เหตุเกิดแห่งความรักตามหลักพระพุทธศาสนา

          พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอาศัยอยู่ในเมืองสาเกต ทรงปรารภสาเกตพราหมณ์รวมถึงพราพราหมณีที่เคยเป็นมารดาบิดาพระองค์มา   ได้ตรัสพระคาถา  ว่า

                        ปุพเพว   สนฺนิวาเสน        ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา     เอวนฺตํ   ชายเต   เปมํ    อุปฺปลํว  ยโถทเกติ ฯ                    

 ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุสองประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อนประการ ๑  ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน  ประการ ๑ เหมือนดอกอุบล เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดได้ เพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือน้ำและเปือกตม ฉะนั้น 

          ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีหมู่ภิกษุแวดล้อม กำลังเสด็จเข้าไปในเมืองสาเกตเพื่อบิณฑบาตอยู่นั้น  มีพราหมณ์แก่คนหนึ่งชาวเมืองสาเกตุกำลังเดินออกไปภายนอกพระนคร พอเขาได้เห็นพระองค์ที่ระหว่างประตู  ก็ตกตะลึงหมอบลงแทบพระบาทยุคลและกอดข้อพระบาททั้งคู่ไว้แน่นพร้อมกับกราบทูลด้วยความดีใจและร้องไห้สะอึกสะอื้นพร่ำทูลว่า  “ลูกเอ๋ย ธรรมดาว่าลูกสมควรจะต้องปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ในยามแก่ชรามิใช่หรือ  เพราะเหตุไรหนอ พ่อจึงไม่ได้พบหน้าของลูกมานานแสนนาน ตอนนี้ พ่อได้พบลูกแล้ว ขอให้ลูกตามพ่อไปพบแม่ของลูกด้วยเถิด” จากนั้น ได้พาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปเยี่ยมที่บ้านของตน

          พระบรมศาสดาได้เสด็จไปที่เรือนของพราหมณ์คนนั้นพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ ทรงประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ  ฝ่ายนางพราหมณี พอได้ยินข่าวว่า บัดนี้ ลูกของเราได้มาเยี่ยมแล้ว จึงรีบออกมาหมอบแทบพระบาทยุคลของพระบรมศาสดาแล้วร่ำไห้ทูลว่า   “พ่อทูลหัวของแม่เอ๋ย  หายหน้าไปไหนตั้งนานละลูกเอ๋ย ธรรมดาว่าลูกมีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ผู้แก่ชรามิใช่หรือ?”  จากนั้น ทั้งคู่รีบบอกให้บุตรธิดาพากันมาไหว้ด้วยสั่งว่า “พวกเจ้าจงมาไหว้พี่ชายของเจ้าเสีย” พราหมณ์สองผัวเมียดีใจมาก ได้พากันถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์  ครั้นเสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้า ได้ตรัสชราสูตรแก่พราหมณ์สองผัวเมีย ในเวลาจบพระสูตร คนทั้งสองได้บรรลุอนาคามิผล พระพุทธองค์เสด็จลุกจากอาสนะกลับไปยังพระวิหารอัญชนวันตามเดิม ในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปสู่วิหาร ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลถามว่า   “ โก นุ โข ภควา เหตุ       เอกจฺเจ อิธ ปุคฺคเล   อตีว หทยํ นิพฺพาติ       จิตฺตญฺจาปิ ปสีทติ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุไรหนอ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ พอเห็นกันเข้าก็เฉย ๆ หัวใจก็หมางเมิน แต่บางคนพอเห็นกันเท่านั้นก็เกิดความรัก ” ( คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ พอได้เห็นกันแค่เพียงครั้งแรกเท่านั้นก็เกิดความรักความผูกพันปานประหนึ่งว่ารักกันมานานแสนนาน เหมือนกับคนเอาน้ำหอมตั้งพันหม้อมารดราดที่หัวใจ  ส่วนคนบางคน พอได้เห็นกันครั้งแรกก็เหมือนจุดไฟเป็นพันกองไว้ในหัวใจ เกิดความรู้สึกไม่พอใจกันอย่างไม่มีเหตุผล หรือเกลียดกัน )  

          ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งความรักแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า “ ปุพฺเพว   สนฺนิวาเสน    ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา   เอวนฺตํ   ชายเต   เปมํ     อุปฺปลํว  ยโถทเกติ ฯ  ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุสองประการ  คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อนประการ ๑  ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบันประการ ๑ เหมือนดอกอุบล เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดได้ เพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ  คือ น้ำและเปือกตม  ฉะนั้น”  ( คือ ธรรมดาความรักนี้ ย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือได้เคยเกิดเป็นมารดา บิดา ธิดา บุตร พี่ น้อง สามี ภรรยา หรือมิตรสหายกันมาในภพก่อน เคยอยู่ร่วมกันมาในภพก่อน ความรักนั้นยังคงติดตามไปแม้ในภพอื่น เพราะการอยู่ร่วมกันในกาลก่อนอย่างหนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่ง ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะความเกื้อกูลกันในปัจจุบันอันได้ทำในอัตภาพนี้ ความรักนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุผล ๒ ประการนี้ เปรียบเหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำก็เกิดได้เพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือน้ำและเปือกตม ฉันใด ความรักก็ย่อมเกิดด้วยเหตุสองประการ ฉันนั้น

            พระศาสดา ตรัสว่า  “พราหมณ์และพราหมณีผู้เป็นมารดาบิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นชนทั้งสองในบัดนี้ ส่วนบุตรคือตัวเราตถาคตในบัดนี้ (คือ เป็นมารดาบิดาและบุตรกันมาหลายชาติ)

          อนึ่ง หากว่าใครต้องการเป็นสามีภรรยาอยากอีกในชาติต่อไป จะต้องมีเหตุร่วมกัน ๔ อย่าง คือ ๑. สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา)  ๒. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล)  ๓. จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ)  ๔. ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)