คุณทวี มาศขาว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม ในฐานคุณอำนวย ของจังหวัดนครพนม ได้ขึ้นเวทีเล่าประสบการณ์การจัดการความรู้ ของจังหวัดนครพนม ในงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ 3 ที่ห้องกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 1 ธค 49   คุณทวี  เล่าว่า

                           KM50.jpg

               คุณทวี มาศขาว (คนที่ 3 ) บนเวทีเสวนา   

  • แรกเริ่มเมื่อปี 2548  ปีแรก ไม่รู้จริงๆว่า KM คืออะไร
  • ได้มารับความรู้ และกลับไปก็พยายามทำตามรูปแบบของราชการเป็นหลัก มีการแต่งตั้งคณะทำงานฯ กำหนดเป้าหมาย ดำเนินการ
  • สิ้นปี 2548  มีการทบทวน ว่าทำแล้วได้อะไร อย่างไร ในรอบ 1 ปี ที่ทำ  ทีมงาน ก็ยังโดนต่อว่าว่ารับไม่ได้ เอางานมาเพิ่มให้หรือเปล่า
  • ในปี 48 เราทำเฉพาะเจ้าหน้าที่  KV คือ พัฒนาเจ้าหน้าที่  เจ้าหน้าที่มีหลายประเภท  รู้ไม่จริงแต่ทำเป็นรู้  พอเราไปวัดผล ประเด็นที่พบคือ การไม่เข้าใจของ จนท. ว่างานนี้ทำอะไร มีเป้าหมายอะไร  เป็นปัจจัยหนึ่ง ต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมต้องทำ KM
  • ที่นครพนม CKO คือ ท่านเกษตรจังหวัด เป็นผู้เห็นความสำคัญ ของ KM และ ใช้ KM เป็น  ตอนหลัง จนท. ก็เริ่มได้เห็นประโยชน์  ถ้าไม่ทำจะไม่รู้ว่า KM ช่วยเคลื่อนงานเราได้อย่างไร
  • ตัวอย่าง  เมื่อก่อนสำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ  เกษตรตำบลคนหนึ่ง รับผิดชอบตำบล  ก.  อีกคนหนึ่ง รับผิดชอบ ตำบล ข.  คนหนึ่งมีความสามารถในการจัดเวที ประชุมได้ดี  อีกคนทำยังไม่ได้ หรือได้ไม่ดี  เกษตรอำเภอสั่งการอย่างเดียว    เมื่อมี KM เข้าไป ก็ให้เอา นาย ก. กับ นาย ข. มาแลกเปลี่ยนกัน 
  • กรมส่งเสริมการเกษตร มีระบบส่งเสริมการเกษตร ที่ให้มีการประชุมทุกเดือน (DM)  คือเป็นวัฒนธรรมองค์กรของกรมฯ เป็นจุดเด่นของกรมฯ  
  • เราเริ่มนำ KM  เข้าไปขับเคลื่อน เริ่มฝึกทำ เป้าหมาย ตารางอิสรภาพต่างๆ เราก็พยายามทำ แต่ไม่ได้อินข้างใน
  • พอมาปีที่ 2  (ปี 49)  เราเริ่มนำ KM เข้ามาทำงานในเนื้องานปกติ  ทำถึงตัวเกษตรกร และเครือข่าย
  • มีการตั้งเป้าหมาย เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เข้าใจในเนื้องาน ผลลัพธ์ ผลผลิต ต้องการอะไร  เริ่มที่การผลิตสินค้าปลอดภัยและได้มาตรฐาน    กรณีตัวอย่าง แตงโม  ใน 200 ครัวเรือน มีการควบคุมคุณภาพทั้ง 200 ครัวเรือน ได้เหมือนกัน ทำอย่างไร
  • ในขณะนี้ จนท.จังหวัด มีการกำหนดเป้าหมายการทำงาน เริ่มทำมาเรื่อยๆ โดยอิงกับระบบส่งเสริมการเกษตร  เกษตรตำบล บางคนเก่งหลายเรื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ อยู่ในตัวคน ต้องพยายามทำให้ KS เกิด พยายามเชื่อมตรงนี้  เมื่อเชื่อมได้ ก็จะเกิดประเด็นความรู้ มีการทบทวนบทเรียน ทุกเดือน  ทุกคนเริ่มมีการมา ลปรร. กัน
  • ผลที่ได้จาก KM 

          1. ได้เรื่องงาน  ได้เห็นเทคนิคการทำงาน  เดิมไม่ได้มีสติที่จะพิจารณางาน 

           2. ทำให้ลดกระบวนการงานที่ซ้ำซ้อน  การไม่มีส่วนร่วมลดลง ปรับเปลี่ยนบทบาท CKO  จากเกษตรอำเภอ เดิม เคยสั่งการ ไม่สนใจ โดยละเลยกระบวนการที่มีศักยภาพ ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น  มาเป็นการ ลปรร. ซึ่งกันและกัน

           3. ตัว จนท. เริ่มมีการตื่นตัว พัฒนาตนเอง  เรื่องนี้ทำไมเขาทำได้ดี เกิดการแลกเปลี่ยน  ในการแลกเปลี่ยน ตอนแรกๆ เกษตรตำบลอาวุโส  เหมือนๆ กัน แลกเปลี่ยนกัน จะไม่ค่อยเชื่อกัน แต่ถ้าเอาผู้พร้อมให้ มาแลกเปลี่ยน กับรุ่นน้อง จะได้ประโยชน์เยอะ มีการแสวงหา พัฒนาตนเอง  คุณภาพ จนท. เริ่มเกิด องค์กรก็ได้ประโยชน์  สังเกตุจากเรื่องการร้องเรียน ฟ้องร้อง ในสำนักงาน ลดลงมาก  ตัว จนท.ได้มีส่วนร่วม กำหนดทิศทาง ลดเรื่องการต่อต้าน 

              สุดท้ายคุณทวี ได้สรุปว่า  KM ปีที่ 2  ได้พัฒนางาน ได้พัฒนา จนท. พัฒนาองค์กร  ได้เห็นศักยภาพ เปิดโอกาสให้มีเวทีแสดงศักยภาพ ได้เห็นใครมีความสามารถ ชำนาญเรื่องอะไร   ได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้............และ เสน่ห์ของ KM คือ ได้เรียนรู้หลายระดับ หลายขั้นตอน ทำให้ จนท.เปลี่ยนแปลงไป การเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง  การสิ้นสุด คือการเริ่มต้นใหม่.......

            

   นันทา ติงสมบัติยุทธ์

    7 ธค.49