“วันนี้ถึงไม่ใช่วันครู แต่เป็นวันแห่งความสำเร็จของครู พวกหนูตั้งใจทำกระทงใส่หญ้าแพรก ดอกเข็ม ดอกมะเขือ ใส่เรือน้อยมาให้ครูค่ะ เพราะครูเป็นเรือน้อยที่ช่วยพาพวกหนูไปขึ้นฝั่งได้”

            หอมไกลก้าวออกมาข้างหน้าทุกคน หล่อนยกสิ่งที่ถืออยู่ในมืออย่างทะนุถนอมให้บัวบรรณเห็นชัด ๆ

            เป็นกระทงสีเขียวสดทำจากใบตองตกแต่งเป็นเรืออย่างสวยงาม ในลำเรือวางหญ้าแพรกมัดเป็นฟ่อนเล็ก ๆ รูปร่างเหมือนตุ๊กตาหุ่น หลายตัวเรียงรายแทนผู้โดยสาร ดอกมะเขือสีม่วงอ่อนแซมประดับ พร้อมด้วยดอกเข็มสีแดงและขาวเสียบอยู่บนปลายใบเรือ   

            ข้อความสุดสะเทือนอารมณ์ที่ผู้เขียนใช้ในตอนปิดเรื่อง ขณะที่ลูกศิษย์ของบัวบรรณรุ่นที่เคยฝึกสอน กำลังมอบสัญลักษณ์แทนใจของพวกเขาให้คุณครูบัวบรรณ เพื่อแสดงความยินดีกับครูบัวบรรณในวันรับพระราชทานปริญญา ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสะเทือนใจอย่างที่สุด ถ้าหากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นกับเรา คงได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตาและบอกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า นี่คือเมล็ดพันธุ์ของเรา

            รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ นามปากกาที่เป็นที่รู้จัก คือ แก้วเก้า, ว.วินิจฉัยกุล, รักร้อย, ปารมิตา, วัสสิกา, อักษรานีย์ และเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2547        คุณหญิงวินิตาเป็นนักเขียนผู้ที่มากด้วยความสามารถ มีผลงานสร้างสรรค์ด้านวรรณกรรมทั้งนวนิยายและสารคดี สำหรับนวนิยายเรื่อง หญ้าแพรก ดอกมะเขือ และเรือน้อย  ผู้เขียนได้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวของการฝึกสอนของนักศึกษาหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ และต้องเผชิญกับปัญหานานาประการ อาทิ นักเรียนเกเร ไม่ยอมรับในความสามารถของครูฝึกสอน ปัญหารักหนักอกของตนเอง ฯลฯ แต่ในที่สุด ความมานะ ความอดทนอดกลั้น และความตั้งใจจริงก็สัมฤทธิ์ผล ทั้งครูและนักเรียนได้รับรู้และมีประสบการณ์ที่ดีร่วมกัน ซึ่งสะท้อนภาพสังคมเล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยม เรื่องนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและชุ่มชื่นใจเมื่ออ่านจบ มองเห็นอนาคตของชาติที่จะเป็นความหวังของเราได้ ก็ด้วยการมี “แม่พิมพ์” ที่ดีอย่าง บัวบรรณ แตงกวา และ มน ตัวแทนของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ และตัวแทนของ “ครู” อย่างแท้จริง

            หญ้าแพรก ดอกมะเขือ และเรือน้อย  เป็นเรื่องราวเป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวในคณะครุศาสตร์ ที่ซึ่งหลายคนเอนท์เพื่อให้ได้เรียนในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้คาดหวังที่จะจบออกมาเป็นครู  จะมีก็แต่เพียง บัวบรรณ สาวน้อยวัยใสลูกสาวคนเดียวของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ มีอุดมการณ์และความมุ่งมั่นเต็มที่ที่จะเป็นคุณครู เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเลือกเรียนครุศาสตร์ได้สมใจ จากเด็กสาวชั้นม.ปลาย เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย เพื่อน ๆ ร่วมรุ่นของเธอหลายคนได้ปรับเปลี่ยนตัวเองตามกระแสสังคม เช่นการแต่งเนื้อแต่งตัวตามแฟชั่น เป็นต้น แต่บัวบรรณยังคงยึดมั่นในหลักการของตัวเอง เธอแต่งตัวเรียบร้อย (ซึ่งกลายเป็นเชยนักหนาในสายตาเพื่อน ๆ ) พูดจาเรียบร้อยราวกับเป็นคุณครูแก่ ๆ สักคนหนึ่งมากกว่าจะเป็นเด็กสาววัยไม่ถึงยี่สิบ บัวบรรณรู้จักพี่บู๊ตด้วยอุบัติเหตุที่ทำให้เธอต้องเจ็บตัวทำให้เธอรู้สึกไม่ชอบหน้าเขาเลย ถึงแม้เพื่อน ๆ จะพากันกรี๊ดพี่บู๊ตนักหนาก็ตาม พี่บู๊ตเป็นรุ่นพี่ปีสี่ที่ทั้งห้าว ทั้งห่าม แถมพูดคำสบถคำซึ่งผิดจากสเปกของบัวบรรณโดยสิ้นเชิง เธอจึงคิดว่าต้องหลีกลี้หนีให้ไกลจากเขาให้มากที่สุด แต่เหตุการณ์ก็ไม่เป็นดังใจคิด เมื่อมีเหตุให้เธอกับเขาต้องมาพัวพันชิดใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธอต้องทำหน้าที่เป็นครูฝึกสอนที่ต้องต่อกรกับเด็กม.ปลายจอมแสบ ซึ่งสมาชิกคนหนึ่งที่อยู่ในก๊วนเป็นน้องสาวคนเดียวของพี่บู๊ตนั่นเอง                 

            ฉากที่ปรากฏในเรื่องนี้จะเน้นไปที่มหาวิทยาลัยและโรงเรียน ซึ่งจะสะท้อนภาพสังคมเล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยม ตั้งแต่ภายในห้องเรียน จนกระทั่งถึงบริเวณอาคารเรียน ที่เขียวครึ้มไปด้วยต้นก้ามปู เพราะตัวละครหลักของเรื่องเป็นนักศึกษาคณะครุศาสตร์ คือบัวบรรณ แตงกวาและมน การดำเนินเรื่องทั้งหมดจึงทำให้เรานึกภาพตามได้ง่ายเนื่องจากฉากส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัย และฉากที่สำคัญของเรื่องคือ ฉากที่ลูกศิษย์ของบัวบรรณรุ่นที่เคยฝึกสอน กำลังมอบสัญลักษณ์แทนใจของพวกเขาให้คุณครูบัวบรรณ เพื่อแสดงความยินดีกับครูบัวบรรณในวันรับพระราชทานปริญญา เมื่อได้อ่านแล้ว ทำให้รู้สึกปลื้มใจกับสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง

              ตัวละครที่ปรากฎในเรื่อง ให้ความสมจริง ราวกับว่าตัวละครนั้นมีตัวตนอยู่จริงและเหมาะสมอย่างมากกับการดำเนินเรื่อง การสร้างตัวละครที่มีความแตกต่าง ทำให้เนื้อเรื่องน่าสนใจมากยิ่งขึ้น บัวบรรณเป็นตัวละครที่คอยดำเนินเรื่องโดยการทำตามอุดมการณ์ของตนอย่างแน่วแน่  ต่อมาคือพี่บู๊ต เป็นตัวละครสำคัญรองลงมาจากบัวบรรณ ซึ่งเป็นตัวละครที่ทำให้เนื้อเรื่องมีสีสันมากขึ้นเนื่องจากพี่บู๊ตได้ตกหลุมรักบัวบรรณ ส่วนบุคคลที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนบัวบรรณในทุกครั้งทุกเรื่องคือ กลุ่มเพื่อนของเธอ ซึ่งต่อให้วรรณกรรมเรื่องนี้จะผ่านช่วงเวลาไปอีกหลายปี แต่สภาพสังคมของนักศึกษาฝึกสอนที่หลายคนยังมองข้ามก็ยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

            ภาษาที่ใช้เข้าใจง่าย กระชับ ผู้อ่านก็สามารถเข้าใจ เข้าถึงเนื้อเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุการณ์การดำเนินเรื่องราวที่ชัดเจน เป็นเอกภาพ ทำให้อ่านได้เข้าถึงสาระสำคัญของเรื่องได้โดยตรง ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวด้วยถ้อยคำง่าย ๆ ผ่านอักขระของดร.คุณหญิงวินิตาเท่านั้นก็เพียงพอ

                                               “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม                             ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ

                                               และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ                              ฮัม...

                                               ถนนสายนั้นที่ทอดยาว                 มีเรื่องราวของความเป็นจริง

                                               มีเงาไม้เอาไว้ให้พักพิง                  มีให้เธอเอาไว้ยามอ่อนล้า

                                               เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม                เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า

                                               ทะเลสีครามที่ทอดยาว                 เห็นความรักฉันบ้างไหม

            ตอนหนึ่งของบทเพลง “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม”  ของศิลปินศุ บุญเลี้ยง ได้ฟังเพียงไม่กี่ครั้งก็ตราตรึงใจ ถึงแม้ว่าบทเพลงจะล่วงเลยมานานแสนนาน แต่ทำนองเพลง บทเพลงก็ยังคงตราตรึงใจใครหลายคน ซึ่งบทเพลงนี้พี่บู๊ตได้ร้องในขณะที่กำลังขับรถไปสวนสน ร้องเพื่อสื่อความรักไปยังบัวบรรณ โดยผ่านการขับร้องเพลง ทำให้ผู้อ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ได้ผ่อนคลายจากการอ่าน และยังได้บทเพลงใหม่ ๆ มาเก็บไว้ในคลังความจำอีกด้วย

            หญ้าแพรก ดอกมะเขือ และเรือน้อย เป็นสัญลักษณ์แทนใจจากลูกศิษย์ การที่ศิษย์แสดงความคารวะ ยอมรับนับถือครูอาจารย์อย่างจริงใจ ว่าท่านเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมความรู้ ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมใจกันปวารณาตนรับการถ่ายทอดวิชาการความรู้ ด้วยความวิริยะอุตสาหะมานะอดทน เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางของการศึกษาตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่ง “หญ้าแพรก ดอกมะเขือ” เป็นสัญลักษณ์ของความรู้และสติปัญญา ส่วน “เรือน้อย” เปรียบได้กับหน้าที่ของครู ที่จะต้องนำพาลูกศิษย์ข้ามฝั่งได้อย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จในชีวิต

            ทั้งนี้ จึงควรค่าที่จะนำเสนอนวนิยายเรื่อง “หญ้าแพรก ดอกมะเขือ และเรือน้อย” สำหรับนักอ่านวรรณกรรมอื่น ๆ แม้กระทั่งผู้เริ่มต้นในการอ่านก็สามารถเลือกหามาอ่านได้ เพื่อจะได้เห็นภาพของชีวิตของนักศึกษาฝึกสอน ผู้อ่านจะได้สัมผัสถึงอุดมการณ์หรือความหนักแน่นของนักศึกษา ที่จริงจัง อดทนอดกลั้น และสะท้อนใจไปกับตัวละคร ผู้ใดที่ถวิลหาอารมณ์วรรณกรรมแนวสัจนิยม ชนิดที่ว่าอ่านไป จุดอกไป จึงไม่ควรพลาดหนังสือนวนิยายเรื่อง “หญ้าแพรก ดอกมะเขือ และเรือน้อย” เป็นอย่างยิ่ง