“อาจารย์ขา ป้าแกยังมี unfinished business ค่ะ”
หมอหมิง หัวหน้าทีมในการดูแลคนไข้รายงานผมแทบจะในทันทีที่ผมกำลังจะปิดม่านเพื่อคุยกับคนไข้
ผมยังไม่ได้ถามต่อในทันที ว่าไอ้ unfinished business นั้นมันคืออะไร อะไรคือสิ่งที่คนไข้คนนั้นเธอยังจัดการไม่เสร็จในชีวิตที่เหลืออยู่ เพราะการได้ถามด้วยปากและได้ฟังเองด้วยหูนั้น บางทีมันจะได้เห็นอะไรจากผู้ป่วยตรงหน้าได้มากกว่า
“สวัสดีครับป้า วันนี้เป็นยังไงบ้าง” มันคือการทักทายที่แสนจะคลาสสิกมากๆในการเริ่มต้นเดินเข้าไปเยี่ยมคนไข้สักคน
“สบายดีขึ้นมากแล้วค่ะหมอ” สำเนียงใต้แสนคุ้นเคยตอบกลับมา ผมรู้สึกคุ้นหู
ป้าพิกุลแกเป็นมะเร็งมดลูกระยะลุกลาม การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ รวมถึงต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานเมื่อกว่าปีที่แล้วทำให้เราระบุได้ว่า แกเป็นมะเร็งในระยะที่สาม หลังจากนั้นการให้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปกับการฉายแสงในอุ้งเชิงกรานจึงเริ่มต้นขึ้น
โรคมะเร็งของแกหาย
นั่นคือชีวิตของป้าพิกุลเมื่อปีก่อน
กระทั่งเมื่อราวปลายปีที่ผ่านมา แกเริ่มมีอาการอึมีเลือดปน การส่องกล้องเข้าไปตรวจพบว่ามันน่าจะเกิดจากหลอดเลือดในสำใส้ใหญ่ส่วนปลายอักเสบ ซึ่งเป็นผลมาจากการฉายแสง
จะว่าไป มันก็ทำให้หมอของป้าพิกุลพลอยได้สบายใจไปพร้อมๆกับแกด้วยนั้นแหละ
“ป้ารู้ใช่ไหมครับ ว่าตัวเองป่วยด้วยโรคอะไรอยู่” ผมถาม
“เป็นมะเร็งที่โพรงมดลูกค่ะหมอ” แกมีสีหน้าเรียบเฉย
“แล้วตอนนี้มะเร็งมันเป็นยังไงบ้างแล้วครับ” ผมชอบพูดคำว่ามะเร็งออกไปตรงๆ หากคนไข้ที่สนทนาด้วยเริ่มพูดมันออกขึ้นมาก่อน นั่นแสดงว่า เธอรับรู้และเข้าใจ อันที่จริง คำตอบว่า “โพรงมดลูก” มันก็ทำให้ผมได้เกิดความประทับใจตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว เพราะคนไข้คนอื่นๆมักจะตอบว่า “มะเร็งมดลูก” เสียมากกว่า แสดงว่า ป้าพิกุลแกไม่ธรรมดา
“เห็นหมอเค้าบอกว่า มันกลับมาอีกแล้ว” ผมก็ยังสังเกตว่าแกมีสีหน้าสงบนิ่ง
ใช่ครับ เราเพิ่งรู้ว่ามะเร็งมันกลับมาใหม่เมื่อตอนต้นเดือนนี้นี่เอง เมื่อคราวที่ป้ามีอาการฉี่ไม่ออก และเราพบว่าแกมีเลือดออกและกลายเป็นก้อนเลือดมาอุดท่อปัสสาวะอยู่ก้อนใหญ่
การตรวจเพิ่มเติมพบว่าเนื้องอกมันกลับมาเป็นซ้ำบริเวณใกล้กระเพาะปัสสาวะ และมีการกินลึกเข้ามาด้วย มันคือสาเหตุของเลือดที่ออกมาคราวนี้
“เราเริ่มใช้ยาฮอร์โมนรักษาแล้วค่ะ” คุณหมอหมิงบอกให้ผมทราบ
เมื่อทีมหมอมะเร็งตัดสินใจให้ยาฮอร์โมนในการรักษาโรคมะเร็งของโพรงมดลูก ผมก็พอที่จะมองภาพออกว่ามันคือการรักษาแบบประคับประคองที่จะสร้างความเสียหายให้คนไข้ค่อนข้างน้อย
เอ๊ะ..การรักษาของพวกเราสร้างความเสียหายให้คนไข้ด้วยเหรอ
ใช่สิครับ
การใช้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง ล้วนสร้างความเสียหายให้กับร่างกายได้ทั้งนั้น เห็นไหม ผมร่วง ปากเปื่อย ไขกระดูกฝ่อ ล้วนเกิดจากการทำลายจากยาเคมีบำบัด แต่นั่นแหละ เซลร่างกายที่ปกติ เมื่อถูกทำร้ายไปแล้วนั้น มันสามารถฟื้นตัวกลับมาได้โดยเร็วไงครับ มันฟื้นตัวและรักษาตัวเองได้เร็วกว่า ในขณะที่เซลมะเร็งจะถูกทำลายและฟื้นตัวได้ช้า ครั้นเมื่อถึงรอบการให้ยาเคมีบำบัดอีกรอบ มันจึงถูกทำลายซ้ำได้มากขึ้นอีก และก็ถูกทำลายจนหมด
นั่นคือหลักการ
แต่มะเร็งก็คือมะเร็ง มันจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ ใช่ไหม
“แล้วไอ้ตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็งเมื่อปีที่แล้ว ป้ารู้สึกยังไงบ้างครับ” ผมเริ่มประเมินความรับรู้
“ก็ตกใจนะหมอ แต่ก็ทำใจให้รีบรักษา ป้ายังตายไม่ได้” นั่นใจ มันเริ่มมีช่องให้ผมเสียบแล้ว
“ทำไมล่ะครับป้า ทำไมจึงยังตายไม่ได้” แล้วผมก็เสียบแกจริงๆ
“หลานยังเรียนไม่จบ”
“หลานอยู่กับป้าเหรอครับ” ผมยังคงจ้วงแทงแกอย่างไม่ยั้ง
“ใช่ค่ะ อยู่กันสองคนยายหลาน” น้ำเสียงแกสั่นเครือ
“แล้วพ่อแม่เค้าล่ะครับ” นอกจากจ้วงแทงแล้ว ยังคงเสียบไปที่หัวใจอีกแผล
“พ่อมันทิ้งไปตั้งแต่เล็กๆ แม่มันก็ไม่เอา ลูกสาวของป้าก็ออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีเลยด้วยซ้ำ” คราวนี้น้ำตาแกไหลพราก คุณหมอปี้นเดินไปหยิบทิชชู่มาส่งให้ป้าพิกุล
“แล้วป้าวางแผนชีวิตไว้ยังไงบ้างล่ะครับ” ผมกำลังเริ่มกระบวนการทำแผล
“ป้าขออีก ๒ ปีนะหมอ”
“หือ..ทำไม ๒ ปีล่ะป้า” ผมออกอาการงงบ้างพองาม
“มันจะได้เรียนจบม.๓ ได้แค่นี้ป้าก็พอได้สบายใจ” นั่นคือความหวังของยาย ยายผู้ดูแลหลานสาวคนนี้มาตั้งแต่มันยังแบเบาะ แกเฝ้าฟูมฟักของแกมาอย่างดีตามอัตภาพ ความหวังของแกพังไปตั้งแต่รู้ว่าเป็นมะเร็ง หลังจากตั้งตัวได้อีกไม่ถึงปี การกลับมาของมะเร็งในรอบนี้มันก็ดับความหวังของป้าพิกุลลงไปอีกครั้ง
“ป้าครับ เรากำลังให้ยาอีกอย่างกับป้าอยู่ ป้าคงทราบอยู่แล้ว” ผมหมายถึงเจ้าฮอร์โมนที่คุณหมอลูกศิษย์แจ้งมา
“มันไม่ได้ทำให้โรคที่กลับมาอยู่นั้นหายนะครับ แต่มันจะยังยั้งการลุกลามไปได้อีกระยะหนึ่งเลยเชียวล่ะ”
“ค่ะหมอ” เสียงป้าพิกุลแสดงถึงการจำนน
“หมอคงบอกยาก ว่ามันจะใช้ไปได้นานสักเท่าไหร่ มันจึงทำให้หมอต้องถามป้าไงครับ ว่าหากมันไม่สามารถรอจนถึง ๒ ปีได้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว ป้ามีแผนสำรองไหม” ผมกำลังหมายถึงเจ้าหนูม.๑ คนนั้น
แกเงียบไป น้ำตาไหลพราก
ทิชชู่พับที่สองถูกส่งให้อีกครั้ง
“ป้ามีลูกกี่คน”
“สี่ค่ะ หลานคนนี้เป็นของลูกสาวคนโต”
“แล้วน้าๆเค้าว่ายังไงบ้างครับ” ผมคงกำลังคว้าหาขอนไม้กลางทะเล
“น้าของมันทั้ง ๓ คน รักมันหมดเลย ทั้ง ๓ คนอยากเอาไปเลี้ยงทั้งหมดนั่นแหละ แต่ป้าก็ยังไม่ค่อยวางใจ” แกยังคงปาดน้ำตา
“ยังไงมันก็ไม่ใช่ลูกตัวเอง ป้าก็ไม่รู้ว่าลูกสะใภ้ ลูกเขย เค้าจะยอมรับจริงไหม” ออ แกคิดไปไกลว่าผมอีกขั้นหนึ่ง
“ครับ” ผมตอบรับการฟังเพียงสั้นๆ
“แต่คิดๆไป มันก็โชคดีสักนิดนั่นแหละ ที่น้าทั้ง ๓ คนรักมันมาก ทุกคนแย่งกันรับเลี้ยงหลายตั้งแต่รู้ว่าป้าเป็นมะเร็งเมื่อปีที่แล้ว” ถึงตรงนี้ น้ำเสียงของป้าพิกุลผ่อนคลายลงมากจริงๆ
“ครับ ดีจริง หมอก็รู้สึกแบบนั้น”
ครูผมสอนว่า “เพียงแค่รับฟัง มันก็คือการเยียวยา”
“ป้าขอกลับบ้านวันศุกร์ได้ไหมคะหมอ หลานอีกคนมันจะบวช อยากกลับไปทำบุญ”
“หมอจะพยายามนะครับ เพราะตอนนี้เราพบว่ามีเชื้อบางอย่างอยู่ในเลือดของป้า หากมันไม่รุนแรงมากและมียาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ๆบ้านของป้า หมอจะให้กลับไปฉีดที่นั่นก็ได้” ผมส่งสายตาบอกคุณหมอหมิง เป็นการส่งสัญญาณให้รับทราบว่า นี่คือเรื่องที่สำคัญ
ป้าพิกุล คือชื่อที่ผมตั้งขึ้นมาเองตามใจ นั่นด้วยเพราะผมรักต้นพิกุลและพิศวาสกลิ่นของมันเป็นพิเศษ
หอมแบบถ่อมตน ไม่ฟุ้งเฟ้อ หอมเคียงหมอนนอนหลับสบาย
ครั้งหนึ่ง ผมเคยสัญญากับเทวดาไว้ว่า จะหาพิกุลต้นใหม่มาแทนที่ต้นเดิมที่มันแห้งตายไปจากการขนย้ายที่ปลูกจากข้างโรงพยาบาลมาอยู่ข้างๆวิหารหลวงปู่ทวดที่เพิ่งสร้างเสร็จในคราวนั้น ท่านเลยไร้ที่อยู่ไปช่วงหนึ่ง
และตอนนี้พิกุลที่ผมหามาให้แทนที่ต้นเก่าที่อายุของมันนานเท่าๆกับโรงพยาบาลเมื่อแรกสร้างนั้นมันเริ่มแตกยอดออกพุ่ม ซึ่งผมก็เชื่อว่าท่านคงจะได้เข้ามาอาศัยอยู่แล้ว แม้มันยังเล็ก ยังหนุ่ม แต่ดูจากการออกใบใหม่ ผมก็เชื่อว่า ท่านน่าจะอยู่ได้อย่างสบาย
มันคือ finished business ตามที่ผมเคยสัญญาเอาไว้กับเทวดา
และแน่นอน ผมเองก็แอบภาวนาลึกๆ ว่าขอให้สิ่งที่ป้าหวังเอาไว้นั้น สามารถบรรลุได้ตามที่แกหวัง แต่หากจะไปไม่ถึงตอนนั้น อย่างน้อยตอนนี้แกก็น่าจะเบาใจไปได้สักหน่อยว่า เจ้าหลานสุดที่รักคนนั้นจะมีคนช่วยกันฟูมฟักต่อไปแน่นอน แล้วเมื่อนั้นมันก็คือ finished business ก่อนที่แกจะตายจากโลกนี้ไป
หอมดอกพิกุล
ธนพันธ์ ชูบุญแแอนด์ฮีสฟินิชบิสิเนส
๒๑ กพ ๖๒