เช้าวันเสาร์ที่ ๓ ธค. ๔๙ ถือเป็นวัน "หลังมหกรรม ๓"     ที่ทุกคนใน สคส. ได้ผ่อนคลาย    หลังการจัดงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติครั้งที่ ๓    ซึ่งเราคร่ำเคร่งกันมาหลายเดือน    เกือบจะเรียกได้ว่ากำลังทั้งหมดของ สคส. (ยกเว้นผม ซึ่งทำงานหลายหน้ามาก) พุ่งไปที่งานนี้

        การทำงานของ สคส. มีลักษณะที่ก่อนและระหว่างทำ เราไม่รู้ว่าผลมันจะออกมาดีหรือไม่   ดีแค่ไหน   ดีตรงไหน ไม่ดีตรงไหน     เราจึงทั้งสนุก ตื่นเต้น และเครียด (อยู่ลึกๆ)     หลังการทำงานนี้เราจึงต้องการเวลาสำหรับการผ่อนคลาย

        เวลาสำหรับผ่อนคลายสำหรับผม  คือเวลาที่ได้มีโอกาสทำใจให้เบาสบาย     ถอยออกจากกิจการงานตามปกติ     ชวนตัวเองมองภาพใหญ่     ชวนตัวเองมองหา "การผุดบังเกิด" (emergence) ของสิ่งที่อยู่ในขอบข่าย "ปณิธานความมุ่งมั่น" (purpose) ลึกๆ ของตนเอง      ผมเชื่อว่าเหตุการณ์น้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน  สามารถนำมาตีความหาความหมายได้หลายอย่าง ต่างๆ กัน     แล้วแต่มุมมอง  แล้วแต่เป้าหมาย หรือปณิธานความมุ่งมั่นของแต่ละคน

         ปณิธานความมุ่งมั่นของชีวิตผมในเวลานี้ คือหาทางขับเคลื่อนสังคมไทย สู่สังคมอุดมปัญญา สังคมที่มีความรู้เป็นฐาน ด้วยเครื่องมือ "การจัดการความรู้"      ดังนั้น การที่ท่านรัฐมนตรี ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  รมต. ว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  มาบอกความต้องการของกระทรวงฯ ในการใช้ KM เป็นเครื่องมือพัฒนาสังคมอย่างบูรณาการ พอดี สมดุล มั่นคง ยั่งยืน    โดยมีเป้าหมายการเป็นสังคม (๑) ที่ไม่ทอดทิ้งกัน  (๒) เข้มแข็ง  (๓) มีคุณธรรม    โดยจะมีการดำเนินการใน ๓ บริบท คือ (๑) เชิงพื้นที่  (๒) เชิงกลุ่มคน  (๓) เชิงประเด็น

       ผมจึงตีความว่า ขบวนการ KM ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "ภพภูมิใหม่" (new order) แล้ว     เป็นการผุดบังเกิดที่จะเป็นประวัติศาสตร์เล็กๆ (อาจจะเป็นประวัติศาสตร์ใหญ่ ก็ได้) ของสังคมไทย   - - - การผุดบังเกิดของ KM เพื่อการพัฒนาสังคมทั้งสังคม

        หลังการบรรยายพิเศษของท่านรัฐมนตรีไพบูลย์     ท่านนัด ดร. ประพนธ์  คุณแอนน์ และผม ไปนั่งคุยกันว่าจะทำงานนี้อย่างไร     ดูท่านจะอยากให้ สคส. รับ outsource งานนี้จากกระทรวงฯ     ผมเอง มีสไตล์ชอบทำงานเป็นโปรโมเตอร์ มากกว่าต่อยเอง     ก็ต้องคุยระดมความคิดกันพักหนึ่ง     ว่าจะจัดรูปแบบ "KM เพื่อพัฒนาสังคมไทยสู่ สังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน"    มีความพอดี สมดุล มั่นคง และยั่งยืน   อย่างไรดี
         ในที่สุด เราก็ได้ร่างแนวทางครับ     ว่า ดร. ประพนธ์ จะเป็นแม่ทัพจับงานนี้     ในลักษณะของโครงการหรือหน่วยงานพิเศษของ สคส. ที่ทำงานให้แก่กระทรวง พม.   โดยน่าจะมีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง พม., สสส., สกว., และ สคส.     แต่รายละเอียดและข้อตกลง จะต้องมีการพูดคุยกันก่อนการลงนามดังกล่าว     เราพูดกันตลกๆ ว่า สสส. มาทำให้ สกว. คลอดลูกออกมาเป็น สคส.     ตอนนี้ พม. โดย อ. ไพบูลย์ กำลังมาทำให้ สคส. คลอดลูกออกมาเป็นโครงการใหม่นี้ (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ - ขอตั้งชื่อเล่นไปก่อนว่า สจส. - สำนักงานจัดการความรู้เพื่อการพัฒนาสังคม)     เท่ากับ สจส. เป็นหลานของ สกว.    เรายังไม่ทราบนะครับว่าความฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่     ในเช้าวันที่อากาศดีเช่นนี้ ผมก็ฝันเรื่อยเปื่อยไป
         ความแตกต่างระหว่าง สคส. กับ สจส. ก็คือ
           - สคส. เน้นการสร้างเครื่องมือ  สร้างวิธีการ     สจส. เน้นการประยุกต์วิธีการสู่การพัฒนาสังคม
          - สคส. ทำงานแบบไม่ลงลึก  ไม่คลุก  ทำงานเชิงเชื่อมโยงเครือข่าย KM     แต่ สจส. จะทำงานแบบเข้าไปคลุก เข้าไปจัดการ ให้มีการนำสิ่งดีๆ ในสังคมออกมา ลปรร. และขยายผลซึ่งกันและกัน
        ทั้งหมดนั้นเป็น "ฝัน" ของคนคนเดียว  ยังไม่รู้ว่าคิดอย่างนี้จะเหมาะสมหรือไม่    ยังไม่ใช่ข้อตกลง หรือข้อยุติ     เอามาลงบันทึกไว้   เพื่อขอความเห็นจากมิตรรักนัก KM ครับ

วิจารณ์ พานิช
๓ ธค. ๔๙