เมื่อวันที่ 16  มีนาคม 2561  ผมและทีมงานมีเวทีพบปะกับนิสิต จำนวน 42 คนที่จะเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ “เทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ 21”  ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ  อันเป็นความร่วมมือของสถาบันในเครือเทา-งาม จำนวน 5 สถาบัน นั่นคือ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ  ม.บูรพา ม.นเรศวร  ม.มหาสารคาม และ ม.ทักษิณ  (เจ้าภาพ)

การพบปะที่ว่านี้ จริงๆ ก็คือการ “ปฐมนิเทศ”  นั่นแหละ เพียงแต่เลี่ยงวาทกรรมเชิงทางการ  เพื่อให้สอดรับกับแนวคิดอันเป็นกระบวนการในแบบ “บันเทิงเริงปัญญา” –

ในเวทีดังกล่าว  ผมไม่ได้ทำกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง  ตรงกันข้ามคือมอบหมายทีมงานให้ขับเคลื่อนร่วมกัน  โดยผันตัวเองมาเป็นเหมือน “กุนซือ”  ประเมินผลและหนุนเสริมอยู่ใกล้ๆ อย่างเงียบๆ

ในบรรดาการเตรียมความพร้อมมีหลายประเด็น อาทิ  ความเป็นมาของกิจกรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน  แนวปฏิบัติและหลักการเรียนรู้ที่สำคัญๆ  ทิศทางและรูปแบบของการเรียนรู้  บริบทของจังหวัดสงขลา –

เบื้องต้น ทีมงานยังคงเดินตามขนบเดิมๆ  คือการประเมินความคาดหวังก่อนการเข้าร่วมโครงการฯ  หรือกระบวนการปรับความคาดหวังในแบบ (Before Action Review : BAR) ที่ประกอบด้วยคำถามผ่านบัตรคำอันคุ้นชิน เช่น  นิสิตมีความคาดหวังใดในการเข้าร่มกิจกรรมในครั้งนี้บ้าง ? 

ครับ- ผมว่าพวกเขาก็พยายามมาโดยตลอดที่จะเป็นนักจัดการเรียนรู้  ซึ่งในบางเวทีก็ทำได้ดีอย่างเหลือเชื่อ  ขณะที่บางทีก็จืดกร่อยไร้พลัง  แต่ก็อย่างว่า  มันไม่มีอะไรดีเลิศ หรือสมบูรณ์แบบเสียทั้งหมด  เพียงแต่ว่าเราทุกคนต้องรู้ดีว่าในแต่ละครั้งมีพัฒนาการอย่างไร  และมีการสังเกตหรือไม่ว่าบรรยากาศเป็นเช่นใดกันบ้าง  หรือควรปรับแต่งเช่นใด  เพื่อให้บรรยากาศในเวทีนั้นดูรื่นรมย์ในแบบบันเทิงเริงปัญญา –

โดยส่วนตัวแล้ว  ผมมองว่าเวทีครั้งนี้ออกอากาศอืดเอื่อยอยู่บ้าง  เพราะหลายคนในเวทีเคยพบเจอกระบวนการเช่นนี้มาบ่อยครั้งแล้ว  ถึงแม้จะมีเพลงคลอเบาๆ ก็เถอะ  หลายต่อหลายคนก็เหมือน “ดื้อยา”  อยู่มากโข  พลอยให้ผมตัดสินใจหนุนเสริม  หยิบจับเอาสถานการณ์ตรงนั้นมาสู่กระบวนการบันเทิงเริงปัญญาในแบบฉบับของผม 

กล่าวคือ – ผมให้นิสิตแต่ละคนพลิกบัตรคำอีกข้างขึ้นมา  โดยเชื้อเชิญให้แต่ละคนได้วาดภาพ “รูปหน้า” ตัวเอง เน้นภาพเหมือนมากกว่าภาพล้อเลียน  ด้วยการเน้นย้ำว่า นอกจากภาพรวมของรูปหน้าแล้ว ขอให้แต่ละคนได้เน้นจุดเด่นของรูปหน้าตัวเองให้เด่นชัดเป็นพิเศษ  ไม่ว่าจุดนั้นจะเป็นสิ่งที่ชอบ  หรือไม่ชอบก็เถอะ

ด้วยเวลาอันจำกัด  ผมไม่ได้ใช้เวลาอันยืดยาวนัก  ผมกำหนดด้วยเงื่อนไข 3 เพลง  เฉลี่ยแล้วก็น่าจะไม่เกิน 15-18 นาที ...สังเกตเห็นได้ชัดว่าแต่ละคนดูตื่นตัวมีชีวิตชีวามากขึ้น เริ่มมีเสียงสรวลเสเฮฮาเป็นระยะๆ  บางคนเริ่มเมียงมองภาพวาดของเพื่อนข้างๆ มีทั้งที่ตั้งคำถามหยิกแซว  และหัวเราะออกมาแบบน่าหยิก !

 

ในช่วงที่นิสิตวาดภาพอยู่นั้น  ผมเดินสังเกตการณ์แบบเนียนๆ  ดูทั้งที่เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ของนิสิตและผลงาน “ลายเส้น”  ของนิสิต (555) แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะโฟกัสใครคนใดคนหนึ่ง   รวมถึงการหลีกหลบที่จะถามทักในขณะที่นิสิตกำลังวาดภาพ  เพราะไม่อยากรบกวนสมาธิ พร้อมๆ กับการให้เกียรติต่อพื้นที่ตรงนั้นของเขา –

ครั้นพอวาดเสร็จก็เชื้อเชิญให้แต่ละคนออกมาเล่าเรื่องภาพที่วาดให้เพื่อนฟัง  โดยประกอบด้วยประเด็นสำคัญคือภาพรวมของรูปหน้า และจุดเด่น  หรือจุดสำคัญในรูปหน้า  (ดวงหน้า)  โดยไม่รวมให้นิสิตได้บอกเล่า/อธิบายเหตุผลประกอบ  แต่ก็มิได้เปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้ซักถาม  กระนั้นก็ยังมีการร้องแซวกันเป็นระยะๆ  พลอยให้ผมรู้สึกว่ากระบวนการเรียนรู้แบบบันเทิงเริงปัญญาได้เริ่มสำแดงเดชแล้ว....

 


จากนั้นไม่นานนัก  ผมและเจ้าหน้าที่ก็เดินเก็บบัตรคำ BAR และภาพวาดเหล่านั้น  ซึ่งใครๆ คาดคิดว่าจะปิดเวทีประเด็นนี้แล้วนำเข้าสู่กระบวนการอื่นๆ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ผมสังเกตว่าส่วนใหญ่ยังคงเหมือน “ติดพัน” (อารมณ์ค้าง)  กับกระบวนการที่ว่านั้น  ด้วยเหตุนี้จึงหาตัวแทนจากแถวที่นั่งทั้งสองแถวมาแถวละ 1 คน  โดยให้สุ่มเลือกบัตรคำมาคนละ  1 แผ่น  จากนั้นก็นำกลับไปหารือกับเพื่อนในแถว/แถวเพื่อวิเคราะห์ว่าภาพที่ปรากฏในบัตรคำนั้นหมายถึงใคร...

ครานี้ละครับ  เสียงแห่งความสนุกสนานเริ่มกังวานดังขึ้นเป็นเท่าตัว  ต่างฝ่ายต่างวิเคราะห์ว่าใครคือคนที่อยู่ในภาพ  ซึ่งผมก็จำไม่ได้หรอกว่าภาพที่ว่านั้นคือใคร ?

 


สารภาพว่าผมออกอาการขู่เล็กๆ ว่าฝ่ายใดทายผิด จะมีบทลงโทษด้วยการหักเบี้ยเลี้ยง  เท่านั้นแหละครับเสียงฮือฮาก็ก้องกระหึ่งขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนจะเอาจริงเอาจังในการโสเหล่มากกว่าเดิม  จนในที่สุดก็นำมาสู่การเฉลย  โดยเริ่มจากการบอกว่าคนในภาพนั้นคือใคร  ซึ่งเป็นที่น่าชื่นใจทั้งสองฝ่ายสามารถวิเคราะห์ฟันธงได้อย่างถูกต้อง

ครับ- นี่เป็นอีกหนึ่งกระบวนการเรียนรู้เพื่อละลายพฤติกรรมของนิสิตก่อนการเดินทางมายังเทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ 21  เป็นกระบวนการแดกดิบฉุกเฉินที่ผมก้าวเข้าไปหนุนเสริมการทานของลูกทีมแบบไม่ได้นัดหมาย เพื่อเติมเต็มบรรยากาศการเรียนรู้ให้ดูรื่นรมย์มากขึ้น  โดยมิมีเจตนาจะก้าวก่าย  หรือเพิ่มความรกรำคาญให้ลูกทีมและนิสิต  รวมถึงการก้าวล้ำให้เวลาล่วงเลยไปอย่างไร้ประโยชน์

 

ที่สุดแล้ว  ก็ด้วยเวลาอันจำกัด  ผมก็ไม่ได้สรุปแก่นสารของกระบวนการดังกล่าวอย่างละเอียดนัก  แต่ย้ำให้นิสิตได้เปิดใจทบทวนดูว่าได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการที่ผมนำมาสร้างเป็นโจทย์การเรียนรู้  

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ผมพูดสั้นๆ แต่เพียงว่าการเป็นกระบวนกรก็จำต้องประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ต้องกล้าพอที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการ  หรือหยิบจับเอาสถานการณ์ตรงหน้ามาออกแบบเป็นโจทย์การเรียนรู้ เพื่อก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้

 

ในส่วนของนิสิต  ผมก็พูดสั้นๆ แบบกว้างๆ ในสไตล์ของผมประมาณว่า  “นี่อาจเป็นอีกกระบวนการของการวิเคราะห์อัตลักษณ์ ศักยภาพของตัวเอง  เป็นการสกัดความเป็นตัวตนของตัวเองออกมาสื่อสารเปิดเปลือยกับคนอื่นผ่านรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นทัศนศิลป์ วรรณศิลป์บนฐานของการสื่อสารสร้างสรรค์  ผูกโยงถึงการฝึกที่จะวิเคราะห์ตัวตนคนอื่นที่กำลังจะเดินทางไปทำงานร่วมกัน  เช่นเดียวกับการเกริ่นกล่าวว่านิสิตสามารถนำเอากระบนการนี้ไปบันทึกการเรียนรู้ด้วยตนเองในค่าย “เทางาม-สัมพันธ์ ครั้งที่ 21”  อย่างไม่ต้องกังขา

 

ครับ นี่คืออีกหนึ่งกระบวนการที่ผมก้าวเข้าไปหนุนเสริมลูกทีมและนิสิตแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย  เพื่อให้กระบวนการบันเทิงเริงปัญญามีตัวตนและสัมฤทธิ์ผลจริงๆ

ใช่ครับ – จะว่าไปแล้ว กระบวนการนี้ก็เป็นอีกหนึ่งของกระบวนการ “รู้จักฉันรู้จักเธอ”  ที่ผมชอบทำและเขียนถึงบ่อยๆ  นั่นเอง

 ...

 


เก็บตกวิทยากร
เขียนเมื่อ 28 มีนาคม 2561
คุ้มไทรงาม : เกาะยอ
สงขลา