สร้อยทอง...เจ้าต้องกลับมาข้ารอคอย
สร้อยทอง
ไม่ใช่ชื่อคน แต่เป็น นกเขา
นกเขาที่เจ้าของอย่าง ลอย รักมันสุดหัวใจ
และสร้อยทองก็รัก ลอย อย่างสุดหัวใจ
ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ซึ่งบ่งบอกถึงความหมายของชื่อเรื่องว่า สร้อยทอง ไม่ใช่คน แต่เป็นนกที่รักเจ้าของและเจ้าของก็รักสร้อยทองอย่างสุดหัวใจ จึงนำไปสู่ที่มาของนวนิยายเรื่อง สร้อยทอง โดยถ่ายทอดผ่านงานเขียนของนักเขียนผู้ที่มีความสามารถสร้างนวนิยายขนาดสั้นสู่สายตานักอ่านทุกคน
นิมิตร ภูมิถาวร นักเขียนผู้มากด้วยความสามารถได้เขียนนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง สร้อยทอง ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านธรรมดาๆ กลุ่มหนึ่งกับเจ้านายที่อำเภอ เป็นความสัมพันธ์ที่น่าขมขื่นระหว่างคนที่เป็นฝ่ายปกครองกับประชาชนที่ด้อยการศึกษา ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นหนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน ประเภทนวนิยายรางวัลชมเชย ประจำปี 2518 และได้รับรางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปี 2519 แรงจูงใจที่ทำให้เขาเป็นนักเขียน คือ การอ่านหนังสือและการเขียนหนังสือโดยยึดเป็นงานอดิเรก ทั้งนี้ยังได้รับรางวัลจากการเขียนหนังสืออีกมากมายเป็นการประกันผลงานอันยอดเยี่ยมของเขา ซึ่งมีผลงานเรื่องสั้นกว่า 60 เรื่อง และ นวนิยายประมาณ 10 เรื่อง โดยใช้ชื่อจริงเป็นนามปากกาแฝง นวนิยายเรื่องสุดท้ายที่แต่งยังไม่จบเพราะนักเขียนได้ถึงแก่กรรมคือ เรื่องแผ่นดินชายดง
นวนิยายสร้อยทอง เป็นเรื่องราวของพ่อม่ายคนหนึ่งชื่อ ลอย ซึ่งมีนกเขาชื่อ สร้อยทอง ลอยรักนกเขาตัวนี้เหมือนกับลูกและเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ลอยอาศัยอยู่กับลูกชายชื่อรวย เขาอยากให้ลูกได้เรียนหนังสือมีการศึกษาที่ดีและได้เป็นเจ้านายที่มียศมีตำแหน่งในอนาคตข้างหน้า เหตุผลที่ต้องบังคับให้รวยเรียนหนังสือเพราะลอยเป็นคนที่กลัวเจ้านาย โดยเฉพาะปลัดผันบุคคลที่ชอบวางอำนาจกับประชาชนที่ด้อยการศึกษาอย่างพวกเขาโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ลอยแอบชอบม่ายสาวที่ชื่อ อังกาบ ทั้งสองต่างมีใจให้กันแต่ไม่กล้าแสดงความรักนั้นออกมา งานอดิเรกของลอยคือเข้าป่าต่อนก เขาได้พบนกตัวหนึ่งที่มีเสียงอันไพเราะเขาพยายามเข้าป่าทุกวันเพื่อให้ได้มาซึ่งนกตัวนี้ แต่เรื่องที่ลอยไปต่อนกได้รู้ถึงปลัดผันเขาจึงใช้อำนาจข่มขู่ลอยเพื่อให้นำนกตัวนั้นมาให้ตน เมื่อถึงวันที่ลอยต้องนำนกไปให้ปลัดผันนกเสียงไพเราะตัวนั้นลอยไม่สามารถจับมาได้และลูกชายก็ป่วยเพราะพิษของงูลอยจึงฝากลูกไว้กับอังกาบ ลอยจึงนำสร้อยทองนกที่เขารักมากที่สุดไปให้ปลัดเพื่อชีวิตที่ดีของลูก แต่เมื่อสร้อยทองไปอยู่ในมือของปลัดก็ได้สิ้นใจ ลอยจึงหมดหนทางแล้วเดินกลับบ้านอย่างหดหู่และเมื่อได้พบอังกาบระหว่างทางเธอจึงบอกให้ลอยรีบกลับบ้านพร้อมน้ำตาที่ไหลลงมาผ่านแก้มของเธอ
ตัวละครที่ปรากฏภายในเรื่องให้ความสมจริงและแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของบุคคลได้อย่างชัดเจน ตัวละครเอกคือ ลอย ผู้ที่มีนิสัยเกรงกลัวเจ้านายและเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้าน ตัวละครรอง คือ ปลัดผัน บุคคลที่ชอบใช้อำนาจบังคับข่มเหงประชาชนผู้ไร้การศึกษาและยังมีตัวละครประกอบอื่นๆอีกมากมายเพื่อให้องค์ประกอบของเรื่องนั้นสมบูรณ์ อีกทั้งแสดงให้เห็นทัศนคติความคิดของนักเขียนที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกไปยังตัวละครออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
การดำเนินเรื่องสามารถดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างมาก ด้วยกลวิธีของผู้เขียนที่มีการเริ่มเรื่องด้วยเสียงขันของ “สร้อยทอง” และจบลงด้วยสภาพไร้เสียงของสร้อยทอง ส่วนการดำเนินเรื่องก็เรียบเรียงไปตามลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ผู้อ่านไม่สับสนและวกวนกับเนื้อหาในเรื่อง
สำหรับจุดเด่นของนวนิยายเรื่อง สร้อยทอง คือฉากที่มีการแบ่งตามเหตุการณ์และตัวละคร ซึ่งแต่ละฉากจะสอดแทรกความเป็นชนบทเอาไว้ด้วย การจบในแต่ละฉากจะมีการเชื่อมโยงไปยังฉากต่อไป แต่ละฉากจะให้ความกระชับ กะทัดรัดเหมาะสม การเล่าเรื่องในแต่ละฉากก็มีความเนิบนาบทำนองเดียวกับความเชื่องช้าในชนบท เช่น ฉากหากบ ฉากดักนกเขา ฉากไปติดต่อที่อำเภอ
ลอยกับลูกชายถือเบ็ดเกี่ยวกบคนละอัน เดินลัดไปกลางทุ่ง
เบ็ดเกี่ยวกบทำด้วยลวดเส้นโตเท่าไส้ดินสอดำ ฝนปลายให้
แหลมงอขดเป็นเบ็ดแล้วเอาเชือกเคียนติดกับปลายไม้แส้
ยาวเกือบวา เป็นเครื่องมือจับกบในฤดูแล้ง
ภายในเรื่องมีการใช้สำนวนภาษาอย่างวิจิตรงดงามมีการพรรณนาถึง แม่น้ำ ป่า ท้องฟ้า ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นชนบท ภาษาที่ใช้นั้นเข้าใจง่าย กระชับ ผู้อ่านสามารถเข้าใจเข้าถึงเนื้อเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุการณ์ต่างๆที่แสดงให้เห็นชัดเจน ดังตัวอย่าง
ฟ้าแดงค่อยเปลี่ยนเป็นเทาและดำ แล้วลมก็หวดกระหน่ำมาเป็นลูกๆ
เหมือนมีมือยักษ์จับขวางมาด้วยความเกรี้ยวกราดเสียงอื้ออึงหวิวหรือครางไปทั้งทุ่ง กิ่งทองกวาว สะเดาหักลอยคว้างไล่ตามใบตาลและเศษฟาง ตับหญ้าคามุงกระท่อมตรงนาปลิวว่อนเหมือนอีแร้งกำลังร่อนหาเหยื่อ
ทั้งนี้จึงควรค่าที่จะนำเสนอนวนิยายเรื่อง สร้อยทอง สำหรับนักอ่านนวนิยายแนวสะท้อนชีวิตและสังคมและนักอ่านแนวอื่นๆ แม้กระทั่งผู้ที่เริ่มต้นในการอ่าน หนังสือเล่มนี้ให้กลิ่นอายของอดีตที่น่าสัมผัส อดีตที่ดูอบอุ่นละมุนละไมของการดำเนินชีวิตของคนในสมัยก่อนที่กลัวคนในเครื่องแบบสีกากีไม่ว่าจะเป็นครูหรือนายก ดังนั้นนวนิยายเรื่องสร้อยทองจึงมุ่งไปสู่ความเป็นจริงของสังคมไทยในอดีตที่ยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน

ชอบเรื่องนี้มาก ชอบตั้งแต่อ่านครั้งแรกจนจดจำไว้ทุกวันนี้..ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็จะคิดถึงวรรณกรรมเรื่องนี้ตลอดขอบคุณผู้เขียนที่ให้ความสุขกับผู้อ่าน…ดีมากๆและชอบมากไปค่ะ