ผมจะเล่าให้ฟัง เรื่อง “คนจับงู”

ไม่ใช่จับงูตามบ้าน ไม่ใช่จับงูในป่า แต่มันคือการจับงูในหอผู้ป่วย

ในปี ๒๕๓๘ ตอนนั้นผมเป็น extern เวรอายุรกรรมอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช และได้รับรายงานมาว่า มีผู้ป่วยรับใหม่ เขาถูกงูกัดมา

คนไข้รายนี้เป็นผู้ชาย ตัวใหญ่ขายาวล้นแปลเลยเชียว ระบบการหายใจล้มเหลว ต้องถูกใส่ท่อช่วยหายใจ

“หงู่เฮ่า ม่อ มั่นทู้กหงู่กั๋ด” 

เอาใหม่ ทำไมภาษาใต้มันเขียนยากจังวะ เอาเป็นภาษากลางนะ

“งูเห่า หมอ มันถูกงูเห่ากัด” คุณลุงคนที่มาพร้อมคนไข้รายงานผมทันทีที่ผมมาถึง

“ลุงรู้ได้อย่างไรครับ ว่ามันคืองูเห่า” ผมถามออกไป พลางเปิดเปลือกตา ส่องไฟเพื่อดูการตอบสนองของม่านตาคนไข้

ผมนึกอยู่ในใจ ว่าไม่ถูกงูเห่า ก็งูจงอางแหละวะ เล่นกล้ามเนื้ออ่อนแรงเสียขนาดนี้

มาเข้าสู่ความรู้ทางวิชาการสักนิดนะครับ

พิษงูของงูพิษที่พบในบ้านเราโดยหลักๆแล้วมี ๓ ชนิด 

อย่างแรกคือพิษต่อระบบประสาท ประเภทที่เมื่อถูกงูกัดแล้ว มันจะทำให้กล้ามเนื้อคนถูกกัดมีอาการอ่อนแรง กล้ามเนื้อขนาดเล็กจะแสดงอาการให้เห็นง่ายที่สุดคือหนังตา คนไข้จะลืมตาไม่ขึ้น อาการจะแสดงออกในกลุ่มกว้างขึ้นจนท้ายที่สุดกล้ามเนื้อที่ทำให้เราหายใจก็อ่อนแรง หายใจต่อไปไม่ไหว

ไอ้ประเภทที่เราเคยดูหนัง เมื่อพระเอกถูกงูเห่ากัด แล้วนางเอกร้องห่มร้องไห้คอยตบแก้มเรียกให้ตื่นตลอดเวลา 

“พี่จ๋า พี่จ๋า ลืมตาเข้าไว้ อย่าหลับนะ ได้โปรดเถิด” คือว่า ถ้ามึงหลับ มึงจะตาย อะไรทำนองนั้น แต่ได้โปรดรู้ไว้เถิด ว่าเขาไม่ได้ง่วง แต่มันลืมตาไม่ได้เท่านั้นเอง สมองเขายังตื่น หูเขายังได้ยิน 

งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา คือเจ้าของพิษจำพวกนี้

อีกกลุ่มคือพวกที่ทำลายระบบการแข็งตัวของเลือด เรียกว่าถูกกัดเข้าไป เลือดก็จะออกจากทุกทวารของร่างกายเลยทีเดียว คนไข้เหล่านี้ไม่หลับเช่นกันนะครับ รู้ตัวและพูดจาสื่อสารกับเราได้ตลอด 

งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ และงูแมวเซา คือเจ้าของพิษจำพวกนี้

กลุ่มสุดท้ายคือพวกงูทะเล ที่พิษของมันจะทำลายกล้ามเนื้อโดยตรง คุณครูไม่ได้สอน ว่าคนไข้เหล่านี้มักจะตายเพราะอะไร เพราะกล้ามเนื้อสลายตาย ไตวาย หรือว่าจมน้ำตายเพราะว่ายน้ำไม่รอดนะครับ

เอาเป็นว่า คนไข้ที่นอนอยู่ตรงหน้าผมขณะนี้ คงถูกงูพิษพวกแรกเล่นงานเอา

“มันออกไปจับกบจับหนูในนา เห็นรูที่คันนาจึงเอามือล้วงเข้าไป ลุงเห็นกับตาเลยนิ ว่ามันน่าจะเป็นงูเห่า” แกเล่าอย่างออกรส

“ลุงครับ หมอต้องการทราบอย่างแน่ชัดจริงๆ ว่าเขาถูกงูอะไรกัดมา เพราะเราจะได้เลือกเซรุ่มได้อย่างถูกชนิดให้เขานะครับ ลุงพอจะช่วยหมอได้ไหม หมอหมายความว่า ไปเอางูนั่นมาดูกัน” ผมบอก

“ได้ เดี๋ยวไปจับมาให้” แกบอก 

แล้วเวลาก็ผ่านไปราวชั่วโมง

“หมอ ญาติคนไข้เอางูมาให้แล้วค่ะ” เสียงพยาบาลรายงานมาตามสายขณะที่ผมกำลังดูคนไข้อยู่อีกที่หนึ่งไม่ไกลกันนัก

ผมรีบวิ่งมา เพื่อที่จะไปดูงูที่ลุงคนนั้นแกพามา เห็นแกยืนอยู่ข้างแปลรถเข็นคนไข้คนนั้นกลางหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย แกถือถุงกระสอบปุ๋ยท่าทางสมาร์ทสมชายชาตรี มันจะไม่แมนได้อย่างไร ในเมื่อไอ้เจ้างูที่แกไปตีหัวมานั้น มันคืองูเห่าไง มันธรรมดาเสียที่ไหนกัน

“เปิดดูเลยมั้ยหมอ” แกว่าพลางทำท่าเปิดปากกระสอบ

“หยุด!” ผมตะโกนเสียงดัง ทุกคนในหอผู้ป่วยหยุดคุย เสียงเงียบกริบ มันเงียบเสียจนผมแทบจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตุ๊บๆ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะลุง ห้ามเปิดตรงนี้ ตอนนี้” ผมสั่ง

“กลัวทำพรือนิ ก็ผมตีมันตายแล้ว” ยัง ยัง แกยังไม่หยุด

“ยังไงก็ไม่ได้ ตรงนี้มันกลางหอผู้ป่วย เกิดงูมันไม่ตาย ใครจะรับผิดชอบกัน..ห๊ะ” ผมเสียงสูง

ลองหลับตานึกถาพหอผู้ป่วยแห่งนี้นะครับ

ในเวลาเกือบ ๖ โมงเย็น เตียงทุกเตียงมีคนไข้นอนจนเต็ม ยังมีเตียงสนามแทรกตามที่ว่างทางเดิน คนไข้ก็ยังคงเข้ามาไม่หยุด เจ้าคนไข้คนนี้ของผมยังต้องนอนบนรถเข็นเพระเตียงเสริมหมดโรงพยาบาลแล้ว ไหนจะเป็นเวลาที่ญาติเข้ามาเยี่ยมกันเต็มอัตรา นี่ถ้าไม่คิดว่าสถานที่แห่งนี้มันคือหอผู้ป่วยอายุรกรรมชายแห่งโรงพยาบาลมหาราชแล้วไซร้ ผมคงนึกว่าเป็นตลาดไน้ท์บาซ่าที่เชียงใหม่เป็นแน่แท้

“ไหนดูซิ มีงูอะไรมาขายมั่ง” เฮ้ย...บร้า...

“ลุง ตามหมอมา เราจะไปเปิดดูกันข้างในนู้น” ผมกำลังหมายถึงห้องเตรียมยาตรงทางเชื่อมระหว่างหอผู้ป่วยอายุรกรรมชายและหญิง

บริเวณทางเชื่อมนี้จะเป็นที่รวมของกิจกรรมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมยา เก็บยา ที่นั่งพักของพยาบาลและหมอเวร ซิ้งค์น้ำสำหรับล้างจานชาม เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ของพวกเรา

แล้วลุงก็เดินหิ้วถุงกระสอบสีขาวนั้นเดินตามผมมาอย่างทรนง (แน่ะ..ยังไม่ทิ้งท่าแมนๆออกไปได้อีก)

และทันใดที่แกเปิดปากถุงเพื่อจะได้ดูงูกันนั่นเอง ก็เป็นเวลาที่เจ้างูตัวนั้นเลื้อยพุ่งตัวออกมาจากปากถุงอย่างแรงและเร็ว เพียงกระพริบตา มันก็ออกมาแผ่แม่เบี้ยอยู่กลางพื้นห้องแห่งนั้น

เจ้าของกระสอบแกกระโดดหนีออกไปเป็นคนแรกตั้งแต่ผมจำความได้ 

เสียงกรี๊ดของพี่ๆพยาบาลดังลั่น ทุกคนแตกกระเจิงออกนอกห้อง ส่วนผมซึ่งอยู่ใกล้งูมากที่สุดก็กระโดดผลุงขึ้นไปยืนอยู่บนซิ้งค์ปูนด้านข้างเรียบร้อย

“งูเห่า” มันคืองูเห่าสีดำเมี่ยม ผมสังเกตได้จากลายที่ด้านหลังของแม่เบี้ย ความอ้วนเต็มที่ขนาดรอบตัวมันน่าจะเท่ากับขนาดรอบข้อมือของผมเอง ความยาวก็น่าจะราว ๒ เมตร

มันแผ่แม่เบี้ยทักทายพวกเราเพียงอึดใจ แล้วก็ค่อยๆลดตัวลงแล้วเลื้อยไปแอบหลังถังผ้าพลาสติกลูกใหญ่ของวอร์ดในห้องแห่งนี้

“ทุกคนครับ ออกไปยืนหลังประตู ห้ามใครเข้ามาเด็ดขาด พี่พยาบาลช่วยโทรศัพท์เรียกยามมาตอนนี้เลยครับ” ผมยืดตัวยืนขึ้น เอามือเท้าสะเอว แล้วออกคำสั่งเสียงดังอีกหน (หึหึ เท้าเอว เท้าเอวจริงๆ แต่ขาแอบสั่นผับๆ)

ผู้คนมาออดูเหตุการณ์กันที่ริมประตู เสียงดังหึ่งๆจนผมรำคาญและอึดอัด ข่าวเรื่องงูคงเริ่มกระจายออกไปในโรงพยาบาล ใครๆก็คงอยากมาดู แต่ก็ไม่มีใครอยากทำอะไร และเพียงครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงดังโหวกเหวก

“ไหน ไหน ไหนงู” ป้าคนงานอาวุโสคนหนึ่งแกเดินเข้ามาท่าทางน่ายำเกรง

ไอ้เราตอนนั้นก็ไร้ที่พึ่ง ยามก็ไม่มากันสักที เห็นคนท่าทางแบบนี้โผล่มาหวังจะช่วยก็นึกศรัทธาในใจ แกคงมีของ จึงได้ดูกล้าหาญนัก

“ป้าครับ มันอยู่หลังถังผ้าใบนั้นครับ” ผมชี้ออกไปดั่งพยานปากเอกตามที่เห็นในหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง (เออนะ มันคือท่าทางที่ได้รับการสั่งสมกันมานานนับร้อยปีเห็นจะได้ กับการยืนชี้ไปยังจุดเกิดเหตุแล้วถ่ายรูป ทำไม? ผมไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ผมก็เป็นเช่นนั้น)

ป้าคนดังกล่าวแกจึงเดินย่างสามขุมมือเปล่าเข้าไป แล้วเลื่อนถังผ้าออกมา เจ้างูงงงงตัวนั้นมันก็เลยตื่นอีกรอบ ถกกวักแผ่แม่เบี้ยขึ้นมาอย่างสง่างาม

“แหล่ว แหล่ว งู หงู่เฮ่า หงู่เฮ่า” คุณป้าอสรพิษแกตกใจจนแทบเสียสติ เอามือทาบไว้บนอกอวบๆตีนมดังผับๆ แล้ววิ่งเปิดตูดหนีไป

แล้วแกเข้ามาเพื่อ?

แล้วแกไปเอาถังผ้าออกเพื่อ?

อ๋อ แกคงมาดูงู

เพื่อ?

เสียงกรี๊ดดังสนั่นอีกรอบ

แล้วคราวนี้จะทำอย่างไรต่อไป ไอ้นั่นมันก็แผ่แม่เบี้ยส่ายหัวช้าๆประหนึ่งชายขี้เมาดูหน้าผมอยู่

ทันใดนั้น ผมเหลือบเห็นไม้ถูพื้นรูปตัวทีอันหนึ่งวางพาดอยู่ที่ผนังใกล้มือ

ผมตั้งสติ 

“แป๊ะครับ เวลาหมามันวิ่งเข้ามาจะกัดลูก หาไม้ให้ทันแล้วอย่าเงื้อมือตีมันนะลูก” ผมได้ยินเสียงพ่อลอยเข้ามา มันคือการสนทนาระหว่างพ่อกับลูกในวันที่ผมถูกหมาข้างบ้านวิ่งไล่กัด

“ทำไมไม่ตีมันเลยล่ะพ่อ” ผมถาม

“เวลาเราเงื้อไม้ หมามันก็จะกัดเราตอนนั้นแหละ ลูกใช้ไม้ชี้หน้าแล้วกระทุ้งมันดีกว่า” พ่อเล่าอย่างมีเหตุผล

ครั้นเมื่อเมื่อได้สติ ผมจับด้ามไม้ถูพื้นไร้ผ้าอันนั้น หันหัวตัวทีไปยังหัวงู ล่อให้มันมองไม้อันนั้น ตามที่พ่อสอน

ได้ผล มันมองและส่ายหัวตามที่ผมแกล้งมัน

ผมค่อยๆยกระดับไม้สูงขึ้น เอาสันไม้ไปวางไว้บนหัวของเจ้างูเห่า และค่อยๆกดไม้ลงช้าๆ ช้าๆ และทันใดที่หัวมันเริ่มถูกกดลงใกล้พื้น ใกล้อีกนิด ใกล้อีกนิด ผมคิดและลุ้นตัวเองในใจ และผมรีบกดหัวมันทันทีให้มันเคลื่อนที่ไม่ได้อีก

“ขวับ” ผมกดไม้ หัวมันถูกกดแน่นิ่ง แต่ลำตัวยาวกว่า ๒ เมตรนั้นสะบัดรุนแรง

ยามวิ่งมาถึงพอดี และทุกคนก็รุมตีเจ้างูเห่าตัวนั้นจนแน่นิ่งไป คราวนี้มันตายแล้วจริงๆ

ผมกระโดดลงจากซิ้งค์น้ำนั้น และปล่อยให้หน้าที่การเก็บศพเป็นของยามต่อไป

เหงื่อชุ่ม ใจระทวย ขาสั่นผับๆ

หน้าที่ผมยังไม่เสร็จ

ผมสั่งเซรุ่มแก้พิษงูเห่ามา แล้วยืนบัญชาการการฉีดยาเข้าสู่กระแสเลือดชายคนนั้นในทันที

ตำรารักษาพิษงูของอาจารย์อานุภาพ เขียนไว้ใน “ตำราอายุรศาสตร์ฉุกเฉิน” เล่มสีฟ้าหนาๆ มันคือสุดยอดตำราที่ extern อย่างพวกผมใช้ในตอนนั้น ผมคำนวณขนาดเซรุ่ม (ทำไมเรียกเซรุ่มวะ ทำไมไม่เรียกว่าซีรั่มวะ ไม่รู้ว่ะ) และยืนดูผลที่เกิดขึ้น 

แม่เจ้า ! คนไข้ค่อยๆลืมตา 

ตำรายังเขียนไว้อีกว่า การแพ้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก

แม่เจ้า ! คนไข้เริ่มมีอาการเปลือกตาบวม เริ่มมีผื่นลมพิษเกิดขึ้นตามผิวหนัง ผมรีบฟังเสียงหายใจ และวัดความดันของคนไข้ในทันที ว่าเกิดมีอาการหลอดลมหดตัวและมีอาการช็อคหรือไม่ 

“พี่ๆ รับเอาอะดรีนาลีนมาฉีดตอนนี้เลย” ผมรีบสั่งออกไปตามตำราเป๊ะ

แม่เจ้า ! และเพียงไม่นานหลังจากฉีดอะดรีนาลีน อาการตาบวมและผื่นลมพิษก็ค่อยๆจางหายไป และคนไข้รายนั้นก็สามารถกลับมาหายใจเองได้อีกครั้ง

เหตุการณ์ราวกว่าชั่วโมง ตั้งแต่รับเวร รับคนไข้ ดูงู กำจัดงู กำจัดพิษงู และแก้อาการแพ้ยาแก้พิษงู มันคือเหตุการณ์ที่รู้สึกเหมือนกับเพิ่งเกิดเมื่อวาน สนุก ตื่นเต้น และรู้สึกว่าตัวเอง แม่ง!คือฮีโร่

และค่ำวันนั้นเอง

“หมอ หมอ หมอรู้ไหม เรื่องงูเมื่อตอนเย็นน่ะ เค้าลือกันไปถึงตลาดเลย” พี่พยาบาลที่จะมารับเวรดึกเล่าให้ผมฟัง

หึหึ ผมก็ยืนยิ้ม สูดลมหายใจเข้าปอด และเตรียมโม้สักหน่อย

“แม่ค้าตลาดหัวอิฐเค้าไปคุยกันว่า งูหลุดออกมาจากถุง โหมฺบรรดาพยาบาลและหมอวิ่งหนีกันกระจาย แหกปากร้องกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่”

เอิ่ม...จบ จบกัน ฮีโร่ในดวงใจ แต๋วแตกไปเสียแล้ว  

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ว่าแต่ ยังมีบางสิ่งที่ยังคงค้างคาใจ

ป้าอสรพิษคนนั้น แกเป็นใคร แกมาจากไหน แกมาทำไม แล้วแกวิ่งหายไปไหน

ลุงคนนั้น หลังงูกระโจนออกมาจากถุงกระสอบ ทำไมแกต้องกระโจนหนีไปด้วย ไอ้ท่าแมนๆอย่างเมื่อครู่มันหายไปไหน ว่าแต่ แกจับงูมาได้เองจริงหรือ

ธนพันธ์ ชูบุญพ่อเคยสอนวิชาตีหมา

๒๙ พค ๖๑

คิดถึงตอนนั้น ๒๕๓๘