หัวใจวายตอนท้อง


เวลาเกือบจะตี ๒ แล้ว 

ผมเลือกที่จะเปิดกระจกรถแล้วขับลงมาจากอาคารจอดรถของโรงพยาบาลอย่างช้าๆ  

แสงส่องรายรอบมืดบ้าง สลัวบ้าง สว่างบ้างตามแสงไฟบนเสาส่องริมถนนภายในมหาวิทยาลัย

บางอารมณ์ผมชอบแสงจากนีออนสีนวลขาว มันเป็นเหมือนแสงจากอดีต มองโคมไฟนีออนบนเสาไฟฟ้าทีไร มันมักจะพาผมหวนกลับไปยังตรอกข้างบ้านพักนายอำเภอที่บ้านเกิดเสียทุกครั้ง 

ตรอกตันมีความลึกราวๆ ๓๐๐ เมตร ที่แยกตัวออกมาจากถนนใหญ่สายหลักของตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ลึกเข้าไปจนสุดทางคือเรือกสวนเก่าที่เป็นที่อยู่ของพ่อและพวกเรา ปากซอยคือบ้านโบราณที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งทึ่ ๒ บ้านร้างที่พาให้ผมมีจินตนาการเพริดแพร้วไปถึงผีบ้านผีเรือนที่อาศัยอยู่ ช่วงเวลาค่ำมืดดึกดื่น มันคือจุดต้นซอยที่ทำให้ผมได้ออกกำลังกายเสียทุกครั้ง “วิ่งป่าราบ” เพราะกลัวผีหลอก

เห็นไหม แค่แสงไฟริมถนนก็พาให้ใจผมไปไหนต่อไหนได้ไกล

แต่ตามเส้นทางออกจากโรงพยาบาลพาผมกลับบ้านนั้น มันคือไฟสีเหลืองอย่างที่เราคุ้นตาในเมืองใหญ่ ซึ่งผมไม่มีอดีตหรือความทรงจำให้ย้อนไป จึงเลือกที่จะมองไปตามถนนแล้วสูดลมเย็นผ่อนอารมณ์ไปตามสบาย

เกือบจะตี ๒ มันคือเวลาที่คนปกติเขากำลังหลับสบายซุกตัวอยู่ในกองผ้าห่มหนานุ่ม แต่นั่นแหละ มันก็ยังมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังทำงานหาเลี้ยงชีพบ้าง ดูแลความปลอดภัยของผู้คนบ้าง เฝ้าดูแลชีวิตของผู้ป่วยบ้าง ซึ่งอันหลังนี่ก็แน่นอนว่าคือพวกผมนั่นเอง

เมื่อวานผมอยู่เวร

มันว้าวุ่นใจ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามันช่างว้าวุ่นใจ

เจ้าหนูน้อยวัย ๑๕ ที่ตั้งท้องมาจนเกือบจะถึงช่วงคลอดอยู่แล้ว จู่ๆก็มีอาการหัวใจวาย 

พวกเราใช้สรรพยุทธต่างๆในการช่วยยึดยื้อชีวิตของเธอจากความตาย แต่ท้ายที่สุดเราก็เสียทั้งเธอและลูกในท้องไปอย่างน่าเสียดาย มันน่าเสียดายจริงๆ ดูเอาเถิด อายุอานามก็เพิ่งจะพ้น ๑๕ ปีไปไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง ผมหลับตานึกถึงลูกสาวทั้ง ๒ คน คนหนึ่ง ๑๘ อีกคน ๑๓ ปี เจ้าหนูคนนี้มันก็รุ่นลูกผมชัดๆ

แค่นี้มันก็พาให้หัวใจพวกเราคนทำงานว้าวุ่นไปได้พอสมควร

ไอ้ที่ว้าวุ่นเพราะความสูญเสียนั่นก็อย่างหนึ่ง แต่ที่พาให้ใจมันวิตกก็เพราะว่า อาถรรพ์ของ “การมาคู่” 

พวกผมมักจะมีเรื่องพูดคุยกันเล่นๆ ว่าเมื่อไหร่ที่มีคนไข้ท้องอาการหนักเข้ามาสักราย เดี๋ยวก็จะมีตามมาอีกราย ไม่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลของเราเองก็ถูกส่งตัวเข้ามานั่นแหละ 

สัปดาห์ก่อนนู้น มีคนไข้ตกเลือดปางตาย เกิดขึ้นทึ่เรา และเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก็ถูกส่งตัวมาเพราะเลือดออกในท้องจนช๊อกแทบตายกันคามืออีกคน

นั่นคือตัวอย่าง มันคือเรื่องพูดกันเล่นๆ แต่เมื่อเราเพิ่งเสียคนท้องที่ตายจากโรคหัวใจไปเมื่อกลางสัปดาห์ ผมจึงว้าวุ่นใจไงล่ะ

เจ้าหนูนั่น จู่ๆก็หัวใจวายโดยที่ไม่มีสาเหตุนำมาก่อน พวกเรากำลังคิดว่า น่าจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเข้าไปบางชนิดแล้วมันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเจ๊งไป หัวใจมันจึงไม่ทำงาน การปั๊มเลือดบกพร่อง และเสียชีวิตไปในที่สุด

โรคแบบนี้ล่ะ น่ากลัวนัก

“อาจารย์แป๊ะขา” มาแล้ว เสียงใสๆแบบนี้พาให้ขนลุกได้ทุกที

หมอหมิงคือคนที่เป็นหัวหน้าแพทย์เวรในความรับผิดชอบของผมโทรศัพท์เข้ามาหา

“เดี๋ยวจะมีการส่งตัวคนไข้เป็น peripartum cardiomyopathy มานะคะ” 

เธอกำลังบอกผมว่า คนไข้ที่กำลังจะถูกส่งตัวมานั้น มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่มีประสิทธิภาพในขณะท้องแก่

โรคนี้น่ากลัวพอๆกับพวกที่ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว นั่นคือ ตายง่ายพอๆกัน

ผมเคยเล่าให้ฟังไปหลายครั้ง ว่าคนเป็นโรคหัวใจกับการตั้งท้อง มันคือของแสลง เพราะการท้องจะทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น และท้ายที่สุดมันก็จะเกิดอาการหัวใจวาย มีอาการหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด และเสียชีวิต

แต่ไอ้ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจไม่ค่อยทำงานนั้นเราพบได้ไม่ค่อยบ่อยนัก คือแบบว่า มันขี้เกียจบีบตัว จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายไม่พอ ร่างกายก็จะมีลักษณะคล้ายคนขาดออกซิเจน ยิ่งขาด มันก็ต้องถูกกระตุ้นให้ยิ่งทำงานหนักบีบตัว หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นแต่บีบได้ทีละเบาๆ นั่นมันวงจรอุบาทว์ชัดๆ 

เรายังไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้จากอะไร มีความพยายามอธิบายว่าเกิดจากสารนู้นสารนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัด ดังนั้น การรักษาส่วนใหญ่ก็คือการประคับประคองแล้วรอให้มันค่อยๆฟื้นตัวและกลับมาทำงานดีต่อไปด้วยตัวมันเอง เอาล่ะ ใช้ยาบ้างแหละน่า อย่าโม้ไป

“คนไข้ท้องที่ ๒ ค่ะ ตอนท้องแรกก็เคยเกิดปัญหาหัวใจวายหลังคลอดมาแล้ว แต่ท้องนี้ไม่มีหมอคนไหนทราบเลยค่ะ จนกระทั่งเริ่มมีอาการหัวใจวายมา ๒ วัน หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ที่โรงพยาบาลต้นทางไม่มีหมอหัวใจอยู่เวร จึงขอส่งมาที่เราค่ะ” หมอหมิงรายงานมารัวๆ

“ตอนนี้อายุครรภ์ ๓๗ สัปดาห์แล้วค่ะ เริ่มมีมดลูกบีบตัว ปากมดลูกเปิด ๓ เซนติเมตร” โอว..ใกล้คลอดแล้ว

“แล้วหมิงว่าไง” ผมประเมินลูกศิษย์

“หมิงรับส่งต่อมาแล้ว แจ้งไปที่ห้องฉุกเฉินของเราไปแล้ว เดี๋ยวหมิงจะเอาเช็ตทำคลอดลงไปรอที่นั่นเลย เผื่อเอาไว้ค่ะ” มาถึงตรงนี้ก็นึกชมเธอในใจ การมองเกมของโรคและเผื่อการเตรียมการรองรับ มันคือสิ่งพึงประสงค์ของการเป็นหมอทึ่เก่ง

“หมิงปรึกษาอาจารย์อายุรกรรมเรื่องการมาช่วยประเมินและทำ echo หัวใจไว้แล้วด้วยค่ะ” 

“ดีครับหมิง แล้วยังไงอีก” ผมถาม

“เดี๋ยวกว่าคนไข้จะมาถึงก็คงอีกเกือบ ๓ ชั่วโมง จะรีบอ่านหนังสือแป๊บนึงค่ะอาจารย์” ผมกำลังจะบอกว่า ภาวะที่คนไข้กำลังประสบอยู่นั้น พวกเราเจอไม่บ่อย ดังนั้นการรีบอ่านหนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และเพียงไม่นาน เจ้าลูกศิษย์ก็ส่งเอกสารแนวทางการรักษามาให้อ่านซึ่งเป็นการรวบรวมมาจากสมาคมสูตินรีแพทย์อเมริกันที่เพิ่งตีพิมพ์ไปเมื่อเดือนที่แล้วมาให้ช่วยกันอ่าน

แล้วเวลาราว ๓ ทุ่มครึ่งเธอก็มาถึง

“คนไข้ดูไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ค่ะ เราน่าจะมีเวลาเตรียมได้อีกสักระยะ” เธอหมายถึง เตรียมตัวคนไข้เองให้มีเสถียรภาพก่อนให้คลอด

“หัวใจดูไม่ค่อยดีครับอาจารย์” คุณหมอหัวหน้าแพทย์เวรอายุรกรรมก็มาถึงห้องคลอดเราในเวลาไม่นานเหมือนกัน เค้ารายงานผมเป็นภาษาหมอ เพื่อไม่อยากให้คนไข้ตื่นกลัวจนเกินไป

การ echo หัวใจ ก็คือการใช้เครื่องอัลตร้าซาวนด์มาตรวจโครงสร้างการทำงานของหัวใจโดยวางหัวตรวจไว้ที่หน้าอกด้านซ้าย

“การบีบตัวของหัวใจช่องล่างซ้ายน้อยมากครับ น่าจะราวๆ ๒๐% หรือน้อยกว่านั้น มีลิ้นหัวใจรั่วนิดหน่อย ซึ่งน่าจะเพราะหัวใจคนไข้โตมาก” นั่นคือลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจขี้เกียจ

“น้ำในปอดยังชุ่มอยู่เยอะครับ รวมถึงมีน้ำขังที่ผนังเยื่อหุ้มหัวใจด้วย” นี่คือภาวะหัวใจวายที่คลาสสิคมากๆ

“สารภี” ผมเรียกชื่อเธอ (แน่นอนว่ามันคือนามสมมติอีกแล้ว)

“โรคมันหนักมากเอาการอยู่นะครับ ที่หัวใจมันทำงานไม่ดี เพราะว่ามันแพ้การตั้งท้อง” ผมกำลังจะอธิบายเรื่องโรคให้สารภีฟัง

“ช่วงเวลาวิกฤติอันแรกผ่านพ้นไปแล้ว หมอที่นู่นเค้าฉีดยาขับปัสสาวะให้เธอและเธอฉี่ออกไปเกือบ ๒ ลิตร อาการจึงดีขึ้น” รายนี้หมอต้นทางจัดการมาค่อนข้างดีทีเดียว

“แต่เดี๋ยวเมื่อใกล้คลอด เวลาคลอดลูก และเวลาคลอดรก อันนั้นจะเป็นอีกหนึ่งวิกฤติที่เธอต้องต่อสู้ด้วยกันกับพวกเรานะครับ” เรื่องนี้ผมได้สื่อสารให้ชายผิวคล้ำคนนั้นได้รับทราบไปด้วย เขาคือคู่ชีวิตของสารภี

“เมื่อรกคลอด น้ำเหลืองและน้ำในตัวอีกปริมาณหนึ่งจะไหลกลับเข้าหัวใจ มันจึงเป็นวิกฤติ เพราะหัวใจอาจจะรับไม่ไหว” มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“แต่เราจะให้มอร์ฟีนเพื่อแก้ปวด ลดการเต้นของหัวใจลงได้บ้าง และฉีดยาขับปัสสาวะไล่น้ำออกทางฉี่ให้เธอ” นั่นคือการประคับประคอง

ทีมเราคิดไปไกลกว่านั้น 

เราคิดไปถึงการที่ต้องใช้ยากระตุ้นหัวใจ การใส่ท่อช่วยหายใจ และแน่นอน คือการขึ้นปั๊มหน้าอกหากว่าหัวใจเธอหยุดทำงาน ผมยังไม่เลือกที่จะบอกเธอตอนนี้ แต่เพียงแค่คล้อยหลังไป ผมได้พูดคุยกับสามีเธออีกมากมาย

“ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี ผมขออย่างเดียว ทำหมันได้ไหม” ผมคุยกับสามีของเธอ 

บางเรื่องมันก็พูดยากนะ ยิ่งหากว่าคนที่ผมคุยเค้ามีศรัทธาและความเชื่อทางศาสนาที่ไม่ยอมรับการทำหมัน

“ครับหมอ เรามีลูกที่ต้องช่วยกันเลี้ยง ลูกผมก็ต้องการแม่ของเค้าพอๆกับผมครับ” นี่คือบทสรุปของชายคู่ชีวิตที่แสดงความรักออกมาให้ผมรับทราบ

“อยู่ที่หน้าห้องคลอดตลอดเวลานะครับ มีอะไรฉุกเฉิน เราจะออกมาเรียก” ผมบอกเขาก่อนที่จะเข้าไปดูสารภีต่อไป

“แปดเซนแล้ว พาเข้าไปเบ่งเหอะ หมิงทำคลอดเองเลยนะ” ผมบอกทีม

“บอกหมอเด็ก น้ำคร่ำเขียวข้นเลย” เจ้าตัวน้อยมันคงป้อแป้เหมือนกันที่แม่มีอาการหัวใจวายมาตั้ง ๒ วันแล้ว

“เบ่ง อื๊ดดเดดเเด” เสียงทุกคนเชียร์ 

“ฉีดมอร์ฟีนอีก ๒ มิลลิกรัมนะ” ผมบอกพยาบาล หัวใจเธอเต้นเร็ว คงเพราะเจ็บมาก อยากเบ่งมาก ช่วงเวลานี้หัวใจจะทำงานหนักมากขึ้นอีก มอร์ฟีนช่วยได้บ้าง

ตัวเล็กออกมาแล้ว 

ไม่เลว หมอเด็กมารับตัวไปในทันที

“เหนื่อยไหม” ผมจับมือสารภี

“ไม่เหนื่อยหมอ เจ็บมดลูกอย่างเดียว” เธอบอก

“เดี๋ยวรกกำลังจะออกแล้วนะ” ผมบอกเธอ โดยปกติหากเป็นคนท้องคนอื่นๆ ผมคงบอกว่าจะได้พักกันแล้ว แต่สำหรับสารภี งานหนักจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก

เวลาผ่านไป

หึหึ

“สารภี เธอรู้ไหม เธอมาให้เรารักษาเธอได้ในวันนี้ เพราะหัวหน้าเวรวันนี้คือหมอหมิง” ใช่ครับ รายนี้เรียกเคสมากๆ

“แต่ที่เธอผ่านภาวะวิกฤติอย่างเรียบง่าย เพราะเวรฉันนะเฟ้ย” ผมหัวเราะใส่เจ้าหมอหมิง ผมน่ะ ในอดีตคือเวรคุณชายครับ 

เวรของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้

เรารับคนไข้ส่งต่อมาจากอีกโรงพยาบาลใหญ่ เพราะการดมยาสลบเพื่อผ่าท้องคลอดเสร็จไปแล้ว แต่คนไข้ไม่ยอมตื่น

เรารับคนไข้ใหม่ที่จู่ๆก็มีอาการหน้าเบี้ยวจากโรค Bell’s palsy เธอท้องและมีความดันสูงขึ้น เราคิดว่าเธอกำลังมีภาวะครรภ์เป็นพิษ

เรารับคนไข้ที่จู่ๆก็มีถุงน้ำในรังไข่บิดขั้ว ทำให้เกิดอาการปวดท้องในทันทีทันใดและมีอาการช่องท้องอักเสบ ซึ่งต้องรีบผ่าตัดด่วน

นี่ยังไม่ได้นับรวมปัญหาในวอร์ดอีกมากมายที่ผมไม่ได้รับรู้ เพราะทีมหมอที่ทำงานอยู่นั้นเขารับมือกันได้ 

หมอเวรในโรงพยาบาล ทำงานกันแบบนี้นะครับ

...................

“ลูกชายเธอน่ารักมากนะ ได้ผิวขาวของเธอมา เจี๊ยวแดงแบบนี้คงไม่น่าจะดำเหมือนพ่อหรอก” ผมคุยกับเธอในขณะเดียวกับที่ชายผู้นั้นกำลังทำความสะอาดเช็ดอึให้เจ้าตัวเล็กอยู่ข้างๆ ผมเห็นเขายิ้ม

“ฝึกสามีมาดีนะเธอ” ผมเย้า หลังจากที่วางมือจากการตรวจร่างกายเธอในช่วงก่อนเที่ยงของวันนี้

“เค้าดูแลลูกเองมาตั้งแต่คนแรกแล้วค่ะหมอ ตอนนั้นหนูเกือบตายไปเหมือนกัน คราวนี้เค้าก็คงกลัว” เธอบอก ผมรู้สึกหวั่นใจ เพราะยังไงแล้ว สงครามก็ยังไม่สงบ

เอาเหอะ อะไรจะเกิดก็เกิด ทุกอย่างล้วนถูกกำหนดมาอยู่แล้ว คืนนี้ผมจะได้นอนกอดเมียตั้งแต่หัวค่ำบ้าง ไม่ได้กอดแรงๆมาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆเพราะเจ็บไอ้ศอกแตกข้างขวานั่นเอง

ทุกอย่างล้วนถูกกำหนดไว้แล้วจริงๆ

ธนพันธ์ ชูบุญคืนนี้หวั่นๆใจ

๑๗ กพ ๖๒

หมายเลขบันทึก: 660536เขียนเมื่อ 18 มีนาคม 2019 09:58 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มีนาคม 2019 09:58 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี