- ความหมายของสติปัฎฐาน ๔ และ อานิสงส์ <p> สติปัฎฐาน ๔ คื อธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ ๔ ประการ ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ในขณะที่เดส็จประทับอยุ่ในกัมมาสทัมมนิคม กุรุชนบท ซึงพอสรุปได้ไังนี้</p><p> สติปัฎฐาน เป็น “เอกายนมรรค” คือ เป็นทางไปทางเดียว เฉาพะบุคคล (คนๆ เดียวเท่านั้นป เพื่อให้ได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ (ถึงมรรคผลนิพพาน) คือ</p><p> สตฺตานํ วิสุทฺธยา เืพ่อความบริสุทธ์แห่งสัตว์ทั้่งหลาย </p><p> โสกปริเทวาน์ อตฺถงฺคมาย เพื่อความดับสูญแห่งทุกขืและโทมนัส</p><p> ทุกฺขโทมนสฺสานฺ อตฺถงฺคมาย เืพ่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส</p><p> ญายสฺส อธิคมาย เพื่อบรรลุธรรมที่ควรรุ้ </p><p> นิพฺพานสฺส สจฺฉิริยาย เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง</p><p> - ธรรมที่พึงถือเป็นหลักปฎิบัติ และธรรมที่พึงนำออก ของผุ้บำเพ็ยติปัฎฐาน ธรรม ๒ ประการนี้ าสำคัญมาแก่ผุ้บำเพ็ยสติปัฎฐาน ๔ จะละท้ิงเสียมิได้ ถ้าละทิ้ง ก็เสียกมัมัฎฐาน คือ </p><p> สัปโยธรรม คือธรรมที่ผุ้บำเพ็ยสติปัฎฐานจะพึงถือเป็นหลักปฏิบัติได้แก่ อาตาปี คือ มีความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน ไม่เกี่ยจคร้านไม่ทำย่อหย่อนไม่ทำๆ หยุดๆ เหมือนกิ้งก่า, สัมปชาโน คือ มีความรุ้ตัว ตื่นตัว พร้อมอยู่เสมอ ไม่เผลอตัวตกอยู่ในอำนาจของกิเลสนิวรณ์ ได้แก่ ไม่ง่วง ไม่หลับใน ไม่ฟุ้งซ่า่น ไปนอกเรื่องพระกัมมัฎฐาน เป็นต้น, สติมา คื อมีสติ มีความระลึกำหนดได้ ตามเห้ฯอารมณ์ ือ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ทั้ง ณ ภายในและทั้ง ณภายนอก ได้อยุ่เสมอ ไม่ปล่อยให้จิตไปยึดอารมณ์อื่น </p><p> ปหานงคธรรม คือ ธรรมที่ผุ้บำเพ็ยสติปัฎฐานควรนำออำไปได้แก่ อภิชฌา คือ ความยินดี ได้แก่ ความโลภอยากได้ ยินดี พอใจ ติดอยู่ อาลัยอยู่ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ, โทมนัส คือ ความยินร้าย ได้แก่ พยาบาทนิวรณ์ คือ ความไม่ยินดี ในการประกอบกัมมัฎฐาน เมื่อว่าโดยละเอดียดก็คื อนิวรณ์ ๕ ที่ควรนำออก</p><p> - จำแนกสติปัฎฐาน ๔ และเหตุที่จำแนก สติปัฎฐาน จำแนกดดยอารมร์ป็น ๔ คือ </p><p> กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน สติกำหนดพิจารณาเห็นกายในกาย</p><p> เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน สติกำหนดพิจารณาเห้นเวทนาในเวทนา</p><p> จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน สติกำหนดพิจารณาเห้ฯจิตในจิต</p><p> ธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐานใน สติกำหนดพิจารณาเห้ฯธรรมในธรรม</p><p> เหตุที่ำจแนกเป็น ๔ เพาระ จริต คือความประพฤติเป็นอาจิณ เหมือนความประพฤติชนิดที่เป็นปกติของคนในโลก เม่อรวมเข้ามี ๔ จึงจำแนกสติปัฎฐานเป็น ๔ เพื่อให้สม หรือเป็นคุ่ปรับกับจริต นั้นๆ </p><p> ตัณหาจริตอย่างอ่น คื อเป้ฯผุ้ติกาย มุ่งกายเป็นใหญ่ มักรักสวยรังาม อันเป็นไปตามสมัยนิยม แต่เปลี่ยนแปลง่าย เมื่อเขานิยมกันอย่างไร ก็เปลี่ยนไปอย่างนั้น เป็นคู่ปรับกับ กายานุปัสสนา </p><p> ตัณหาจริตอย่างแรงกล้า คื อเป็นติดเวทนา มุ่งสุขเวทนา เป้นใหญ่ มักพอใจแต่ในความสะดวงสบายอย่างเดียว เปลี่ยนแปลงยาก เพราะมักถือเาอตามความชอบของตน เป็นคู่ปรับกับ เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน</p><p> ทิฎฐิจริตอย่างอ่อน คื อเป็นผุ้ติดจิต มุ่งจิตเป็นหใย๋ มักเหนว่าจิตเท่านั้นเป็นส่ิงสำคัญถ้าจิตไม่ถูกรบกวนให้เดือดร้อนขุ่นมัว ก็เป็นที่พอใจ เป็นคุ่ปรับกับ จิตตานุปัสสนา </p><p> ทิฎฐิจริตอย่างแรงกล้า คือ เป็นผุ้ติดธรรมคืออารมณ์ที่เกิดกับใจ หนักอยุ่ในะรรม มักเห็นว่าธรรมที่เกิดกับจิตเป็นสิ่งสำคัญมักหารเรื่องที่ชอบมาให้จิตนึก เป็นคู่ปรับกับ ธรรมมานุปัสสนา</p><p> </p>
สติปัฎฐาน ๔ (ตอนที่ ๑)
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นุชรัตน์ · 28 เม.ย. 2561
Charee · 28 เม.ย. 2561
ยูมิ · 27 เม.ย. 2561
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์ · 27 เม.ย. 2561
K.Pually · 27 เม.ย. 2561
ณัฐชนันย์ เจริญเกียรติ · 27 เม.ย. 2561
