วันที่ ๔-๕ เมษายน ๒๕๖๑ มีงาน ลปรร. (แลกเปลี่ยนเรียนรู้) ของกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ (CoP) " mini-UKM" ซึ่งจัดต่อเนื่องกันมาถึงครั้งที่ ๑๘ (อ่านที่มาได้ที่นี่) ครั้งนี้จัดที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มี "หัวปลา" ๕ ประเด็นได้แก่ ๑) เทคนิคการสอนแบบอาจารย์มืออาชีพ ๒) การพัฒนา Successor เพื่อสนับสนุนการสร้างคุณภาพอุดมศึกษา ๓) เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อให้ได้รับทุน ๔) Best Practice เรื่องเทคนิคการประเมินผลสัมฤทธิ์ ด้านคุณธรรมจริยธรรม และ ๕) Data analysis for QA development system มีช่วง "ให้อาหารปลา" (ยกระดับความรู้) ๒ ช่วง เป็นการบรรยายพิเศษขององค์ปาฐกเรื่อง "KM beyound 4.0" โดย ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช และก่อนปิดงานเรื่อง "กระทรวงอุดมศึกษา สู่มหาวิทยาลัย 4.0" โดย ศาสตราจารย์คลีนิค นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ...
- KM 1.0 เข้าใจว่า KM เป็นภาระงานเพิ่มเติมที่ฉันต้องทำ
- KM 2.0 เข้าใจว่า KM เป็นส่วนหนึ่งของงานของฉัน
- KM 3.0 เข้าใจว่า KM คือเครื่องมือที่ช่วยฉันทำงาน
- KM 4.0 เข้าใจว่า KM คือเครื่องมือที่ช่วยฉันและองค์กรทำงานของเรา
- เน้นเอาผลผลิตและนวัตกรรมเป็นศูนย์กลาง
- เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชุมชนนักปฏิบัติ (สังคม)
- เน้นพัฒนาที่ตัวคนและทีม ความร่วมมือ โดยใช้ระบบกระจายอำนาจ
- ชุมชนร่วมกันเลือกใช้เครื่องมือต่างๆ
- ใช้ KM ในการทำงานทั้งกับตนเอง เพื่อนร่วมงาน และองค์กร (องค์กรแห่งการเรียนรู้) อย่างเป็นธรรมชาติ
- KM 1.0 เป็น Hard Science เน้นให้ความสำคัญเฉพาะ "วิชาการ" ทฤษฎี ข้อเท็จจริงชัดแจ้ง ให้ความสำคัญเฉพาะความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge, EK) เช่น ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎ ผลการวัด ผลการทดลอง ฯลฯ โดยไม่สนใจความรู้สึกนึกคิดของคนและสังคม
- KM 2.0 เป็น Soft Science สนใจประสบการณ์การเรียนรู้ของคนและระหว่างคนกับคน โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ (tools) ในการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อจะสร้างวัฒนธรรมในการทำงานเชิงราบร่วมกัน... ในระดับ KM 2.0 นี้ กระบวนการ KM ต่าง ๆ อาจยังเป็นรูปแบบ
- KM 3.0 คือความสำเร็จของ KM 2.0 เกิดขึ้นเมื่อการนำ KM Tools มาใช้ต่อเนื่องจนเกิดเป็น "วิถี" (อยู่ในวิถีชีวิต วิถีการทำงาน) เกิดเป็นวัฒนธรรมในการทำงาน มีเป้าหมาย มีกระบวนการตาม SECI Model ครบวงจร ดังนี้
- S (Socialization) คือ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge, TK) ระหว่างกันแบบเผชิญหน้า
- E (Externalization) คือ มีการถอดบทเรียนหรือสกัดความรู้ จากความรู้ฝังลึกไปเป็นความรู้ชัดแจ้ง (เปลี่ยนจาก TK ไปเป็น EK)
- C (Combination) คือ การควบรวมหรือบูรณาการความรู้ชัดแจ้งเข้าด้วยกัน สังเคราะห์เป็นองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ
- I (Internalization) คือ การนำเอาความรู้ชัดแจ้งไปใช้ เกิด(กลาย)เป็นความรู้ฝังลึกในคน
- KM 4.0 ในสไลด์นี้ ท่านสรุปลักษณะของ KM ที่ ศ.นพ.วิจารณ์ บรรยายในฐานะองค์ปาฐกครั้งนี้ ... ดังจะกล่าวต่อไป
- KM beyond 4.0 จะต้องไม่ใช่เพียง การนำเอา KM ไปใช้เป็นวิถี แต่ฝังลึกลงไปในใจ จนกลายอุปนิสัยใฝ่เรียนรู้ (เรียนรู้ตลอดชีวิต) เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้(วัฒนธรรมเรียนรู้) และมีจิตสำนึกความเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging) ในองค์กร ชุมชน สังคม ประเทศ ฯลฯ
- KM คือ การจัดการให้ "ความรู้" ออกฤทธิ์ ส่งผลต่อความสำเร็จของงาน คนได้เรียนรู้มาก องค์กรได้บรรยากาศที่ดี มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กรเรียนรู้
- KM คือ เครื่องมือ ของการเรียนรู้จากการปฏิบัติ สะท้อนคิดร่วมกัน คือการจัดให้มีความรู้พร้อมใช้ในการทำงาน หมุนเกลียวยกระดับความรู้
- KM เป็น Tools, ความรู้เป็น means, End คือ งาน คน และองค์กร
- KM 1.0 สร้างถังใส่ความรู้
- KM 2.0 Human KM , เน้นฝึกทักษะคน เช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง เรื่องเล่าเร้าพลัง AI(Appriciative Inquiry), เปิดใจ ยินดี กล้าแลกเปลี่ยน EK, TK, SECI cycle, BAR, DAR, AAR, ถอดความรู้, Peer Assist เป็นต้น
- KM 3.0 อยู่ในวิถี มีเป้าหมาย ใช้ IT มีการจัดการ "หัวปลา" และสารสนเทศ มีการจัดการความรู้จากภายนอก
- KM 4.0 มี Framework KM (กรอบงาน KM) มีการจัดระบบ คือ จับเป้า ทำเป็นระบบ ทำอย่างเป็นขั้นตอน มีการวัดและการสื่อสาร
- จับเป้า -> มีเป้าหมายที่ยึดกุมภาพใหญ่ ครอบคลุม ทำเล็กแต่ต้องพุ่งเป้าภารกิจหลักขององค์กร จับเป้าจัดการความรู้ที่จะทำให้เป้าหมายที่กำหนดสำเร็จ (Critical K.)
- ทำเป็นระบบ -> มีกรอบงาน KM ที่กำหนดชัดถึง คน ผู้แสดงบทบาทและรับผิดชอบ (roles) กระบวนการที่ช้ (process) ที่เป็นมาตรฐานกลาาง เทคโนโลยี เพื่อหนุนการ ลปรร. และกลไกกำกับดูแล (governance) คือสร้างกติกาและข้อตกลง
- ทำอย่างเป็นขั้นตอน -> มียุทธศาสร์ มีการวางแผน มีการทดสอบ&โครงการนำร่องก่อนการขยายผล และมีการบูรณาการกับงานประจำ
- มีการวัดและสื่อสาร -> ตั้งเป้าหรือผลที่คาดจะได้รับ มีการสร้างวิธีวัด สื่อสารผล และสร้างการยอมรับ ทำให้เกิดพลังมวลชน เกิดพลังนโยบาย
- K Engineer : กำหนด critical knowledge, ถอดความรู้, จัดระบบ K. Assets, จัดประเมินความรู้
- Lessons-Learned Facilitator : จัดการประชุม, จัดเสวนาจนความรู้สำคัญ "โผล่", ตรวจจับความรู้, ทำเป็นเอกสารที่ใช้ง่าย (Lessons Management Systems), ติดตามผลการใช้งาน สู่การเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงาน
- Learning Historian: สัมภาษณ์เก็บข้อมูล, กลั่นกรองร้อยเรียง, เขียนเป็นพรรณนาโวหาร, ตรวจจำความแม่นยำ, เผยแพร่
- K Base Publisher: เขียนบทความเผยแพร่ออกภายนอก
สไลด์สุดท้าย ท่านสรุปว่า KM beyond 4.0 จะทำให้เกิดผลลัพธ์/ผลกระทบที่ต้องการ มีเป้าหมายชัด มีการจัดการอย่างเป็นระบบ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการองค์กร มีการวัดและปรับตัวสม่ำเสมอ เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
- ระดับ ๑ ได้เพียงองค์ความรู้ คลังความรู้ หรือถังใส่ความรู้ ซึ่งอาจจะเก็บอยู่ในลักษณะฐานข้อมูล
- ระดับ ๒ เกิดกิจกรรมหรือกระบวนการจัดการความรู้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการใช้ KM เป็นเครื่องมือในรูปแบบ เป็นทางการ
- ระดับ ๓ เกิดเป็นวิถีในการทำงาน มีกระบวนการ SECI ครบวงจร อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นวิถีในการดำเนินชีวิต
- ระดับ ๔ เป็นวิถีในชีวิต มีกรอบการทำ KM มีเป้าหมายชัดเจน มีระบบ มีขั้นตอน มีการวัดและสื่อสาร เป็นนโยบายขององค์กร
- ระดับ ๕ เกิดผลลัพธ์บรรลุตามเป้าหมายของงาน เกิดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ ระดับบุคคลเกิดอุปนิสัยใฝ่เรียนรู้ ระดับองค์กรเกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ บุคลากรเกิดจิตสำนึกรักและเป็นเจ้าขององค์กร
- KM ไม่ใช่สุกี้ ที่ ๓ นาทีพร้อมทาน
- KM ไม่ใช่เกมเศรษฐี ไม่มีสูตรสำเร็จ
- KM จะต้องพบกับความไม่ราบรื่นแน่นอน...
- ฯลฯ
รองอธิการ มรภ.สวนสุนันทา กล่าวเปิดงาน
รศ.นพ.จิตเจริญ ไชยาคำ BAR พาเข้าสู่กระบวนการ




ขอบคุณที่อธิบายเรื่อง KM ค่ะ