ความรักของชายทั้งสอง

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้สัมผัสถึงความรักของผู้ชาย ๒ คน

อย่านะครับ อย่าเพิ่งคาดเดาไปจนเตลิด ว่าผมกำลังมีความรักกับชายทั้งคู่ เพราะมันไม่ใช่

เดี๋ยวกำลังจะเล่าให้ฟัง

ชายคนหนึ่งนั้น คือสามีคนไข้ที่เราได้ทำการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลในขณะนี้ ส่วนชายอีกคน คือใครก็ไม่รู้ ซึ่งจู่ๆ เขาก็โผล่มาในห้วงคำนึง

ในเช้าวันแรกของสัปดาห์การทำงาน ผมไปเยี่ยมคนไข้ซึ่งกำลังจะถูกผ่าตัดด่วนเนื่องจากเราวินิจฉัยว่าเธอน่าจะเป็นมะเร็งที่รังไข่ และมันกำลังมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ นั่นคือมีเลือดออกอยู่ในก้อน เธอปวดท้องและซีดมาก การให้เลือดไปในครั้งแรกถึง ๓ ถุงนั้น ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเพิ่มความเข้มเลือดของเธอได้ เลือดอีก ๒ ถุงจึงถูกนำมาให้เพิ่มเติม

“ผู้ชายข้างนอกนั่นคือใครเหรอครับ” ผมเห็นชายคนหนึ่ง กำลังยืนทำอะไรกุกกักอยู่นอกห้องพักในหอผู้ป่วยที่เธอพักอยู่ เดินโผล่หน้าออกไปดูก็พบว่าเค้ากำลังยืนกินข้าว

“สามีค่ะ” เธอตอบ

ผมจึงเดินออกไปเรียกให้เข้ามาร่วมกันรับทราบถึงแผมการรักษาของพวกเรา

“ที่เราผ่าตัดด่วนก็เพราะคิดว่า เลือดมันกำลังออกอยู่ในก้อน ถ้ายังคงปล่อยไว้ อาจจะต้องให้เลือดกันอีก” ผมเริ่มด้วยสิ่งที่น่าหวาดกลัวน้อยที่สุด

“ยังจำที่เราคุยกันเมื่อวันศุกร์ได้ใช่ไหม” การเท้าความเป็นเทคนิคที่ดีที่จะประเมินความเข้าใจของคนไข้

เธอพยักหน้า ยิ้มแห้งๆ

“เราจะผ่าแผลยาวตั้งแต่ยอดอกมาจะถึงหัวหน่าวเลยนะครับ เพราะก้อนมันใหญ่มาก จะทำการตัดเอาก้อนออกมาแล้วจะตัดสินใจกันตอนนั้นว่าจะต้องตัดมดลูกและรังไข่อีกข้างหนึ่งไหม” เอาเหอะ ผมจะผ่าตัดอย่างไรนั้น ไม่ต้องสนใจหรอกนะ เพราะนี่ไม่ใช่ตำราวิชาการแพทย์ทันยุค

“เธอรู้สึกยังไงบ้าง” หลังจากคุยกันยืดยาว ผมก็มักจะถามแบบนี้

“เป็นห่วงลูกค่ะหมอ อายุยังน้อยนัก” แล้วน้ำตาเธอก็ร่วงผล็อย เป็นผมเองก็คงปล่อยให้มันร่วง ลูกอายุ ๗ ขวบกับแม่เป็นมะเร็ง มันก็น่าเศร้าใจอยู่มิใช่หรือ

“ไว้ใจเรานะ รักษากันให้เต็มที่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน เออ..ผมจะบอกอีกอย่าง คนที่จะผ่าตัดเธอคืออาจารย์อรุณธรนะครับ เค้าจะเป็นหัวหน้าทีม อาจารย์เป็นหมอมะเร็ง เรื่องแบบนี้ เค้าจะให้ผมเป็นได้เพียงผู้จัดการเคสเท่านั้นเอง งานนี้ผมไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย” ฮั่นแน่ ผมน่ะ ไอ้ขี้โม้ ผ่าตัดด้วยปากเท่านั้นไง

“ค่ะ ได้เจอคุณหมอเค้าแล้วค่ะ” เธอบอกมา

“ว่าแต่ ทำไมไปกินข้าวข้างนอกล่ะ ในกินห้องนั่งสบายๆไม่กิน ดูซิต้องไปยืนหันหลังแอบเมียกิน” ผมแซวผู้เป็นสามีที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าวิตกเช่นเดียวกัน

“ครับหมอ เมียผมอดข้าวมา ๒ วันแล้ว เค้าหิว กินในห้องนี่ ผมคงกินไม่ลง”

หือ เล่นตอบมาแบบนี้ ผมรู้สึกเป็นไอ้งั่งไปเลย เพราะเมื่อตอนเช้านี้นี่ เมียยังคงทำกับข้าวให้กิน ตักแบ่งข้าวให้ส่วนที่ผมจะได้กินจนพอเพียง เธอเองกินข้าวส่วนที่เหลือแทน 

โคตรแมน

...............

“หมอขอถามนิดนึง ผู้ชายเค้ามีเมียรึยังล่ะ” 

หูย เล่นถ้าได้ถามออกมาอย่างนี้ เชื่อได้เลยว่าแซบ นี่ผมถามผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเดินเตาะแตะเข้ามาในห้องตรวจด้วยตัวเองนะครับ

เธอเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้น

“สวัสดีครับ ทำไมเดินแบบนั้น” ผมถามออกไปเพราะการเดินเข้ามาของเธอนั้น ทำให้ผมประเมินได้ว่า สายตาเธอน่าจะพร่ามัวเต็มที

“ตากำลังจะบอดแล้วค่ะหมอ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้ายิ้มแย้ม แต่ผมดูใบหน้าเธอโดยรวมแล้วกับรู้สึกว่ามันหม่นหมอง

“ทำไมล่ะครับ อายุยังไม่มากเลยนะ” อันที่จริง การเปิดประวัติคร่าวๆจากหน้าคอมพิวเตอร์นั้นน่าจะทำได้โดยง่าย แต่เชื่อผมเถอะ การได้คุย ได้ถามจากปากตัวเอง ได้ดูด้วยตา และได้ยินด้วยหูนั้น มันได้อรรถรสกว่ากันมาก

“ฉันเป็นเบาหวานมาตั้งแต่สาวๆแล้วค่ะ ตอนนี้เบาหวานขึ้นตา และเป็นไตเสื่อมด้วย” 

คราวนี้ผมกวาดตาดูข้อมูลอย่างคร่าวๆที่สุด ก็พบว่า ความรุนแรงของเบาหวานนั้นมันไปไกลแล้วจริงๆ จอประสาทตาของเธอถูกยิงเลเซอร์มาแล้วด้วย 

“แล้วเธอเห็นหมอชัดขนาดไหน” 

“ก็พอเห็นเป็นเค้าลางๆค่ะ แต่ไม่เห็นรายละเอียดหน้าหมอหรอกนะคะ” เธอบอก

เธอคนนี้เข้ามาพบผมด้วยปัญหาเลือดระดูออกมากมานานหลายเดือน หมอเจ้าของไข้ที่ดูเรื่องเบาหวานเค้าพบว่าเธอมีอาการซีดลงมาก จึงถามดูและทราบว่าน่าจะเป็นเพราะระดูมามากนี่เอง จึงส่งตัวมาปรึกษา

“นอกจากเบาหวานแล้ว เธอยังมีโรคประจำตัวอื่นๆอีกไหมครับ” ผมประเมินความเสี่ยงอื่นๆ

“ไม่มีค่ะ แค่นี้ก็เยอะพอแล้วมั้ยหมอ เป็นเบาหวานเสียจนตากำลังจะบอดตั้งแต่อายุไม่ถึงสี่สิบ” แน่ะ ยังมาพูดติดตลกกับเราอีก

“มีลูกกี่คนครับ”

“มีคนเดียวค่ะ ตอนนี้เรียนป.๖ เป็นลูกสาว” 

“แล้วสามีล่ะครับ” เป็นหมอสูติก็ต้องถามแบบนี้แหละ อย่าเพิ่งรำคาญพวกผมนะครับ เพราะโรคบางโรคเป็นเฉพาะในคนที่มีสามีหรือมีเพศสัมพันธ์แล้วได้เท่านั้น เช่นท้อง มะเร็งปากมดลูก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

“เราเลิกกันนานแล้วค่ะ เลิกตั้งแต่ลูกตัวเล็กๆ” เป็นอันว่า ผมตัองหยุดถามเรื่องนี้ไปก่อน 

การตรวจร่างกายก็พบว่ามดลูกเธอโตประมาณหนึ่ง ไม่มีก้อนเนื้องอกอื่นๆมาแทรกให้เห็น 

ได้ขออนุญาตตรวจเยื่อบุโพรงมดลูกโดยการดูด (เราไม่ขูดมดลูกกันแล้วนะครับ) จากนั้นก็ลงมาคุยกันต่อ

“ผลการตรวจผมจะแจ้งให้ทราบคราวหน้านะครับ นัดอีกครั้งก็ประมาณ ๒ สัปดาห์ เธอลำบากมากไหมที่ต้องมาพบหมอบ่อยๆ” เรื่องแบบนี้ต้องถามนะครับ เพราะคนที่นั่งตรงหน้านี่ตาแทบจะมองไม่เห็นอยู่แล้ว ยังไงเสีย ก็ลำบากญาติเขาอีกต่อหนึ่งนั่นแหละ

“มาได้สิคะหมอ เรื่องลำบากกว่าการเดินทางมีอีกเยอะ เรื่องแค่นี้มันจิ๊บจ๊อย” ผมว่า เธอเป็นคนที่มองโลกในมุมบวกมากๆ 

ใบหน้าที่หมองหม่น มันคงเป็นเพราะการเป็นโรคเรื้อรัง แต่ใจและคำพูดที่แสดงออกมา มันช่างต่างกันนัก

ผมได้พบกับเธออีกสักสองสามครั้ง แล้วก็ขาดการติดต่อไประยะหนึ่ง 

“เธอหายไปไหนมาครับ เอ๊ะ..ทำไมเดินแปลกไป เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ที่ถามเพราะฉงน เธอเดินเหมือนคนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

“หลอดเลือดในสมองอุดตันค่ะหมอ มันปวดหัวมาก ตื่นขึ้นมาแล้วอ่อนแรงไปซีกหนึ่งเลย ต้องไปนอนโรงพยาบาลนานเกือบเดือน” เธอหมายถึงโรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัด

“แมร่ม ทำไมชีวิตมันบัดซบนักวะ” ผมนึกในใจเท่านั้นนะครับ เจ้าตัวเธอยังยิ้ม แล้วผมจะไปแสดงออกในทิศทางตรงข้ามได้อย่างไร

“ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วค่ะ เดินได้ดีกว่าตอนที่เริ่มเป็นมากเลย ตอนนี้ก็เลยได้กินยาเพิ่มอีกอย่าง” เธอบอก

“แล้วเรื่องเม็นส์เป็นยังไงบ้างแล้วล่ะ” นั่นคือเรื่องที่เธอต้องมาเจอผมไง

“ก็ออกไม่มากเหมือนก่อนแล้วนะคะ รู้สึกว่ามันน้อยลงด้วยซ้ำ”

“ดีจริง นี่ถ้าออกมากขึ้นอีกก็คงลำบาก เพราะหายามาใช้ยากขึ้น เวลามีลิ่มเลือดอุดตันขึ้นมา เราจะใช้ฮอร์โมนไม่ได้อีกเลย” ผมแนะนำไป

“แล้วเรื่องตาล่ะครับ เป็นยังไงบ้าง” ผมยังไม่ลืม

“ก็เลือนลางเท่าๆเดิมค่ะ ดีหน่อยที่มีแฟนคอยมาช่วยดูแล”

“ครับ แฟน”

“เอ๊ะ..” ผมจำได้ ว่าเธอถูกสามีทิ้งไปตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ ผมจำได้

“แฟนคนที่เคยทิ้งเธอไปน่ะเหรอ” 

“ไม่ค่ะ คนนั้นเค้าไปมีครอบครัวใหม่ตั้งนานแล้ว คนที่กำลังดูแลฉันอยู่ตอนนี้คือคนที่เค้ารักฉันอยู่นานแล้ว” เธอเริ่มเล่าเรื่องให้ผมฟังเอง ประหนึ่งจะรู้ว่า หมอที่ดูแลเธออยู่ตอนนี้เค้าชอบนัก

“ผู้ชายคนนี้รักฉันมาก เค้ารักฉันตั้งแต่เรียนชั้นม.ปลายมาด้วยกัน” ผมกำลังสมมุติว่าตัวเองเป็นชายคนนั้น

“แต่ฉันไม่ได้สนใจเค้าหรอกนะคะ เค้าไม่หล่อ” แล้วเธอก็หัวเราะนิดหนึ่ง แต่ผมไม่ได้หัวเราะไปด้วย อย่าลืมสิ ผมกำลังเป็นชายคนนั้นอยู่ ผมน่ะ มันหน้าตาไม่ดี

“ตอนนั้น ฉันมีแฟนอยู่แล้ว ก็พ่อของลูกสาวคนนี้นี่แหละค่ะ เรียนจบเราก็แต่งงานมีครอบครัวและมีลูกด้วยกัน” จุกนิดหนึ่ง เพราะเมื่อตอนที่เรียนอยู่ชั้นม.ปลาย ผมก็เคยมีโมเม้นต์แบบนี้ด้วยเหมือนกันนะครับ บอกแล้ว ผมน่ะ ไม่น่าเร้าใจ

“แล้วฉันกับเขาก็ไม่ได้ทราบข่าวคราวกันและกันอีกเลย” 

“แล้วมาเจอกันได้ยังไงเหรอครับ” ผมเริ่มหายอิน เพราะจะว่าไป ตอนนี้ผมแต่งงานมีลูกมีเมียไปเรียบร้อยแล้วนี่นา

“ก็ตั้งแต่ที่ฉันถูกพ่อของลูกทิ้งไป ต้องทำงานหาเลี้ยงชีวิตไปคนเดียว ตอนนั้นก็เริ่มมีปัญหาเบาหวาน เริ่มมีปัญหาไตเสื่อม เบาหวานขึ้นตา ตาเริ่มจะบอด ก็ได้มาเจอกับผู้ชายคนนี้อีกครั้ง” มันน้ำเน่าดีนะครับ ผมเดาว่าเธอคงเป็นเบาหวานมานานกว่าที่ตัวเองรับรู้ เพราะมันต้องเป็นอยู่นานพอสมควรจึงจะเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างที่เธอกำลังเป็นอยู่ได้

“แล้วเค้าก็มาคอยช่วยดูแล เพราะคงเห็นว่าเรากำลังจะตาบอดมั้งหมอ” เธอยิ้ม

“หมอขอถามนิดนึง ผู้ชายเค้ามีเมียรึยังล่ะ” เอาล่ะ ถึงเรื่องสำคัญ เพราะผมเองก็มีเมียมีลูกแล้ว และผมก็เคยมีผู้หญิงที่รักมากมาก่อนเหมือนกัน เพียงแต่ว่า เธอยังสุขภาพดีและตาไม่บอดเท่านั้นเอง

“ยังค่ะ เค้าเองหลังจากที่อกหักจากฉัน ก็ไม่มีใครอีกเลย” 

“โห จริงดิ นี่แบบว่ารักเธอตลอดไปเลยเหรอ” ผมอุทาน

“คงไม่ถึงขนาดนั้นกระมังคะหมอ ก็แค่ไม่ได้รักใคร และคงสมเพชฉันเสียมากกว่า” น้ำตาเธอหยดติ๋ง 

ผมไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแค่ยื่นมือไปสัมผัสที่ต้นแขนเธอเท่านั้น 

“มาหาหมอทุกครั้ง ก็ได้เค้านี่แหละค่ะที่พามา ทุกวันนี้อาหารการกินก็มาดูแลให้ คอยจัดยาให้กินทุกมื้อ” ผมคาดเดาไม่ออก ว่าสีหน้าที่เธอแสดงออกมาตอนนี้มันหมายถึงอะไร เพราะผมมองไม่ชัด ตาพร่ามัว หรือนี่ผมกำลังอินเกินไปวะ

ผมไม่ได้เห็นหน้าชายคนนั้น เค้าไม่เคยเข้ามาในห้องตรวจ ผมเพียงแต่เห็นว่า เขาเดินจูงมือเธอออกไปจากเคาเตอร์พยาบาลเพื่อไปรับยา และพาเธอกลับบ้านด้วยกัน

เป็นไงครับ อ่านแล้วเลือดหวานไปด้วยเลยมั้ย

ธนพันธ์ ชูบุญไม่ต้องเป็นเบาหวานก็ตาพร่ามัวได้สินะ

๖ กพ ๖๒

เรื่องนี้น่าจะเขียนในวันพฤหัสหน้าสิ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)

คำสำคัญ (Tags)

#ความรัก#รัก

หมายเลขบันทึก

660532

เขียน

18 Mar 2019 @ 09:52
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก