพรงมดลูกขยายมากขึ้น เลือดประจำเดือนจึงมีมากขึ้น มันเป็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ง่าย ดังนั้น การวางแผนเรื่องการผ่าตัดจึงเกิดขึ้นโดยหมอเจ้าของไข้ได้สั่งฉีดยาบางชนิดไปก่อนเพื่อทำให้ขนาดของก้อนมันเล็กลง จะได้ผ่าตัดง่าย ลดการเสียเลือดทั้งขณะรอเวลาผ่าตัดอีก ๓ เดือนข้างหน้า รวมถึงลดการเสียเลือดขณะผ่าตัดด้วย

ก้อนเนื้องอกมดลูกในสายตาของหมอสูติฯนั้น คือเนื้องอกที่โดยปกติไม่ใช่มะเร็งนะครับ โปรดอย่าตระหนก 

เราพบว่า ผู้หญิงปกติจะมีก้อนเนื้องอกมดลูกประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง หมายความว่า ผมเดินผ่านผู้หญิงไปสิบคน จะมีสามถึงห้าคนมีเนื้องอกมดลูกอยู่

นั่นไงครับ ผมจึงบอกว่า เนื้องอกมดลูกเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่โรค มันเป็นประหนึ่งหญิงสาวมีสิวเพราะฮอร์โมน อะไรทำนองนั้น

เราวินิจฉัยว่า มะลิมีเนื้องอกมดลูก เราไม่ได้คิดว่าเธอเป็นมะเร็ง เพียงแต่การที่เนื้องอกมันโผล่เข้ามาในโพรงมดลูกนั้น มันจึงทำให้ระดูเธอมามาก เธอจึงถูกแนะนำให้ผ่าตัดเอาเนื้องอกมดลูกก้อนนั้นออกไป

แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

“มันคือก้อนมะเร็งของโพรงมดลูก” ข้อความในใบส่งตัวระบุมาอย่างนั้น

เวร! 

มันไม่ใช่เนื้องอกมดลูกที่เราพบอยู่ทุกวัน แต่มันคือมะเร็งของเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก 

มันคือมะเร็งที่เราไม่ควรพบในมดลูกของมะลิซึ่งเป็นสาววัยเลย มันควรพบในคนที่มีอายุราวสี่สิบเศษๆขึ้นไป มันควรเป็นในคนอ้วน โดยเฉพาะคนที่อ้วนหน้ามันสิวดกและมีหนวดเฟิ้มเสียด้วยซ้ำ หรือมันน่าจะเป็นในคนที่ประจำเดือนมาห่างๆปีละไม่กี่ครั้ง 

ใช่ มันไม่ควรพบในคนแบบมะลิเอาเสียเลย 

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่ผลชิ้นเนื้อมันระบุว่า ชนิดของมะเร็งที่เธอมีอยู่นั้นมันหน้าตาน่าเกลียด พฤติกรรมของมันค่อนข้างจะออกไปทางดุดัน

นี่กระมัง ที่ทำให้ผมต้องมานั่งคุยกับเธอในคราวนี้

“เธอรู้เรื่องโรคที่เธอเป็นมากน้อยแค่ไหนล่ะมะลิ” ผมถามออกมาในขณะที่คนอีก ๒ คนที่นั่งข้างๆเธอออกอาการอึดอัด ทั้งคู่คือพ่อและแม่ของสาวน้อยมะลิ

พ่อและแม่รู้เรื่องการเป็นมะเร็งของลูกสาวมาจากหมอเจ้าของไข้คนแรก ทั้งคู่กอดคอกันร้องไห้มาจนแทบจะไม่มีน้ำตาให้ลูกสาวเห็น ความเข้มแข็งที่แสดงออกมาต่อหน้าคือการแสร้งทำ ซึ่งแน่นอนว่า มันคงหลอกตาคนที่มีลูกสาวน่ารักถึงสองคนอย่างผมไม่ได้

“หมออย่าเพิ่งบอกลูกนะครับ ผมกลัวเค้าจะเสียกำลังใจ” นั่นคือคำขอของผู้เป็นพ่อ

“ครับ” ผมก็คงคอบได้เพียงเท่านี้จริงๆ 

“แต่หากเราจะเริ่มการรักษาต่อไป ผมว่าลูกสาวก็คงจะรู้อยู่ดี มันโตแล้วนะ ที่สำคัญ คนเรียนเก่งแบบนี้ มันน่าจะรู้อะไรได้เร็ว” ผมเสนอ

“ครับหมอ แต่ผมคิดว่ายังไม่ถึงเวลา” พ่อเธอยังคงยืนยันด้วยแววตาที่แห้งผาก

“เนื้องอกมันตัดออกไม่ได้ค่ะ หมอจึงส่งมาที่นี่เพื่อรักษาต่อ” เธอตอบ 

“แล้วเธอว่ายังไงล่ะ” ผมกำลังประเมินว่า เธอเข้าใจเรื่องราวของโรคในตัวมากแค่ไหน

“หมอกำลังหมายความถึงความรุนแรงของโรคน่ะ” ผมยังคงมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ

“ก็คงรุนแรงอยู่นะคะหมอ เพราะต้องมารับยาเคมีบำบัด แสดงว่ามันน่าจะไม่ใช่เรื่องปกติ” มะลิเป็นคนเก่งจริงๆนั่นแหละ เพราะเพียงที่เธอตอบมาแบบนี้ ผมเองก็เชื่อได้ว่าเธอน่าจะรับรู้เรื่องราวบางอย่างมากพอสมควร เพียงแต่ตอนนี้มันยังไม่ใช่หน้าที่ที่ผมจะต้องไปบอกเธอทุกอย่างทุกเรื่อง นั่นเพราะผมไม่ใช่หมอที่เป็นเจ้าของไข้ และพ่อกับแม่ยังคงยืนยันเรื่องการปกปิดไว้นั่นเอง

เราทั้งสี่คุยกันเรื่องการรักษา ผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดกันระยะหนึ่ง แล้วเราก็จากกันไประยะใหญ่ๆ จนวันหนึ่งผมได้เจอเธออีกครั้งในหอผู้ป่วย เธออยู่บนเตียงรถเข็น

มะลิคนสวยเธอผอมลงไปอีกมาก เค้าหน้าซูบโทรม ผมร่วงบาง เธอดูอ่อนเพลีย ผมรีบเปิดเข้าไปดูในประวัติของการนอนโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วก็พบว่า มะเร็งมันมีท่าทางไม่ตอบสนองต่อการรักษา

“ใจผมวูบเล็กน้อย” แต่นั่นแหละ ผมพอจะรู้เรื่องราวต่อจากนี้ดีพอสมควรไม่ใช่เหรอ 

“ไปไหนเหรอ” ผมถาม

“ไปเอ็กซเรย์ค่ะหมอ” เธอยิ้มให้

“เป็นไงบ้างแล้วล่ะ” ผมยังคงยิงคำถามออกไป

“เหนื่อยจัง แต่ยังไหวอยู่นะคะ” เธอยังคงยิ้มให้ พลางยื่นมือมาให้ผมกุมฝ่ามือเธอไว้

“ดีจัง มือยังอุ่นยังนุ่มอยู่ แสดงว่ากำลังทางใจยังเหลือเฟือ มีอะไรจะให้ช่วยก็เรียกนะเธอ ไม่เจอกันในโรงพยาบาล ก็บอกผ่านญาติเธอมาก็ได้” ผมยื่นข้อเสนอ

เธอเพียงยิ้มตอบ แล้วก็ห่างหายจากผมไปอีกรอบ

“เมื่อไหร่จะหยุดให้ยาเคมีบำบัดสักที” ผมถามอาจารย์รุ่นน้องซึ่งเป็นหมอมะเร็งเจ้าของไข้ในวันหนึ่งที่ผมเข้าไปติดตามประวัติการรักษาแล้วพบว่าเจ้ามะลิเริ่มมีความทรมานจากการเจ็บปวดที่ก้อนมะเร็ง

“ครับอาจารย์ ตอนนี้ก็คุยกันเรื่องหยุดยาแล้วครับ แต่ก้อนที่มันโตมากขึ้นแล้วทำให้เจ็บก็คงต้องฉายแสงตรงนั้นก่อน” 

ใช่ครับ ขณะนี้แม่ดอกมะลิของผมเธอกำลังถูกฉายแสงอยู่ และเธอยังคงได้รับการปรึกษาจากหมอที่ดูแลเรื่องความเจ็บปวดจากก้อนมะเร็งอีกท่านหนึ่งด้วย

“เมื่อไหร่จะหยุดให้ยาเคมีบำบัดสักที” ประโยคนี้ผมไม่ได้หมายถึงการหยุดรักษา แต่เรากำลังจะหาทางเลือกในการรักษาอย่างอื่นเพื่อให้คนไข้เราอยู่ได้สบายขึ้น หรือทรมานจากโรคน้อยลง

ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจมะลิ 

ผมไม่ได้เจอเธออีก เนื่องเพราะเหตุและปัจจัยหลายอย่าง แต่ผมก็ยังคงเฝ้าติดตามเรื่องราวของเธอจากแฟ้มประวัติอยู่เป็นระยะ

ผมนึกถึงภาพต้นมะลิหลังบ้าน ไม้ดอกหอมที่ผมเฝ้าดูแลอยู่หลายปี 

ก่อนที่ผมจะย้ายออกมาอยู่ที่บ้านหลังปัจจุบันและคืนบ้านหลังนั้นให้กับหลวงไป มะลิทั้งสองต้นกำลังเจอกับการกัดกินของแมลงและหนอนเกือบทั้งต้น แต่ละใบจะมีหนอนตัวเล็กๆมาครองเป็นเจ้าเรือน แต่แปลกที่หนอนและแมลงพวกนั้นไม่ได้มากัดกินตรงส่วนที่เป็นดอกเลยแม้แต่น้อย ผมเลือกที่จะให้ธรรมชาติจัดการตัวเอง ไม่เลือกเส้นทางของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชแต่อย่างใด ผมยังได้เก็บดอกมะลิมาอีกกำหนึ่งใส่ในรถในวันที่ย้ายออกมา

แล้วผมก็จากมะลิทั้งสองต้นมาตั้งแต่คราวนั้น

.......................

แปลกจัง ทำไมวันนี้อยู่ๆจึงคิดถึงเจ้ามะลิ

ผมเดินลงมาจากชั้นบน หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเพื่อเตรียมตัวไปส่งลูกสาวคนโต เธอยังต้องสอบเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัย 

มันยังต้องสอบโอเน็ตอยู่

เมียผมลงมาทำกับข้าวเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ไออุ่นของผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ลอยกรุ่นอยู่บนโต๊ะ

เสร็จจากการทำกับข้าวก็มายืนเช็ดทำความสะอาดบริเวณครัว 

ผมเดินมายังบริเวณที่จะต้องดึงลิ้นชักเพื่อหยิบช้อนส้อม และเธอยืนขวางทางอยู่

มือซ้ายจ้วงไปที่ร่องตูดแล้วเลื่อนเธอออกไปประหนึ่งร่างนั้นคือบานเลื่อน

“ครืดดดดดด” ล้อฝืดหน่อย

หยิบช้อนส้อมเรียบร้อยและปิดลิ้นชัก

มือซ้ายจ้วงไปที่ร่องตูดแล้วเลื่อนเธอกลับมายืนที่เดิมประหนึ่งประตูที่เปิดแล้วต้องปิด

“พ่ออออออ ทำอะไร” เสียงประตูเซ็กซี่บานนั้นโวยวาย

“ออ แม่หรอกเหรอ พ่อนี่นึกว่าประตู เลยเปิดแล้วก็ปิด มีเมียขี้บ่น เดี๋ยวถูกด่า”

“ผัดถั่วงอกอร่อยจัง”

ธนพันธ์ ชูบุญหอมกลิ่นมะลิที่ถูกหนอนกิน

๓ มีค ๖๒

ปล.เรื่องนี้ เขียนขึ้นมาเพราะต้องการไว้อาลัยแด่คนที่โหวตให้มีพาราควอตอยู่ในประเทศไทยต่อไป 

หือ!

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)

คำสำคัญ (Tags)

#มะเร็ง#palliative

หมายเลขบันทึก

660539

เขียน

18 Mar 2019 @ 10:02
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก