๗๖๓. โรงเรียนเล็กในป่าใหญ่กับการจัดการเรียนการสอนด้วยศาสตร์พระราชา...

ใครจะทำอย่างไรผมไม่รู้นะ สำหรับผมข้างในคือ “หัวใจ” ใช้ใจในการทำงาน ไม่บ่นไม่ท้อถอย และคิดว่า..ทำการเรียนการสอน “ในห้อง” ให้มีคุณภาพก่อน เมื่อเด็กอ่านคล่องเขียนคล่อง..การช่วยเหลือสนับสนุนและการพัฒนาด้านอื่นๆจะตามมาเอง

              ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมหลักสูตรระยะสั้นพื้นฐานเวชศาสตร์ครอบครัวสำหรับแพทย์ปฏิบัติงานในคลินิคหมอครอบครัว

            เพื่อรองรับการพัฒนาความพร้อมของแพทย์ที่จะปฏิบัติในคลินิคฯตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการขับเคลื่อนและปฏิรูประดับปฐมภูมิ

            จัดอบรมเป็นรุ่นที่ ๙ ในรอบสองปี..รุ่นนี้เห็นว่ามี ๑๒๐ คน แบ่งเป็น ๔ ทีม ทีมละ ๓๐ คน  ๑ ใน ๔ ทีมนี้ถูกเลือกให้เข้าศึกษาดูงานโรงเรียนบ้านหนองผือ..

            ผมลองนับดู เป็นคณะที่ ๗..ของโครงการฯที่มาดูงาน ในหัวข้อเดียวกัน คือ โรงเรียนเล็กในป่าใหญ่กับการจัดการเรียนการสอนด้วยศาสตร์พระราชา...

            คณะที่มาเป็นคุณหมอทั้งหมด เลยคุยง่าย ผมคุยมาแล้วตั้งหลายรุ่น จะกลัวอะไร? แต่ละรุ่นจะมาถึง สิบโมงกว่า..รุ่นนี้ถึงโรงเรียน สิบเอ็ดโมงกว่า..สบายเลยไม่ต้องพูดเยอะ..

            ผมไม่เคยคุย(บรรยาย)เยอะ แม้แต่รุ่นเดียว เพราะคุณหมอท่านมีความรู้และความคิดดีอยู่แล้ว และท่านก็ไม่ได้อยู่ในแวดวงการศึกษา ที่สำคัญที่สุดการเจรจาในเวลาใกล้เที่ยง..ไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง

            ทุกครั้ง..ผมจะใช้แหล่งเรียนรู้ภาคสนามเป็นตัวช่วย..วันนี้เพิ่มตัวช่วยที่เป็นนักเรียนป.๖ จำนวน ๕ คน..ตั้งใจจะฝึกให้ทำหน้าที่เป็น “มัคคุเทศก์”

            ครั้งนี้..ก็เหมือนครั้งก่อนๆ ที่ผมพูดออกตัว แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ผมบอกว่าผมพูดไม่เก่งนะ ไม่เคยเป็นวิทยากรที่ไหน? ทำงานอยู่แต่โรงเรียน

            ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ฟังแล้วเข้าใจ ต้องเดินไปดูด้วยกัน จึงจะรู้ว่า..ผมทำงานอย่างไร? ทำไมถึงทำและทำแล้วได้อะไร..?

            ถ้าหากมาศึกษาดูงานแล้วต้องกลับไปถอดบทเรียน..คุณหมอก็ต้องถาม รับรองผมตอบได้ แต่ผมจะไม่ยึดติดตำรา..จะตอบตามความรู้และประสบการณ์ที่ทำ..

            คำถามของคุณหมอที่ผมจำได้..ถามถึงวัตถุประสงค์ของแนวคิดที่จัดการเรียนการสอน โดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง..และ ผอ.ใช้ศาสตร์พระราชาข้อใดบ้าง?

            ผมตอบว่า..เด็กจะเรียนแต่ภาคความรู้ในตำราอย่างเดียว คงไปไม่รอด ครูต้องสอน “ทักษะชีวิต” ควบคู่กัน สอนการทำงานและปลูกฝังการใช้ชีวิต..

            จึงเป็นที่มาของแหล่งเรียนรู้มากมายในโรงเรียน ที่นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้เป็นอาชีพได้ อย่างน้อยก็ช่วยให้เข้าใจคำว่าพอเพียง คือประหยัด ไม่ต้องซื้อ..นำผลผลิตเข้าสู่โครงการอาหารกลางวัน...

            “ผอ.ใช้ศาสตร์พระราชา..เรื่องใดบ้าง?”

            “ผมทำไม่ได้ทุกข้อหรอกครับ แต่ผมจะพยายามเรียนรู้และทำไปเรื่อยๆ ที่คิดว่าทำได้แล้วก็มี..ระเบิดจากข้างใน..ทำให้ง่าย..ประหยัด ทำแล้วมีความสุข และมีความซื่อสัตย์สุจริต”

            “ระเบิดจากข้างใน ทำอย่างไร?ครับ”

            “ใครจะทำอย่างไรผมไม่รู้นะ สำหรับผมข้างในคือ “หัวใจ” ใช้ใจในการทำงาน ไม่บ่นไม่ท้อถอย และคิดว่า..ทำการเรียนการสอน “ในห้อง” ให้มีคุณภาพก่อน เมื่อเด็กอ่านคล่องเขียนคล่อง..การช่วยเหลือสนับสนุนและการพัฒนาด้านอื่นๆจะตามมาเอง”

            คุณหมอ..สนใจต้นไม้และความร่มรื่น ตลอดความสะอาดเรียบร้อย ทั้งที่ไม่มีภารโรง ผมก็บอกว่า..ครูและนักเรียนมีส่วนร่วมด้วยช่วยทำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(เทศบาล) ก็เข้ามาให้ความอนุเคราะห์อยู่เสมอ

            ท้ายที่สุด..ผมนำคุณหมอเยี่ยมชมห้องดนตรี..เพื่อบอกว่าที่นี่ไม่ได้เรียนรู้แต่ในตำรา แต่เรามีดนตรีพัฒนาสมองด้วย..คุณหมอท่านหนึ่งสนใจอยากฟังเพลง ผมก็เลยต้องจัดให้..

            นักเรียนที่เป็นมัคคุเทศก์จึงบรรเลงสด เริ่มจากเพลงพระราชนิพนธ์ แล้วจบด้วยเพลงลูกทุ่ง..เรียกเสียงปรบมือกึกก้อง พร้อมเงินค่าขนมอีกคนละ ๑๐๐ บาท...

            บ่ายโมง..ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แล้วร่ำลา ผมประเมินว่าวันนี้ ผมให้การต้อนรับเป็นอย่างดี มีความพอประมาณ แบ่งปันแนวคิดตามสมควร ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจริง..

            ในโรงเรียนขนาดเล็ก..ที่ยังมีความยากลำบากและขาดแคลน ผมไม่เคยตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ..พูดแต่พอดี..งดงามเสมอ..เห็นได้จากช่วงเย็น..อยากให้ฝนตกลงมา ฝนก็ตกจริงๆ รับรองข้าวงดงามแน่

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๐  สิงหาคม  ๒๕๖๑

           

           

            

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก

คำสำคัญ (Tags)#ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง#โรงเรียนขนาดเล็ก#ศาสตร์พระราชา

หมายเลขบันทึก: 649467, เขียน: 10 Aug 2018 @ 21:06 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 5, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)