โลกออนไลน์ก็เหมือนเหรียญสองด้าน และเราก็มักตกเป็นเครื่องมือหรืออาจตกเป็นเหยื่อของด้านมืดโดยไม่รู้ตัว
บางคนคิดว่าการไลค์ การแชร์ การคอมเม้น ช่วยกันดันโพสต์ เป็นการช่วยเหลือสังคม แต่สิ่งที่ขาดไปคือวิจารณญาณในการรู้เท่าทันสื่อ โลกดิจิตอล และการตลาด (Digital and media literacy)
ข้อมูลข่าวสารแม้จะมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ บางครั้งก็คลาดเคลื่อนจากความจริง เต็มไปด้วยอคติ แฝงไปหลักจิตวิทยา การตลาด การสื่อสารเชิงลบ ทำผู้คนอยากมีส่วนร่วม (engagement) และแสดงออกสู่สาธารณะ โดยขาดการคิดใคร่ครวญให้รอบคอบ บางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นแสดงออกด้วยจิตที่ไร้สึก (id)
แล้วประสาอะไรกับข้อมูลที่ไม่รู้ที่ไปที่มา ที่เราเห็นกันดาษดื่นในโลกออนไลน์ทุกวันนี้
ล่าสุด....
ข่าวกลุ่มเด็กชายรุมโทรมเด็กหญิง ป.1 ทั้งสังคมออนไลน์และออฟไลน์ ก็ร่วมพิพากษาลงทัณฑ์กลุ่มเด็กผู้ชายจนทำให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองเกิดภาวะความเครียด
เด็กที่ถูกกระทำ ก็ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ตามปกติ ต้องเข้ารับการดูแลจากบ้านพักเด็กและครอบครัว
ต่อให้เวลาผ่านไป ก็ไม่มีหลักประกันว่าเด็กทั้งสองฝ่ายจะสามารถเรียนร่วมกับนักเรียนคนอื่นๆ หรือกลับมาอยู่ในชุมชนได้อย่างปกติหรือไม่
แม้กระทั่งยายของเด็กหญิง ก็ถูกกระแสตีกลับ เพราะคนในชุมชนกล่าวหาว่ายายทำให้ชุมชนเสียหาย
ผลกระทบและคำถามเกิดขึ้นมากมายร้อยแปดพันเก้า
คำถามสำคัญ คือ ... !!!
ตัวเรามีส่วนทำให้เรื่องราวเหล่านี้ เกิดผลกระทบขยายวงกว้างออกไปจนไร้การควบคุม และทำให้เกิดผลเสียหายมากกว่าที่ควรเป็นหรือไม่ ... ????
ทั้งที่ปัญหาสามารถแก้ไขและยุติอย่างเป็นธรรมด้วยกระบวนการของสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกิดผลกระทบน้อยที่สุดกับทุกๆฝ่าย
แต่วันนี้ เราได้ร่วมกันกระพือข่าวจนกลายเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้แล้ว กลุ่มเด็กชายถูกสังคมตีตรา เด็กหญิงมีตราบาปในใจ คุณยายถูกสังคมประณาม
ต่อให้ย้ายบ้าน ย้ายชุมชน ย้ายโรงเรียนไปไกลสักเท่าไหร่ ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงเสียงซุบซิบนินทาหรือสายตาของคนรอบข้างที่มองมาไม่ได้
ดังนั้น เมื่อเห็นข่าวอะไรถูกใจ ก่อนจะแชร์ หรือ คอมเม้นอะไร ต้องใคร่ครวญให้ดี ว่าเรากำลังจะทำร้ายใครด้วยอาวุธออนไลน์ในมือของเราหรือเปล่า
__________________
พีธากร ศรีบุตรวงษ์ วิทยากรกระบวนทัศน์
กิจกรรม Stop Cyberbullying by DTAC