บันทึกชุด ปรับปรุงการสอนเล็กน้อย ได้ผลยิ่งใหญ่ นี้ ตีความจากหนังสือ Small Teaching : Everyday Lessons from the Science of Learning (2016) เขียนโดย James M. Lang
ตอนที่ ๑๑ ปรับปรุงการสอนขนานใหญ่ ตีความจากบทที่ 9 Expanding ซึ่งหมายความว่าในตอนก่อนๆ เน้นเรื่องการปรับปรุงการสอนเล็กๆ น้อยๆ แต่บันทึกที่ ๑๑ นี้กลับเป็นเรื่องปรับปรุงการสอนภาพใหญ่ (big teaching) ซึ่งสามารถทำในระดับเล็กๆ ก็ได้ด้วย
คำนำ
เขาเริ่มต้นด้วยการเล่าวิธีการสอนวิชา Microfinance ของ Professor Cary LeBlanc ที่ใช้วิธีการสอนฉีกแนวไปจากการสอนในมหาวิทยาลัยแบบเดิมๆ ไปโดยสิ้นเชิง
เริ่มจากหลักการ ๘๐ : ๒๐ คือให้นักศึกษาร่วมกันกำกับการดำเนินการตามหลักสูตรร้อยละ ๒๐ อีกร้อยละ ๘๐ กำกับโดยอาจารย์ ทำโดยในคาบแรกอาจารย์มอบ เอกสารชี้แจงรายวิชา (course syllabus) แก่นักศึกษาทุกคน รวมทั้งอธิบายสาระสำคัญของเอกสารดังกล่าว และแบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่มให้ร่วมกันคิดว่า อยากให้ปรับปรุงการเรียนของรายวิชาอย่างไร เมื่อจบคาบมอบหมายได้ไปปรึกษากันแล้วนำมาเสนอต่อชั้นเรียนในคาบที่สอง โดย ๒ กลุ่มได้รับมอบหมายให้ไปปรับปรุงกำหนดการเรียน หนึ่งกลุ่มกำหนดวิธีการประเมินผล และกลุ่มสุดท้ายกำหนดวิธีการสื่อสารระหว่างนักศึกษา และวิธีการที่นักศึกษาสื่อสารกับอาจารย์ผู้สอน
นั่นคือวิธีทำให้นักศึกษาเป็นเจ้าของรายวิชา เพื่อการเรียนรู้ของตนเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ รูปแบบหนึ่ง
แต่การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นคือ นักศึกษาจะเรียนเรื่อง microfinance โดยการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงินแก่คนที่ฐานะไม่ดี เข้าไม่ถึงระบบการเงินตามปกติ ซึ่งมักทำกันในประเทศด้อยพัฒนา
ศาสตราจารย์ LeBlanc อาศัยจุดแข็งที่ท่านสอนในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นสถาบันของวงการศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ติดต่อกับวงการคาทอลิกในประเทศฟิลิปปินส์ หาหุ้นส่วนทำธุรกิจ microloan ให้แก่คนยากจนในฟิลิปปินส์ โดยเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับนักศึกษาในรายวิชา
นักศึกษาทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ภายในมหาวิทยาลัยและชุมชนใกล้เคียง เชิญชวนให้เข้าร่วมลงทุนในธุรกิจ microloan เท่ากับได้เรียนรู้การระดมทุน
หลังจากนั้น นักศึกษาร่วมกันกำหนดอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการให้กู้ และการจัดการต่าง ๆ และหลังจากนั้น นักศึกษาจะร่วมกับหุ้นส่วนในฟิลิปปินส์ ในการตัดสินใจว่าจะให้/ไม่ให้กู้แก่ผู้ยื่นขอกู้รายใดบ้าง
กลุ่มนักศึกษาทำธุรกิจนี้เพื่อเป้าหมาย ๓ อย่าง คือ (๑) เพื่อการเรียนรู้ของตน ที่เป็นการเรียนจากการปฏิบัติงานจริงๆ (๒) ช่วยอาจารย์พัฒนาวิธีจัดการเรียนรู้ในรายวิชาแนวใหม่ ที่เป็นนวัตกรรม แตกต่างจากการเรียนแบบเก่าโดยสิ้นเชิง เป็น big teaching และ (๓) ฝึกเป็นนักนวัตกรรม กล้าใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ทำสิ่งแปลกใหม่ ที่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ มีความหมายต่อโลก
Macro teaching แนวนี้ เป็นการขยายขอบเขตของ “การเรียนการสอน” สู่ขอบฟ้าใหม่ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ผมเคยเขียนบันทึกเล่าเรื่อง macro teaching ของไทยไว้อย่างน้อย ๑ เรื่อง ที่ (๑)
กิจกรรมของศาสตราจารย์ LeBlanc เป็น big teaching จริงๆ เพราะท่านลงแรงลงเวลามากในการเตรียมออกแบบรายวิชานี้ คือลงทุนเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ในปี ค.ศ. 2013 เพื่อพูดคุยหารือกับคนในวงการคาทอลิก และแสวงหาหุ้นส่วนธุรกิจ และเดินทางไปฟิลิปปินส์อีกในปี 2015 เพื่อพบกับผู้ขอกู้ ซึ่งจะเห็นว่า นักศึกษาเรียนโดยทำธุรกิจจริง โดยมีอาจารย์คอยทำหน้าที่ให้ scaffolding ระแวดระวังอยู่ตลอด เพราะนักศึกษายังเป็นมือใหม่ อ่อนหัด
สามแนวทางของการปรับปรุงการสอนขนานใหญ่
รูปแบบของการนำเสนอในบันทึกที่ ๑๑ นี้ จะแตกต่างไปจากเดิม คือ นำเสนอรูปแบบ หลักการ และการจัดสรรทรัพยากรไปพร้อมๆ กัน โดยที่ทั้งสามแนวทางเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ฉีกแนวไปจากแนวทางเดิมๆ
การเรียนโดยทำกิจกรรม (Activity-Based Learning, ABL)
แหล่งค้นคว้าสำหรับ Activity-Based Learning ได้แก่ เว็บไซต์ ABLConnect ของมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด (http://ablconnect.harvard.edu)
Activity-Based Learning ต่างจาก Active Learning ตรงที่ Active Learning เป็นรูปแบบการเรียนที่นักศึกษาตื่นตัวมีการถาม ตอบ หรือทำกิจกรรม เป็นระยะๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับ Passive Learning ที่นักศึกษานั่งฟังและจดการบรรยายของอาจารย์ ส่วน Activity-Based Learning นักศึกษาร่วมในกิจกรรมภาคสนาม บริการชุมชน วิจัยชุมชน และฝึกงาน เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา รายวิชา microfinance ของศาสตราจารย์ LeBlanc จึงเป็น Activity-Based Learning ที่เข้มข้นมาก กิจกรรมที่ทำจะช่วยให้นักศึกษาเกิดความรู้และทักษะตามเป้าหมายการเรียนรายวิชานั้น ย้ำว่าวิธีเรียนแบบนี้จะช่วยให้นักศึกษาได้ทั้งความรู้ทฤษฎีและความรู้ปฏิบัติ
ในการเรียนแบบนี้ นักศึกษาต้องอ่านหรือค้นคว้าความรู้เชิงทฤษฎีเอง สำหรับนำมาใช้ในภาคปฏิบัติ โดยนักศึกษาจะต้องพบปะผู้คน เจรจาต่อรอง ตัดสินใจดำเนินการ ตัวอาจารย์ทำหน้าที่โค้ช คอยให้คำแนะนำป้อนกลับเป็นระยะๆ
การเรียนโดยทำกิจกรรม อาจเป็นเพียงส่วนย่อยของรายวิชา James Lang สอนสาขาวรรณคดี และมีรายวิชาว่าด้วยการเขียนเกี่ยวกับสถานที่ James Lang จัดนักศึกษาเป็นกลุ่ม ให้แยกย้ายกันไปหาข้อมูลสถานที่ลี้ลับในมหาวิทยาลัย นำมาเสนอต่อชั้นเรียน แล้วร่วมกันเขียนเรื่องสถานที่ลี้ลับในมหาวิทยาลัย ลงตีพิมพ์ในจดหมายข่าวของมหาวิทยาลัย โดยอาจารย์ไปติดต่อบรรณาธิการไว้ล่วงหน้าว่าจะส่งบทความไปลง และการ ร่วมกันเขียนบทความทำได้ง่ายโดยใช้ Google doc กรณีของ James Lang เป็นการประยุกต์ Activity-Based Learning แบบ small teaching แตกต่างจากที่ใช้ในวิชา microfinance ของศาสตราจารย์ LeBlanc ที่เป็น big teaching
หลักการ มอบหมายงานหรือโจทย์ให้นักศึกษาทำสิ่งที่คนทำงานทำโดยใช้ความรู้และทักษะตามที่อาจารย์ตั้งเป้าให้นักศึกษาเรียน ดังกรณีนักเขียนใช้ทักษะเชิงพื้นที่เขียนบทความท่องเที่ยวส่งให้หนังสือพิมพ์หรือวารสาร และ James Lang นำมามอบหมายให้นักศึกษาเขียนเรื่องสถานที่ลี้ลับในมหาวิทยาลัย
คนในวงการตลาดเขียนโฆษณาให้คนลงทุนหรือซื้อสินค้า และศาสตราจารย์ LeBlanc นำมามอบหมายให้นักศึกษาวิชา microfinance รณรงค์หาผู้ลงทุนในกิจการให้กู้ยืมแบบ microlending ในประเทศฟิลิปปินส์
เขาแนะนำให้อาจารย์เสาะหาภายนอกรายวิชาว่ามีอะไรบ้างที่สามารถนำเข้ามาใช้ในรายวิชาได้ ตัวอย่างดีๆ มีที่เว็บไซต์ ABLConnect และในหนังสือ Engaging Ideas : The Professional’s Guide to Integrating Writing, Critical Thinking, and Active Learning in the Classroom
การเรียนแบบรับใช้สังคม (Service Learning)
ที่จริงการเรียนแบบรับใช้สังคมคือรูปแบบหนึ่งของการเรียนโดยทำกิจกรรม ที่มีมิติของการทำงานรับใช้สังคมอยู่ด้วย เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่นอกจากนักศึกษาได้เรียนทั้งตัวความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะในการประยุกต์ใช้ความรู้แล้ว ยังได้เรียนรู้ในมิติจิตวิญญาณ คือการทำเพื่อผู้อื่นหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอีกด้วย ซึ่งนักศึกษาจะได้รับประโยชน์ด้านแรงจูงใจต่อการเรียน จากการมีเป้าหมายทำเพื่อประโยชน์ที่เหนือประโยชน์ส่วนตัว (transcendental purpose)
การเรียนแบบรับใช้สังคม เป็นการใช้พลังของนักศึกษาซึ่งเป็นคนหนุ่มสาว ทำประโยชน์ให้แก่สังคมหรือชุมชน และช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้สังคมหรือชุมชนที่ตนไปเรียนแบบรับใช้ไปในตัว โดยอาจได้ทำความเข้าใจการเมืองในพื้นที่ ได้เข้าใจความคิดของคนอื่น เห็นความแตกต่างหลากหลายในสังคม ได้เข้าใจลึกถึงความหมายของสาระความรู้ ในบริบทของสภาพชีวิตจริงนั้นๆ
วิธีประยุกต์ใช้การเรียนแบบรับใช้สังคม มีได้ ๒ แบบ แบบแรกคือที่ยกตัวอย่างไปแล้ว คือเรียนแบบทำกิจกรรม โดยที่กิจกรรมนั้นเป็นการรับใช้สังคมไปในตัว รูปแบบที่ ๒ กำหนดให้นักศึกษาไปทำงานรับใช้สังคมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่เนื้องานต้องใช้ความรู้ในรายวิชา
ประเด็นสำคัญของการเรียนรู้โดยทำกิจกรรม และการเรียนแบบรับใช้สังคมคือ นักศึกษาต้องได้ไตร่ตรองสะท้อนคิด (reflection) เป็นระยะๆ เพื่อทบทวนการเรียนรู้ของตน อาจารย์ต้องตั้งคำถามให้นักศึกษาไตร่ตรองสะท้อนคิด ออกมาเป็นบันทึกการเรียนรู้ รวมทั้งจัดเวลาให้ได้ไตร่ตรองสะท้อนคิดร่วมกันด้วย เพื่อให้นักศึกษาได้ฟังการตีความของเพื่อน ซึ่งบางส่วนคิดต่างจากตน
หลักการ การจัดการเรียนแบบรับใช้สังคมในปัจจุบันทำไม่ยาก เพราะมหาวิทยาลัยอยู่ในยุคที่จะต้องทำงานแบบหุ้นส่วน (engagement) กับสังคม, พื้นที่, หรือชุมชน บางมหาวิทยาลัยมีหน่วยงานสนับสนุนการทำงานกับหุ้นส่วน ที่จะช่วยแนะนำพื้นที่ ชุมชน หรือองค์กรที่จะเข้าไปร่วมมือได้ หากไม่มีหน่วยงานดังกล่าว เวลานี้ในแต่ละมหาวิทยาลัยมักจะมีอาจารย์ที่จัดการเรียนการสอนแบบนี้อยู่แล้ว ที่จะไปขอคำแนะนำได้ นอกจากนั้นยังมีคำแนะนำในหนังสือ Service Learning Essentials : Questions, Answers, and Lessons Learning (2014)
เกมและบทบาทสมมติ (simulations)
คนคิดวิธีสอนแบบนี้เมื่อ ๒๐ ปีเศษมาแล้วชื่อ Mark Carnes ได้ทดลองพัฒนาวิธีการชื่อ Reacting to the Past (https://reacting.barnard.edu) อันทรงชื่อเสียง และเขียนหนังสือ Minds on Fire : How Role-Immersion Games Can Transform College (2016)
เกมคือการแข่งขัน ประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนโดยแบ่งนักเรียนเป็นสองหรือหลายทีม ให้แสดงบทบาทสมมติเป็นตัวละครตามเรื่องราวของเรื่องในวิชาเรียน เช่นในการเรียนวิชาประวัติศาสตร์หลังการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส อาจารย์แบ่งนักศึกษาออกเป็นทีม ให้แต่ละทีมแสดงบทบาทของกลุ่มการเมืองหนึ่งหลุ่มในช่วงนั้น เพื่อต่อสู้กับกลุ่มการเมืองกลุ่มอื่น โดยจะต้องค้นคว้าเรื่องราวรายละเอียดในประวัติศาสตร์จากเอกสารคู่มือเกมที่อาจารย์รวบรวมข้อมูลมาจากหลายแหล่ง แต่ในความเป็นจริงนักศึกษาอาจเอาจริงเอาจังมาก และไปค้นคว้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมเพื่อแสดงบทได้เฉียบขาด กติกาสำคัญคือผลลัพธ์สุดท้ายไม่จำเป็นต้องตรงกับความจริงในประวัติศาสตร์ นักศึกษาสามารถจินตนาการผลลัพธ์ของการต่อสู้ทางการเมืองขึ้นใหม่ คือให้ฝ่ายของตนชนะ แต่ต้องแสดงให้สมเหตุสมผล และอิงข้อมูลในประวัติศาสตร์
เกมนี้ใช้เวลา ๓ - ๖ สัปดาห์ จึงอาจเล่นได้ ๒ เกมในหนึ่งภาคเรียน แต่ในช่วงหลังๆ มีการค้นคิดวิธีจัดให้สั้นลง โดย Reacting Consortium (https://reacting.barnard.edu/consortium) จนอาจมีเกมที่ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียว หรือบางกรณีเพียงคาบเดียว
อาจารย์ทำหน้าที่สังเกต ประเมิน และหากจำเป็นอาจเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้เกมดำเนินไปได้ (แต่ควรระมัดระวัง และใช้น้อยที่สุด) แน่นอนว่า อาจารย์ทำหน้าที่ให้คะแนนจากผลงานข้อเขียน หรือถ้อยคำบทปราศรัยของนักศึกษาแต่ละคนในชั้นเรียน
การสอนแบบนี้ประยุกต์ใช้ได้ในทุกสาขาวิชา แต่เป็นวิธีที่เริ่มต้นยาก ในสหรัฐอเมริกาจึงมี Consortium ที่กล่าวแล้ว เพื่อให้อาจารย์ที่ต้องการใช้วิธีสอนแบบนี้ได้ช่วยเหลือกัน และ Reacting Consortium มีการจัดประชุมวิชาการประจำปีทุกปี เพื่อให้คนที่คิดเกมใหม่ได้นำเสนอ และให้เพื่อนอาจารย์ได้ช่วยแนะนำติชม รวมทั้งให้อาจารย์มือใหม่ได้เรียนรู้เกมที่มีอยู่แล้วและนำไปใช้ James Lang เล่าว่า ท่านได้ไปร่วมประชุม และได้ทดลองเป็นนักเรียนในเกมหนึ่งซึ่งใช้เวลา ๒ วัน เป็นช่วงเวลาที่สนุก มีพลังสุดสุดในชีวิต
มีการวิจัยทำความเข้าใจว่าการเรียนโดยเล่นเกมบทบาทสมมติมีผลดีต่อการเรียนอย่างไร อธิบายว่า เพราะจะเล่นเกมได้ ต้องศึกษาทำความเข้าใจเนื้อหาสาระอย่างถ่องแท้ และที่สำคัญยิ่งคือ เข้าใจว่าเนื้อหาสาระนั้นสอดคล้องกับชีวิตจริงหรือความเป็นจริงอย่างไร (relevance) และการเล่นเกมเป็นการมีเป้าหมาย การเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายจึงเป็นการเรียนรู้ที่มีพลังยิ่ง มีแรงจูงใจสูงยิ่ง
ขอย้ำว่า การให้คะแนนคิดที่ความเอาจริงเอาจังและผลงานรายบุคคล
หลักการ ที่จริงวิธีการเรียนด้วยเกมและบทบาทสมมติเริ่มมากว่า ๒๐ ปี มีการคิดเกมออกมามากมาย ได้รับการทดสอบโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมาก เข้าไปค้นได้ในหนังสือและเว็บไซต์ที่กล่าวแล้ว นอกจากนั้น James Lang ยังแนะนำ เกม Sniffy the Virtual Rat สำหรับวิชาจิตวิทยา, และเกม Budget Hero สำหรับวิชางบประมาณรัฐบาล
โปรดสังเกตว่า การเรียนโดยการเล่นเกมและแสดงบทบาทสมมติ ไม่ใช่เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือวิดีโอเกม
วิจารณ์ พานิช
๘ มี.ค. ๖๑