บันทึกการเดินทางไปนราธิวาสเพื่อภารกิจแท้งเถื่อน

ที่นราธิวาสยังมีผู้หญิงตายจากการตั้งครรภ์สูงอยู่ อันนี้ผมทราบดี และทราบมานานแล้ว

ในทุกๆ ๓-๔ เดือน เราจึงต้องมีคณะกรรมการระดับเขตมาประชุมเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุการตายของหญิงตั้งครรภ์เหล่านั้น



ฉันปวดใจ



เขต ๑๒ ของผมมีอัตราการตายจากการตั้งครรภ์สูงที่สุดในประเทศ

จากอะไรน่ะหรือ



ครรภ์เป็นพิษ ชัก และตาย

คลอด ตกเลือด และตาย

ท้อง ทำแท้งเถื่อน ติดเชื้อ และตาย



๓ อย่างนี้คือสาเหตุหลักๆ นอกเหนือจากนั้นก็คือการตั้งครรภ์ที่ร่างกายไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหัวใจ



ฉันเพลีย



ไอ้สาเหตุ ๒ ข้อแรก อันที่จริงแล้วถ้าเราดูแลครรภ์ให้ดี ตรวจวินิจฉัยให้เร็ว หรือรับส่งต่อให้เร็วๆ มันก็น่าจะลดการตายลงได้บ้าง แต่แม่เจ้า! มันยังคงไม่ลดลง เรายังมีคนท้องตายอยู่เนืองๆ

ส่วนสาเหตุข้อสุดท้าย คือ “ตายจากการทำแท้งเถื่อน” คือสาเหตุที่ทำให้ผมต้องมานราธิวาสในวันนี้



ผ่ามพ้าม!



นานมาแล้ว ราวๆสัก ๕ ปี เราเคยได้รับการส่งต่อคนไข้รายหนึ่งมาจากนราธิวาสด้วยเรื่องการติดเชื้อรุนแรงจากการแท้ง เรื่องมันมีอยู่ว่า



เธอท้อง

เรื่องนี้ไม่มีใครในบ้านรู้เรื่อง มันมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอสักอย่าง และเธอตัดสินใจไปทำแท้งกับหมอบ้านคนนั้น 

เศษไม้ที่ถูกเหลาอย่างแหลมคมถูกสอดเข้าทางช่องคลอด ผ่านเข้าไปยังโพรงมดลูกเพียงเพื่อหวังให้น้ำคร่ำแตกและเด็กจะได้แท้งหลุดออกมา นั่นคือวันที่ ๑๑ เมษายน

เพียงไม่ถึงวันหนึ่ง เลือดก็ออกมาทางช่องคลอด เธอน่าจะแท้ง แต่สิ่งผิดปกติที่มาพร้อมๆกันก็คือ การมีไข้สูง เธอมีอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย หน้าขา และปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง อาการมันเป็นมากจนเธอต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน



“คนไข้มีอาการแท้งติดเชื้อรุงแรง น่าจะมีอาการไตวายด้วยนะครับ” นั่นคงเป็นข้อความจากหมอเวรที่ส่งไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสเพื่อการขอส่งตัวเธอไปรับการรักษาต่อ

และเพียงไม่นาน เธอก็ถูกส่งมาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด



“ไตวาย ตับวาย การหายใจล้มเหลวต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ มีจ้ำเลือดตามตัว เกร็ดเลือดต่ำ” คืออาการที่หมอเวรจากนราธิวาสตัดสินใจส่งตัวเธอมารับการรักษาต่อที่สงขลานครินทร์



และเธอก็มาถึงที่เราในช่วงบ่ายของวันที่ ๑๓ เมษายนของปีนั้น มันคือเวลา ๕ โมงเย็น



“เธอ” เจ็บหนัก

เธอคงไม่ทันได้คิด ว่าการนำพาตัวเองไปทำแท้งเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมานั้น มันจะทำให้ตัวเองต้องเจ็บหนักขนาดนี้

อาการไตวาย ทำให้เธอไม่มีฉี่ออกมาเลย ระดับของเสียคั่งอยู่ในเลือดค่อนข้างสูง

อาการตับวาย ทำให้เธอตัวเหลืองใกล้เคียงกับนกขมิ้น เมื่อถึงระดับหนึ่ง การแข็งตัวของเลือดจึงบกพร่อง ทุกจุดที่เลือดออกได้ มันก็จะออก และออกไม่หยุด

การหายใจล้มเหลว ทำให้เธอหายใจเองไม่ได้ เราต้องใส่ท่อช่วยหายใจและฉีดยาเพื่อให้เธอสงบลง จะได้หายใจช้าลงตามระดับของค่าแก๊สในเลือดที่สูงต่ำแบบไม่สมดุลย์ รวมถึงทำให้อ็อกซิเจนในเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสม



เธอยังคงพอรู้ตัว ลืมตาสื่อสารกับทีมเราได้



แต่แม่เจ้า!



การติดเชื้อลุกลามไปอย่างมาก

เราคาดว่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของความรุนแรงเท่าที่เห็นขณะนี้น่าจะเป็นพวก คลอสทริเดี้ยม

มันคือกลุ่มแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟองแก็สในที่ต่างๆที่พวกมันไปอาศัยอยู่

“เวรจริง เธอน่าจะติดเชื้อในกลุ่ม gas gangreen” หมอเวรพึมพัมเมื่อได้เห็นคนไข้ที่นอนอยู่ มีจ้ำเลือดที่หน้าท้องและขาทั้ง ๒ ข้าง ครั้นเมื่อเอามือไปกดตามผิวหนัง ก็จะมีฟองอากาศปุดๆพุ่งฟุ้งออกมา



ลองหลับตาแล้วนึกภาพเราเอานิ้วจิ้มไปบนฟองน้ำที่ชุ่มๆฟองน้ำยาล้างจานดูเอานะครับ มันเป็นอย่างนั้น



“เราต้องเข้าไปตัดมดลูก เอาไอ้ที่เป็นแหล่งกระจายเชื้อออกให้หมด คุณหมอจัดการเตรียมเลือด น้ำเหลือง เกร็ดเลือด และจองไอซียูให้พร้อม” อาจารย์แพทย์เวร (ซึ่งไม่ใช่ผม) สั่งงานและเฝ้ารอด้วยความเป็นกังวล เรารู้สึกร้อนใจ



เธอถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด

กว่า ๔ ชั่วโมงที่ผ่านมาก่อนเข้าห้องผ่าตัด โรคมันยังดำเนินไป ตอนนี้ร่างกายของเธอมีจ้ำเลือดทั้งตัว ฟองน้ำปุดๆออกทั่วร่างกายจนเตียงเปียก

“นี่หรือคือคนที่มีชีวิต มีอะไรที่บอกว่าเธอคือคนอยู่บ้าง มิใช่ฟองน้ำ” พวกเรายืนกลืนน้ำตา



มดลูกของเธอเน่า เมื่อจับไปก็รู้สึกก๊อบแก็บประหนึ่งถุงพลาสติก ฟองแก็สบรรจุอยู่เต็ม

เราต้องตัดมดลูกและรังไข่เธอออกไป และพบว่าการติดเชื้อยังลามไปจนถึงกล้ามเนื้อสันใน (psoas) หมอศัลยกรรมจึงต้องเข้ามาช่วยตัดเลาะเอามันออก

เรายังพบว่า ขาทั้ง ๒ ข้างของเธอกำลังจะเน่าจากการที่เชื้อลุกลามไป การบวมที่ต้นขาเกิดขึ้นรุนแรงจนมันกดไม่ให้เลือดไหลเข้ามาที่ต้นขาได้ หมอศัลย์จึงต้องกรีดที่ต้นขา เอาไขมันและกล้ามเนื้อบางส่วนที่ติดเชื้อออกไป และไม่เย็บปิด



ถึงตอนนี้เธอไม่รู้สึกตัว เรายังไม่ให้เธอตื่น เราจะควบคุมระบบการหายใจเธอทั้งหมดเพื่อให้อ็อกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกายได้มากที่สุด

การพยุงชีวิตของคนไข้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเวลา ๙ โมงเช้า

“ท่าทางจะไม่ไหว เราเอาความดันเธอขึ้นไม่ได้เลย” หมอเวรรายงานให้ทราบ ในตอนนั้นทางทีมไอซียูได้ช่วยกันอย่างหนัก ยาขยายหลอดเลือดถูกใช้จนถึงระดับสูงสุด แต่เธอยังคงช็อกรุนแรงอยู่

“ไม่ไหวแล้วครับ เราคิดว่าเธอคงทนไม่ไหว” ทีมแพทย์แจ้งกับญาติ



ญาติข้างเตียงคือสามี เขาไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเลย เขาไม่รู้ว่าเมียท้อง เขาไม่เข้าใจว่าเธอไปทำแท้งมาทำไม เขายืนร้องไห้อยู่ที่ปลายเตียงข้างกับพ่อตาและแม่ยาย

เราเห็นเด็กอายุราวขวบเศษยืนอยู่ข้างๆนั้นด้วย “นั่นคือลูก”



เธอสิ้นใจลงหลังจากที่ลูกได้ไต่เตียงขึ้นไปจูบที่แก้มแม่เป็นครั้งสุดท้าย



ในวันนั้น พวกเราหลายคนได้แต่กลืนน้ำตา บางคนก็กลั้นไว้ไม่อยู่



“ถ้าเขามาที่เรา เขาคงไม่ตายนะอาจารย์” ลูกศิษย์คนหนึ่งพูดเสียงเบาๆกับผม

“เออ ไม่น่าตาย” ผมไม่ได้หมายความว่า เราจะสู้กับความตายแบบนี้ได้ แต่ถ้าเขามาหาเราเพื่อให้ทำแท้งในตอนนั้น เธอคงไม่ต้องเจ็บไม่ต้องทรมานจากไม้แหลมๆก้านนั้น ก้านไม้ซึ่งหยิบยื่นความทรมาน ความตายและความพลัดพรากของครอบครัวนี้ไป

.......................



การทำแท้งให้ปลอดภัย เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถลดการตายของผู้หญิงได้จริงๆ ผมยืนยันเช่นนั้นอยู่เสมอ

และในประเทศไทยยังคงมีการตายแบบนี้เกิดขึ้นอยู่

และที่ปลายด้ามขวานก็ยังมีการตายจากการแท้งเถื่อนอยู่



และนี่กระมังที่ทำให้ผมยังคงมีภาระในการเดินทางมาบรรยายที่นี่ในวันนี้ “นราธิวาส”

......................



“ดือครับ พี่ใกล้ถึงบาเจาะแล้ว” ผมส่งข้อความไปหา ผอ.โรงพยาบาลบาเจาะ หมอรุ่นน้องที่ผมสนิทมากคนหนึ่ง

“เดี๋ยวผมพาพี่ไปกินกาแฟนะ รอผมด้วย” เขาตอบมา

“เพ็ญแขครับ เช้าพรุ่งนี้ไปวิ่งกัน ชวนหลุย ชวนตีด้วย เสร็จแล้วพาพี่ไปกินข้าวของชาวนราฯหน่อยนะ” ผมยังคงส่งข้อความไปยังหมอสูติรุ่นน้องที่นั่น

“ได้คร่าาาาา” เธอตอบมาหวานเจี๊ยบ



เมื่อคืนผมได้ไปนั่งริมถนนเพื่อกินโรตี ชาร้อน จากร้านมุกมิน (พี่พยาบาลที่พามาเรียกว่า ร้านแบแอ)

“ร้านนี้ดังตรงไหน” ผมถาม

“อาจารย์กินให้เสร็จก่อน เดี๋ยวพี่จะบอก” เธอตัดบท เพราะหากจะบอกว่าเมื่อหลายปีก่อน ด้านตรงข้ามถูกวางระเบิดตู้มมาก่อน ผมคงจะนั่งไม่สุขใจ



ชีวิตคนนราฯก็ดูปกติดีนิ



เช้าวันนี้ผมได้ไปวิ่งรอบ TK Park กับคุณหมอตี (ท่านเพ็ญแขอยู่เวร มีคนไข้ท้องตกเลือด ต้องเข็ญเข้าห้องผ่าตัด จึงมาไม่ได้) หมอกเม็ดหนาๆกระทบหน้าพาให้ชุ่มชื้น “พื้นยางรอบ TK Park มันเจ๋งจริงๆ”



ผมได้ไปเดินเล่นที่หาดนราทัศน์

ผมได้กินนาซิดาแฆ ข้าวมันราดแกงปลาที่ร้านก๊ะซะห์ ข้างโรงเรียนจีน

“ตี พี่มีความลับจะบอก พี่ไม่ได้เอาเป๋าตังค์มา” ผมบอกเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“คร่าาาา ตีทราบ” แล้วเธอก็จ่ายค่าอาหารเช้าไป ๗๐ บาท



ผมได้กินข้าวยำที่คลุกน้ำบูดูมาอย่างพอดี เผ็ดได้แรงจากพริกป่นและพริกไทย ซ่าๆหน่อยด้วยดอกดาหลาซอยหยาบๆ

ผมได้กิน “ซัมบูซะ” แป้งทอดยัดไส้ปลาสับคลุกผงกะหรี่แกล้มกับอาจาด

ซดชาซาอุขมๆแกล้มด้วยอินทผาลัมที่ถูกหิ้วมาจากซาอุหวานนุ่มชุ่มคอ

ทั้งหมดนี้กินในที่ประชุม พี่รอยัน พยาบาลหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมฯ ของ สสจ.จัดหามาให้

ผมได้นั่งดูปลาปักเป้าน้ำจืดตัวป้อมๆ เป็นฝูง ผมไม่เคยเจอมันมาก่อน



อูย....นราฯ ไม่มา ไม่รู้



ธนพันธ์ ชูบุญเป็นอาบังวันนึง

เอ๊ะ..เค้ามีเมียได้ ๔ คนนี่นา

๙ สค ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง

คำสำคัญ (Tags)#นราธิวาส#ทำแท้ง#แท้ง#แท้งเถื่อน

หมายเลขบันทึก: 649462, เขียน: 10 Aug 2018 @ 14:58 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)