ราคาประกันหน้าโรงงานตันละ 1,200 บาท ชาวนาจะมีรายได้พิเศษจากไม้บนคันนานอกเหนือจากรายได้ทำนาถึงปีละ 204,000 ล้านบาท ซึ่งพอเพียงที่จะเป็นทุนที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง และเป็นทุนก็เป็นไปได้ ในการที่เกษตรกรจะสามารถมีทุนเป็นของต้นเอง แทนทุนเอื้ออาทร หรือทุนที่เกิดจากการกู้เขามา ทุนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นทุนที่ไม่ยั่งยืน หลายหมู่บ้านแปลงไปเป็นกองทุกข์หมู่บ้าน

โดยปกติแล้วคันนาที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศนั้น นอกจากจะใช้เพื่อปรับระดับพื้นนาให้สม่ำเสมอ เพื่อให้เหมาะสมการปลูกข้าวและกักเก็บน้ำไว้หล่อเลี้ยงต้นข้าวแล้ว ยังใช้เป็นที่เดินสัญจร การใช้งานดังกล่าวไม่ได้เกิดประโยชน์งอกเงยทางเศรษฐกิจ หรือเสริมรายได้อะไรเลย ทำให้สูญเสียพื้นที่คันนาจำนวนมหาศาลไปโดยเปล่าประโยชน์ สูญเสียเวลา และโอกาสที่จะสร้างรายได้เสริม เมื่อ 20 ปีก่อน รัฐฯส่งเสริมชาวนาปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา หรือตามคันนาทั่วไป โยเฉพาะนาข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จระดับหนึ่ง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2527 รัฐได้หันไปเน้าการส่งเสริมปลูกไม้เศราฐกิจของเกษตรกรรายย่อยในลักษณะที่เป็นแปลง หรือเป็นสวน ขนาด 5-10 ไร่ อย่างมากไม่เกิน 50 ไร่ ด้วยการอุดหนุนด้านการเงินแก่เกษตรไร่ละ 3,000 บาท ความสนใจที่จะส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วบนคันนาจึงลดน้อยลงโดยปริยาย พื้นที่นามีทั้งหมด 68 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่คันนายาวติดต่อกัน 12 ล้านกิโลเมตร คิดพื้นที่คันนารวมเป็นพื้นที่ผืนนาได้ 4.5 ล้านไร่ ถ้าปลูกไม้เศรษฐกกิจโตเร็วบนคันนา ด้วยระยะระหว่างต้น 1,5 เมตร ระยะทาง1 กิโลเมตรจะปลุกต้นไม้ได้ 667 ต้น ถ้าปลูกเพียงครึ่งเดียวเราก็จะมีไม้โตเร็วถึง 4,000 ล้านต้น ตั้งกำหนดรอบตัดฟันไว้ที่ 4 ปี แต่ละปีก็จะมีต้นไม้โตได้ขนาดตัดฟันได้ถึง 1,000 ล้านต้น เฉลี่ยน้ำหนักต้นละ 170 กิโลกรัม แต่ละปีเราจะมีไม้ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมถึง 170 ล้านตัน ราคาประกันหน้าโรงงานตันละ 1,200 บาท ชาวนาจะมีรายได้พิเศษจากไม้บนคันนานอกเหนือจากรายได้ทำนาถึงปีละ 204,000 ล้านบาท ซึ่งพอเพียงที่จะเป็นทุนที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง และเป็นทุนก็เป็นไปได้ ในการที่เกษตรกรจะสามารถมีทุนเป็นของต้นเอง แทนทุนเอื้ออาทร หรือทุนที่เกิดจากการกู้เขามา ทุนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นทุนที่ไม่ยั่งยืน หลายหมู่บ้านแปลงไปเป็นกองทุกข์หมู่บ้าน ดังนั้น ใครมีพื้นที่ว่างก็ควรจะปลุกต้นไม้ ส่วนคนที่อ้างว่าไม่มีที่ปลูก ก็ลองมองไปที่คันนาที่ว่างเปล่า ตั้งใจปลูกดูแลอย่างดี ภายใน 4 ปี ก็จะมีรายได้เฉลี่ยปีละ 5,000 บาท/ไร่ รวม 4 ปี จะมีรายได้ 20,000 บาท ปลูก 10 ไร่ ก็จะมีรายได้ 200,000 บาท เงินก้อนนี้เป็นต้นทุน หรือเป็นกองทุน ที่เกิดจากการพึ่งตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าช่วยกันปลูก คันนาว่างเปล่าก็จะเป็นคันนาเงินแสนเงินล้านได้