เรื่องแปลกแต่จริงของเศรษฐกิจและแรงงานเยอรมัน
เช้าวันที่ ๕ พย. ๔๘
ผมนั่งเครื่องบินไปพิษณุโลกด้วยความสดชี่น เพราะควงสาว
(น้อย) ไปฮันนิมูนที่เขาค้อ บนเครื่องบินผมอ่านบทความจาก นสพ.
เดอะ เนชั่น เรื่อง “Germany’s pathological export boom” เขียนโดย
Hans-Werner Sinn ศาสตราจารย์ด้าน economics & public finance
มหาวิทยาลัยมิวนิก และเป็น president ของ Ifo Institute for Economic
Research แห่งเยอรมัน
ด้วยความทึ่งในความประณีตของการมองเรื่องราวของบ้านเมือง
และคิดต่อไปว่าถ้ามีนักวิชาการไทย
ออกมามองเมืองไทยอย่างพินิจพิเคราะห์ในทำนองคล้ายๆ กันนี้
จะโดนคนในรัฐบาลออกมากล่าวหาว่าไม่รักชาติไหมหนอ
ศ. ซินน์
บอกว่าการค้าต่างประเทศของเยอรมันประสบความสำเร็จสูงมาก
แต่เป็นความสำเร็จที่ไม่เหมือนความสำเร็จเดิมๆ
หรืออาจเรียกว่าเป็นความสำเร็จแบบไม่สมประกอบ
(ในความหมายเดิม) คือการส่งออกเพิ่มขึ้นมาก
แต่อัตราการจ้างงานลดลง และอัตราเพิ่มของรายได้
ต่ำกว่าอัตราเพิ่มของการส่งออก
ศ. ซินน์ บอกว่า เศรษฐกิจของประเทศเยอรมัน
ได้เปลี่ยนจากการเป็นประเทศผู้ผลิต
ไปเป็นประเทศผู้ขายหรือเป็นพ่อค้า
โดยที่การผลิตส่วนใหญ่ทำในประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกกว่า
นั่นคือการผลิตส่วนต้นทาง ซึ่งเป็นส่วนที่ value - add สูง
จะไปอยู่ต่างประเทศ ที่ค่าแรงต่ำ
แล้วเอาส่วนที่เป็นการผลิตปลายทาง ซึ่ง value - add
ต่ำกว่า แต่ต้องใช้ฝีมือแรงงานที่มีความรู้มากกว่า
มาทำในเยอรมัน ซึ่งมองในมุมหนึ่ง
กลายเป็นทำให้เยอรมันเสียผลประโยชน์
โดยสภาพนี้การจ้างงานของเยอรมันจึงลดลงถึง 1.26
ล้าน full-time equivalent คน ในช่วงเวลา 10 ปี ระหว่างปี ค. ศ.
1995 - 2004
นั่นคือ ในสภาพของการผลิต
และการใช้แรงงานอย่างที่เป็นอยู่ในเยอรมัน
ยิ่งอัตราการส่งออกสูงขึ้น
อัตราการจ้างงานก็จะยิ่งต่ำลง
และอัตราเพิ่มของรายได้ของประชากร
ก็จะยิ่งต่ำกว่าอัตราเพิ่มของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
บทความยาวเกือบครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์นี้
คงจะมีสาระลึกซึ้งกว่าที่ผมจับได้
ผมจับมาได้แค่นี้ บวกกับความคิดว่า
เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ มีความซับซ้อนมาก
ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม
อาจเป็นมายาภาพจากบางมุมมอง
เช่นยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งกว้างขึ้น
อย่างที่เห็นอยู่ในเมืองไทย
นักวิชาการไทยน่าจะได้เอาใจใส่ศึกษาเรื่องนี้
และชี้นำความคิดนี้ให้แก่สังคม
วิจารณ์ พานิช
๕ พย. ๔๘
เขาค้อ