นวปช ถอดบทเรียนคนตัดยางหวะ(กรีดยางจ้าง) บ้านทุ่งนุ่น

ทำอย่างไรให้พี่น้องชาวสวนยาง "กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด จึงเริ่มรวบรวมคนที่มีแนวคิดร่วมกันปรึกษาหารือจนตกผลึกถึงทุกข์ และทางแก้ทุกข์ของชุมชน คนบ้านทุ่งนุ่น มีคนเห็นด้วยในความคิดหลักการประมาณ 15 คน รวมตัวกันตั้งกลุ่ม

    

 คนภาคใต้มีอาชีพรับจ้างกรีดยางหรือที่คนใต้เรียกคนรับจ้างกรีดยางว่า"คนตัดยางหวะ"มีอยู่เป็นจำนวนมาก จาก

วิกฤติการณ์ราคายางตกต่ำ เกิดการรวมตัวเรียกร้องราคายางเพิ่ม เกิดปฎิบัติ"ควนหนองหงส์"จังหวัดนครศรีธรรมราช

ซึ่งก็ไม่สามารถทำให้ราคายางสูงขึ้นได้ ชาวบ้านทุ่งนุ่น ตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด ได้สรุปบทเรียนว่า ต่อไปนี้

ชาวสวนยางรายย่อยและคนตัดยางหวะ ต้องลุกขึ้นมาช่วยตัวเองโดยการตั้งวงชวนคิดชวนคุย หาทางออกจากวิกฤติ

เศรษฐกิจที่ถาโถมรุมเร้าจากราคายาง และหนี้สินจากแก้งท์หมวกกันน๊อค จนถึงขั้นคนมุสลิม ต้องไปขอข้าวหลวงพ่อ

ที่วัดประทังชีวิต  (ปัญจมณต์ไพรพฤก หรือ กะเอียด)

       แกนนำชุมชนนำโดย  ดรณ์ พุมมาลี กับ โฉมพิไล บุญผลึก ซึ่งมีประสบการในการทำโครงการแก้หนี้ให้กับ

ชุมชน ก็ชวนชาวบ้านมาถกแถลงหาทางออกร่วมกันภายใต้หลักคิด"คนจนต้องพึ่งกันเอง" ตั้งแต่ปี2558 จนปัจจุบัน

เกิดเป็นเครือข่ายคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยขึ้น ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ระดับหนึ่ง

     "ซึ่งจากวิกฤติราคายางพาราตกต่ำเกิดการเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลที่ควนหนองหงส์ จนได้เจรจาต่อรองให้

รัฐบาลร่าง พระราชบัญญัติ การยางแห่งประเทศไทยสำเร็จ  แต่ แม้จะมี พรบ การยางแล้ว แต่ก็ไม่สามารถยกระดับ

รายได้และคุณภาพชีวิตของในการประกอบอาชีพของคนตัดยางหวะให้ดีขึ้นได้  และได้มีข้อสรุบจากการต่อสู้ว่า  

คนจนคนตัดยางหวะต้องกลับบ้าน เพราะไม่มีพื้นที่สาธารณะให้กับคนจนในโครงการสร้างอำนาจ กลับบ้านที่บ้านยังมี

เพื่อน พ่อแม่พี่น้องชาวเกษตรกร จึงชักชวน ร่วมคิด ชวนคุย ค้นทุน ของชุมชน ทำอย่างไรให้พี่น้องชาวสวนยาง

          "กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด 

 จึงเริ่มรวบรวมคนที่มีแนวคิดร่วมกันปรึกษาหารือจนตกผลึกถึงทุกข์ และทางแก้ทุกข์ของชุมชน คนบ้านทุ่งนุ่น

 มีคนเห็นด้วยในความคิดหลักการประมาณ 15 คน รวมตัวกันตั้งกลุ่ม เป็นวงคุย จนเกิดมีกรรมการ มีกติกา  ขยายสู่

คนในชุมชนเริ่มแรกมีคนมาร่วมจัดตั้ง 3 กลุ่ม คือ

 1กลุ่มคนตัดยางบ้านทุ่งนุ่น 

2กลุ่มเลี้ยงไก่พื้นเมือง บ้านควน

 3 กลุ่มเพาะเห็ดบ้านหนองชุมแสง 

     โดยมีกองทุนข้าวสารเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กร มีกลุ่มเกตรกรจากอำเภอปากพะยูน สนับสนุนกองทุน

ข้าวสาร ขยายพื้นที่ ขยายกลุ่มไปยังหมู่บ้านอื่นอีก 3 กลุ่ม

 คือ กลุ่มเลี้ยงไก่พื้นเมืองบ้านท่าเชียด 

กลุ่มคนตัดยางหวะบ้านเกาะเรียน

 กลุ่มคนปลูกผักบ้านควนเล้าเป็ด

    มีสมาชิก 98 คน

มีข้าวกิน

ในกองทุนข้าวสารคนกรีดยางมีสมาชิก 32 ครัวเรือน จากการเก็บข้อมูล 32 ครัว 

เฉลี่ยกินข้าวสารเดือนละ 1000กิโล

 32 กิโลต่อครัวเรือนต่อเดือน หรือวันละ 4.5 กิโลต่อครัว

 ซึ่งทางเครือข่ายคนกรีดยางได้ รวบรวม จัดซื้อข้าวสารจากตลาดในราคากิโลละ 18 บาท(ข้าวสารเกรดB)

 มาบริการสมาชิก กิโลละ 20 บาท ซึ่งราคาขายปลีกในท้องตลาด กิโลละ 22 บาท ทำให้สมาชิกได้บริโภคข้าวสาร

เกรดเดียวกันต่ำกว่าราคา ท้องตลาด 2 บาทประหยัดรายจ่ายได้เดือนละ 2000 บาทในจำนวน 32 ครัว

และเครื่อข่ายมีเงินเพิ่มจากราคาต่างจากการขายข้าวสารอีก 2000บาท ต่อเดือน

ซึ่งเท่ากับว่าชุมชนมีเงินเพิ่ม48000 ต่อปี  

มีข้าวกิน กิ่นอิ่ม ก็มีกิจกรรมเพิ่มขึ้นในเครือข่ายนั้นคือ

ปลูกผักปลอดสารพิษ กางมุ้ง

 "ธนาคารอาหารข้างบ้านคนกีดยาง"ส่งเสริมให้ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลาในพื้นที่ว่างข้างๆบ้านของสมาชิก 98 ครัว

 สามารถลดรายจ่ายได้ประมาณ วันละ 10 บาทต่อครัว ทำให้ชุมชนสมาชิกลดรายจ่ายได้วันละ980 บาทต่อวัน 

และสามารถลดรายจ่ายปีได้ 357700 บาท

  ส่งเสริมการออมของคนกรีดยาง ธนาคารคนกรีดยางรับฝากเงินจากสมาชิกทุกวันประชุม มีการประชุมเครือข่าย

เดือนละ 2 ครั้ง รับฝากตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไป ณ.เดือนมีนาคม2561 มีเงินรับฝาก 27840 บาท 

 กองทุน กองทุนหยิบยืม เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในยามจำเป็นยากลำบาก ให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยรายละ 2000บาท

ต่อครั้ง กำหนดผ่อนผ่อนชำระ 30 วัน  เพื่อให้สมาชิกคนอื่นได้ใช้บริการต่อ ขณะนี้มีทุนหมุนเวียนอยู่ 35840 บาท

 ทางเครือข่ายคิดต่อทำต่อในกิจกรรมเสริมคือ อาหารปลอดภัยในสวนยาง (วนเกษตร) ส่งเสริมสร้างนักประกอบการ

ทางสังคม รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกออกสู่ตลาด สมาชิกสามารถขายผลผลิตได้ทุกวัน 

 มีรายได้เสริมหลังกรีดยางและผู้ประกอบการมีรายได้เฉลี่ยวันละ 300 บาท เป็นรายได้เสริมหลังกรีดยาง 

 เมื่อคนจนช่วยคนจน จนมีผู้คนและหน่วยงาน เห็นกลุ่ม เห็นคน เห็นงาน เห็นการออม เห็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 

เป็นการพัฒนาสังคมจากฐานรากชุมชน คนจน คนกรีดยาง ไม่อยู่นิ่งเฉย รอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาย วันนี้คนตัด

ยางหวะบ้านทุ่งได้ลุกปลุกเปลี่ยน พัฒนาตนเองมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมีศักศรีของความเป็นมนุษย์

 ในอนาคตเมื่อคนเครือข่ายตัดยางหวะมีรายได้ ผ่านเกณฑ์เส้นแบ่งความยากจน เขาเป็นพลเมืองที่มีศักดิ์ เดินมาจ่าย

ภาษ๊ให้รัฐอย่างภาคภูมใจในความเป็นพลเมืองไทย............

คงเป็นแนวทางในการจัดการตนเองให้กับคนตัดยางหวะที่อื่นได้มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์ กัน

ประกอบการรวบรวมผลผลิตอกสู่ตลาด

ณ.วันนี้หน่วยงานองค์กรเห็นคนคลองใหญ่ ร่วมแรงร่วมใจจัดการตนเอง ก็มาให้การสนับสนุน เข้ามาหนุนเสริมต่อ

กิจกรรมหลายหน่วยงาน เช่น 

พอช (สถาบัองค์กรชุมชน องค์กรมหาชน) 

 พมจ(พัฒนาสังคมและความั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง

 เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง

 เกษตรอำเภอตะโหมด 

กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

 สภาเกษตรจังหวัดพัทลุงปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง

 สมาคมชาวสวนยาง16 จังหวัดภาคใต้  

สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ 

และ คน วปช วิทยาลัยป้องกันชุมชน 

นวปช (นักวิชาการประชน ถอด) 

ขอบคุณ คุณดรณ์ พุมมาลี คุณโฉมพิไล บุญผลึก วปช รุ่น 1

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เหมือนแรงหนึ่งผลักดันให้ฉันเขียน

คำสำคัญ (Tags)#นวปช นักวิชาการประชาชน#คนตัดยางหวะบ้านทุ่งน่น#วปช วิทยาลัยป้องกันชุมชน#ดรณ์ พุมมาลี โฉมพิไ, บุญผลึก คนวปช#เครือข่ายคนตัดยางหวะ#สมาคมคนกรีดยางภาคใต้#สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด พัทลุง

หมายเลขบันทึก: 645587, เขียน: 14 Mar 2018 @ 04:18 (), แก้ไข: 14 Mar 2018 @ 05:34 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 3, ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก


ความเห็น (6)

ผู้ใช้แรงงานจากประเทศพม่ามาทำงานตัดปาล์มทีมหนึ่งมีสี่คน ขับรถไถลากรถพ่วงเก็บผลปาล้ม 1 คน ใช้เคียวและเสียมตัดปาล์ม 2 คน เก็บลูกร่วง 1 คน ลงงานประมาณเก้าโมงเช้าเสร็จบ่ายสองโมง ได้ผลปาล์ม 10 ตันขึ้น ค่าจ้างเหมาสี่พันกว่าบาทแบ่งแล้วได้คนละพัน ตัดไม้ยางพาราก็เหมือนกันทำเป็นทีมรายได้คนละเป็นพันเหมือนกัน เจ้าของงานมีเครื่องทุ่นแรงสถานะของงานจึงไม่ใช่งานหนัก แรงงานต่างด้าวเหล่านี้แม้กูกรีดไถยังมีเงินพอกินและเก็บออมส่งกลับประเทศ 

ยางพาราเป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออก มีผู้ผลิตรายใหญ่สามสี่ประเทศที่ผู้ซื้อมีตัวเลือกผู้ขายยากที่กำหนดราคา การที่รัฐแซกแซงราคายางคือเอาเงินภาษีมาซื้อแล้วไปขายขาดทุนจะไม่เป็นธรรมกับผู้เสียภาษี วิธีแก้ปัญหาต้องเพิ่มประสิทธิภาพคือมีพื้นที่ปลูกเท่าเดิมแต่ได้ผลผลิตมากขึ้นซึ่งทำได้ และทำให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น

กลุ่มคนตัดยางบ้านทุ่งนุ่นถือเป็นกลุ่มที่สร้างสรรเพราะเริ่มจากการจัดการด้านวัฒนธรรมองค์กรให้รองรับการเปลี่ยนแปลง มีการจัดการทุน จัดการปัจจัยดำรงชีพตามหลักศาสตร์พระราชา เป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจฐานรากระดับต้นแบบ

-สวัสดีครับท่านวอญ่า

-กินอิ่ม นอนอุ่น สบายกาย สบายใจ คือหมุดหมายของชีวิตของผู้คนนะครับ

-จะยากดี มีจน อย่างไรก็ต้องการสิ่งนี้

-ปัจจัย 4 ครบก็จบนะครับ

-ด้วยความระลึกถึงท่านวอญ่า.

-อยากฟังนิทาน...

-รอต้อนรับท่านนะครับ

เรียน อาจารย์ จำรัส

ขอบคุณที่เข้ามาให้ข้อมูล มาเติมเต็ม

ไม่ง่ายนักที่จะทำให้คนตัดยางลุกขึ้นมาต่อสู้ให้อยู่อย่างศักดิ์ศรี

ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลุดพ้นจากแรงงาน 3ประเภทคือ  งานหนักไม่ทำ  งานสกปรกไม่ทำ งานเสี่ยงภัยไม่ทำ

ซึ่งแรงงานเหล่ามีอยู่ทุกชุมชน

คนตัดตัดยางหวะบ้านทุ่งนุ่น เขา ลุก ปลุกเปลี่ยน ปรับพฤติกรรม มาเป็นนายจ้างตัวเอง เห็นการอยู่รอดด้วยการช่วยตัวเอง

ใช่แล้วครับคุณเพชร 

ชาวบ้านกลุ่มนี้ เกษตรอำเภอเข้ามาให้กำลังใจ หนุนเสริม พร้อมกับปศุสัตว์ ตลอดมา