เมื่อเสาร์อาทิตย์ 12-13 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ผมไปเป็นทีมวิทยากรกระบวนการ เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติพระสงฆ์ วัดส่งเสริมสุขภาพ และการรรับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ ห้องประชุมโรงเรียนแม่ห้องสอน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ผู้เข้าร่วมกลุ่มหลักประมาณ 150 รูป ประกอบด้วยเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอ พระเถรานุเถระ และพระสงฆ์ที่เป็นพระคิลานุปัฏฐากนำร่องการพัฒนาระบบสุขภาพภายใต้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ในกลุ่มจังหวัดเขตพื้นที่สุขภาพเขต 1 ซึ่งมี 8 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และเป็น 1 ใน 20 จังหวัดนำร่องของทั้งประเทศ ในการขับเคลื่อนการบูรณาการการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตเพื่อประชาชนด้วยธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เต็มพื้นที่จังหวัด

ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดแล้ว ทีมวิทยากรและคณะผู้จัด ตัวแทนของหน่วยงานและองค์กรกำกับแผนดำเนินการเชิงนโยบายของรัฐบาลในระดับท้องถิ่น องค์กรท้องถิ่น และตัวแทนหน่วยงานที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ ก็ขอให้ผมเป็นผู้นำทีม กราบนมัสการและกล่าวขอขมาต่อหมู่พระภิกษุสงฆ์สามเณร ที่เข้าร่วมการประชุม ที่ทีมได้ร่วมกันจัดกิจกรรมและนำกระบวนการ รับใช้สังคมในการพัฒนาระบบสุขภาพเพื่อกลุ่มประชากรพระสงฆ์ซึ่งเป็นที่พึ่งหนึ่งของสังคมและหมู่ชน แต่อาจจะพลั้งเผลอหรือกระทำการล่วงเกิน ไม่เหมาะสม ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งระลึกได้และไม่ได้

ดังนั้น จึงพร้อมใจกัน ให้ผมพาน้อมกราบขอขมาหมู่สงฆ์ พระคุณเจ้า ครู อุปัชฌาจารย์ เพื่อเชิดชูพระสงฆ์และพระรัตนตรัยให้สูงส่งเพื่อเป็นพลวัตรความยั่งยืนในระบบสังคมเหนือตนเอง มิให้มัวหมอง ถูกตำหนิติเตียน มิให้เสียความเคารพ ถูกจาบจ้วงล่วงเกิน อีกทั้งเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ และความเป็นสิริมงคลต่อหมู่ทีมวิทยากรและคณะผู้จัด มิให้มีผิดบาป หรือเป็นเหตุแห่งความไม่สบายกายไม่สบายใจแม้เพียงเล็กน้อย และให้ได้มีความสุขความเจริญงอกงาม ยิ่งๆขึ้นต่อไป

เมื่อกล่าวเสร็จ ก็มอบให้ตัวแทนนำพานดอกไม้ไปถวายต่อพระเดชพระคุณท่านเจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตัวแทนของหมู่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร จากนั้น ก็น้อมกราบพร้อมกัน

ในขณะที่ร่วมกันกราบสามครั้งนั้น ฉับพลัน โดยที่ไม่ได้คาดหมายและไม่รู้มาก่อน พระสงฆ์และสามเณรทั้งห้องประชุมก็พร้อมกันสวดชยันโต บทสรรเสริญและให้พร แก่คณะวิทยากร ดังกระหึ่มซึมซาบเข้าไปในโสตวิญญาณ

ผมนั้น ได้เคยเล่นแตรวงมาแต่เด็ก ได้อยู่กับธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาและเป็นเด็กวัดมาก่อน จึงพอได้ยินแล้ว ก็เลยพอจะทราบได้ว่า บทสวดให้พรชยันโตที่คณะสงฆ์จังหวัดแม่ฮ่องสอนกำลังสวดสาธยายแก่คณะวิทยากรนั้น เป็นคาถาและการสวดให้พรแก่ผู้ที่ได้ทำสิ่งดีที่ยิ่งใหญ่ อันควรสรรเสริญให้ได้รับการอนุโมทนาบุญกันไปจนทั่วทั้งในหมู่เทวดา นรก สวรรค์ จัดว่าเป็นความดีที่มีกำลังมาก เมื่อครั้งเล่นแตรวงนั้น หากพระสวดชยันโตแบบนี้จบ ก็จะต้องเล่นเพลงมหาฤกษ์มหาชัยเฉลิมฉลองให้เลยทีเดียว ผมจึงแสนจะตื้นตันใจแทนคณะทีมวิทยากรและทุกคนที่อยู่ ณ ที่ประชุมแห่งนั้น เป็นอย่างมากไปด้วย

สาระสำคัญที่อยู่ในบทสวดให้พรชยันโต กล่าวโดยสรุปและโดยประมาณด้วยภาษาพูดได้ว่า เป็นการทบทวนและสาธยายหลักแห่งการสร้างความสุขและมุ่งความเจริญงอกงามในทุกมิติของปัจเจกและสังคม การมุ่งเข้าถึงความเป็นมงคลและความเป็นเลิศทั้งปวงดังที่พึงปรารถนาด้วยวิถีแห่งพุทธองค์หรือการใช้สติปัญญาของการตื่นรู้ พึ่งการปฏิบ้ติแก่ตนเอง เป็นที่พึ่งได้ของผู้อื่นและของสังคมส่วนรวม ให้เหนือกว่าการพึ่งฤกษ์ยาม สิ่งงมงาย การเอาชนะและความเป็นมงคลฉาบฉวยภายนอก

ชาวบ้านและคนทั่วไนั้น เมื่อได้ยินบทสวดชยันโตก็มักจะนึกถึงกำลังแห่งมนตราและความศักดื์สิทธิ์ เพราะเป็นการสรรเสริญสิ่งอันเป็นความดียิ่งใหญ่เหนือหมู่สรรพสัตว์ เทวดา ฤกษ์ยาม ชัยชนะ และความเป็นมงคลทั้งปวง แต่หากพิจารณาเนื้อความให้ดีแล้วก็จะเห็นว่าไม่ได้เกี่ยวกับเวทย์มนตร์หรือความศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย ทว่า เป็นแก่นของหลักพุทธธรรมคำสอน ซึ่งกล่าวให้สั้นเพื่อความเข้าใจอย่างชาวบ้านได้ ก็คือ พระท่านกล่าวขอบคุณและสรรเสริญการปฏิบัติ ผ่านการร่วมกันบรรยายและถ่ายทอดปัญญาปฏิบัติที่มีอยู่ในหลักแห่งพุทธธรรมคำสอนด้วยวิธีมุขปาฐะมามาให้สดับฟังในจังหวะที่เหมาะสมด้วยกัน ว่า ... สิ่งที่ทำนั้นดีแล้ว เป็นกำลังแห่งความดีงามอยู่ในตนเอง ขอให้นำไปปฏิบัติเป็นที่พึ่งแห่งตนและเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นต่อไป ทำนองนั้น ซึ่งจัดว่าเป็นหลักคิดของการดำเนินไปบนมรรควิถีหนึ่งในหลักพุทธธรรม ที่หมู่คณะวิทยากรได้มีมรรคผลทางการปฏิบัติ เป็นองค์ประกอบพื้นฐานเพื่อการได้เพิ่มพูนความดีงามยิ่งๆขึ้นต่อไปอยู่แล้ว นั่นเอง   

กระบวนการทั้งหมด ประกอบสร้างองค์รวมของการอำนวยอวยพร เป็นบรรยากาศและภาวะผุดบังเกิด ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบและชุดเหตุปัจจัย ให้ทุกคนในขณะนั้น ได้สามารถเข้าถึงและได้ประสบการณ์เชิงสัมผัสด้วยตนเอง ต่อสิ่งที่เรียกว่าสุขภาวะสังคมของสังคมไทยและความปีติสุข ที่มีอยู่ในต้นทุนสังคมวัฒนธรรมและบนวิถีปฏิบัติบนความเป็นตัวของตัวเองของสังคม

กระบวนการแบบนี้และสุขภาวะอย่างนี้ของสังคม เป็นด้านที่ภาคส่วนอื่นของสังคมจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้เลย จึงนับว่าเป็นภาวะผู้นำจำเพาะที่จะมาจากระบบสุขภาพพระสงฆ์และสถาบันทางศาสนา จึงเป็นรูปแบบบูรณาการการพัฒนาสุขภาพเพื่อพระสงฆ์ กับการส่งเสริมการเผยแผ่ธรรมสู่วิถีชีวิต ให้ดำเนินไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืนและส่งเสริมเกื้อหนุนซึ่งกันและกันเป็นอย่างดียิ่ง. 

..........................

ขอบคุณและเครดิตภาพ :
เกียรติทนงศักดิ์ จินาศรี
เจ้าหน้าที่อาวุโส สำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 1 ภาคเหนือ เชียงใหม่