เทา-งามสัมพันธ์ (เตรียมความพร้อม -ติดอาวุธการเรียนรู้)

กระบวนการที่ว่านั้น โดยส่วนตัวของผมแล้ว ผมมองว่า รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต (ดร.มลฤดี เชาวรัตน์) มีความเป็น “กระบวนกร” มีความเป็น “โค้ช” หรือมีความเป็น “ครู” อยู่ในตัวอย่างเสร็จสรรพอย่างน่าชื่นชม รวมถึงเป็นผู้นำที่สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างไม่ต้องกังขา

จากบันทึกก่อนหน้านี้  เทา-งามสัมพันธ์ : รู้จักฉันรู้จักเธอ (ทบทวนตัวเองและเพื่อนผ่านบัตรคำ) 

ผมเล่าถึงกระบวนการเตรียมความพร้อมนิสิตที่จะเดินทางไปเข้าร่วมโครงการเทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ 22  โดยเน้นการทบทวนตัวเองผ่านบัตรคำคู่ไปกับการสื่อสารต่อเพื่อนร่วมค่ายฯ  และการประเมินความคืบหน้าของการงานในแต่ละสายงานแบบง่ายๆ


ถัดจากกระบวนการที่ว่านั้น  เป็นกระบวนการของรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต  (ดร.มลฤดี  เชาวรัตน์)  กระบวนการนี้ในเชิงวัฒนธรรมเราเรียกกันว่า “ให้โอวาท”  หากแต่ในมิติการเรียนรู้เราออกแบบเรื่อง “โอวาท”  ให้เป็นมากกว่า “โอวาท”  อันหมายถึงเติมความรู้ในเรื่องต่างๆ  เพื่อให้นิสิตได้ตระหนักถึงความเป็นนิสิตและการเรียนรู้ –


คราวนี้ – รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต  มาแบบเหนือความคาดหมาย  เนื่องเพราะไม่ได้เปิดงานแล้วบรรยายตามสไลด์เหมือนครั้งก่อนๆ  

คราวนี้ –รองอธิการบดีฯ  เริ่มต้นจากการ “จับไมค์พูดคุยและถามทักรายคนในแบบกึ่งถอดบทเรียน”  ยกตัวอย่างเช่น  การถามถึงคนที่เคย “ไปเทา-งาม” มาแล้วว่า “ไปค่ายเทางามเพราะอะไร  - เคยเห็นอะไรที่แตกต่างจากจุดที่ตนเองเป็นอยู่-เคยเอาอะไรมาปรับใช้ได้บ้าง”


ห้วงเวลานี้  ใจผมสั่นระรัวเลยทีเดียว  ห่วงนิสิตแบบสุดๆ  เพราะเกรงว่าน้องนิสิตจะตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้  รวมถึงตอบได้แต่ตอบไม่ชัด  ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งภาวะเกร็ง  เขิน  ตระหนก หรือแม้แต่ยังไม่ตกผลึก  หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับนิสิตล้มเหลวในการเรียนรู้  คล้าย “เรียนแล้วไม่รู้  หรือรู้แล้วแต่ใช้ไม่เป็น” นั่นแหละ    


แต่ก็พอชื่นใจและโล่งอกอยู่มากโข  เพราะแต่ละคนตอบได้แบบไม่ขี้เหร่  และที่ผมชื่นชอบมากก็คือ  เมื่อนิสิตตอบคำถามแล้ว  ท่านรองฯ จะพยายามถามทักกลับไปยังนิสิต  เหมือนพยายามจะ “คลี่ความคิด” ของนิสิต  ทั้งช่วยตีความและเขย่าให้นิสิตตกผลึกในสิ่งที่กำลังสื่อสาร -

กระบวนการที่ว่านั้น  โดยส่วนตัวของผมแล้ว  ผมมองว่า  รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต (ดร.มลฤดี เชาวรัตน์)  มีความเป็น กระบวนกร  มีความเป็น “โค้ช”  หรือมีความเป็น “ครู”  อยู่ในตัวอย่างเสร็จสรรพอย่างน่าชื่นชม  รวมถึงเป็นผู้นำที่สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างไม่ต้องกังขา 


และนี่คือส่วนหนึ่งที่นิสิตได้ตอบคำถามของรองอธิการบดีฯ  เช่น

  • นำแนวคิดเรื่อง “เครื่องมือ” หรือ “วิธีเรียนรู้ชุมชน”  มาใช้กับวิชาเรียนที่ต้องศึกษาชุมชน
  • นำ “รูปแบบ” มาปรับใช้กับค่ายความรู้นี้พี่ให้น้อง ครั้งที่ 15 ที่เน้นการ “บูรณาการ”กิจกรรมเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งกีฬา วิชาการ บำเพ็ญประโยชน์และศิลปวัฒนธรรม
  • ค่ายเทา-งาม  ต่างจากค่ายอื่นๆ ที่เคยเข้าร่วม เช่น  การจัดการความเป็นอยู่ในค่าย  การเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน  การทำงานแบบสหทีมเพราะทำร่วมกับสถาบันอื่นๆ


และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการประเมินนิสิตแล้ว  รองอธิการบดีฯ  ก็นำเข้าสู่การบรรยายที่เน้นการเล่าเรื่องกึ่งบรรยาย  ชวนคิดชวนคุยในแบบสไตล์ของท่าน คือ “กระชับ-ชัดแจ้ง”  อันเป็นบุคลิกลักษณะของนักวิชาการ “สายวิทย์” 

ประเด็นที่รองอธิการบดีฯ  นำมาสื่อสารมีหลายประเด็น เช่น  

  • สถานะของงานเทา-งามสัมพันธ์  
  • ระบบและกลไกการเรียนรู้ของค่ายเทา-งามสัมพันธ์  
  • ความสัมพันธ์ของค่ายเทา-งามฯ กับเป้าหมายการเรียนรู้ 
  • เทา-งามสัมพันธ์กับการพัฒนานิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทั้งที่เป็นเป้าประสงค์ของกิจกรรมในหลักสูตรและกิจกรรมนอกหลักสูตร ซึ่งหยัดยืนในครรลองของ “การศึกษาเพื่อรับใช้สังคม
  • เทา-งามสัมพันธ์ กับความเป็น Soft skills- Hard skills



นอกจากนั้นก็เป็นประเด็นเรื่องแนวคิด-ทฤษฎีและเครื่องมือของการเรียนรู้  หรือแม้แต่เรื่องการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21  และโยงกลับมาอย่างหนักแน่นในเรื่องของการเป็น “นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม”  บนฐานคิดปรัชญา เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และค่านิยมของการเป็นนิสิตและพลเมืองของสังคม


ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าสำคัญมาก  เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า “เรียนรู้แล้วย่อมรู้ที่จะกลับมาทบทวนต้นทุนของตัวเองและบูรณาการเข้ากับต้นทุนของตนเอง  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ต่อตัวเอง  ต่อคนรอบตัวและสังคม” 


ถัดจากรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต ก็เป็นเวทีที่ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต  (นายสุนทร เดชชัย)  ได้มาพบปะกับนิสิต

การมาพบปะในครั้งนี้  ก็ไม่ใช่มาพบปะพูดคุยทักทาย หรือให้โอวาทแบบธรรมดาๆ  หากแต่นำพาความรู้และแก่นคิดบางเรื่องมาฝากให้นิสิตได้รับรู้  เพื่อนำไปปรับประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ในค่ายเทา-งามสัมพันธ์  อาทิเช่น...

...

ปล. ขณะที่ผมเขียนบันทึกอยู่ ณ เวลานี้  วิทยากรบนเวทีได้พูดถึงเรื่องราวต่างๆ  และทั้งปวงนั้นก็สัมพันธ์กับที่รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและผู้อำนวยการได้เกริ่นกล่าว - ฝากไว้กับนิสิตอย่างไม่ผิดเพี้ยน 

สรุปง่ายๆ คือ ชื่นใจ  เพราะเป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมสู่การเรียนรู้ที่ไม่ธรรมดา -

ย้ำว่า ไม่ธรรมดา

....

เขียน : ศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 
สระแก้ว, มหาวิทยาลัยบูรพา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (0)