เป็นบทเรียนให้เข้าใจได้ว่า..เมื่อเปลี่ยนแปลงระบบไม่ได้ ก็จงเตรียมรับมือ..โดยดูที่ปัญหา..เด็กอ่อนจุดไหน? ก็แก้จุดนั้น และให้เวลากับการซ่อมเสริมมากๆ เพราะธรรมชาติของเด็ก วิชาและการวัดผล..ถ้าไม่แก้ไข ผลก็จะออกมาแบบเดิมๆ...

        วันนี้ได้แนวคิดและบทเรียน..ที่จะต้องคิดและวิเคราะห์ต่อไป ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วจะต้องทำอย่างไร?..เพื่อรับมือในเรื่องนี้..

        ในภาวะการณ์..ของการศึกษาที่เริ่มจะตึงเครียด ตั้งแต่หลักสูตร การเรียนการสอนและการวัดประเมินผล ที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับช่วงวัยและความสนใจของเด็ก..

        ความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นตั้งแต่ มีการรับสมัครนักเรียนสอบเข้า ป.๑ แม้จะเกิดขึ้นในโรงเรียนชั้นนำ แต่โรงเรียนในระดับรากหญ้า..ก็ต้องรู้เท่าทัน..

        ผม..ในฐานะผู้บริหารโรงเรียน วิพากษ์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่เสมอ โดยเฉพาะ..หลักสูตรระดับ ป.๑ – ป.๓  มีเนื้อหาวิชาที่อัดแน่น  เด็กแทบจะไม่มีเวลาได้พักผ่อน..

        ป.๑..เรียนแบบรอบรู้ เหมือนจะให้เด็กรู้กว้างและลึก..ที่เคยพูดกันว่า เป็นชั้นที่เตรียมความพร้อม..ปัจจุบันนี้..ไม่ใช่แล้ว..

        ป.๑..ทุกวันนี้..บรรยากาศการเรียนรู้..เหมือนเด็กโตเข้าไปทุกที..หลายสาระวิชาเหมือนจะให้เด็กจดจำและนำไปใช้ จึงให้เนื้อหาและกิจกรรมที่เข้มข้น..จนเด็กแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง..

        ผมมองเรื่องนี้มานาน..และมองหลักสูตรขั้นพื้นฐาน(ประถม) กับปฐมวัย..มีความไม่สอดคล้องกันเลย..หากครูอนุบาล..ไม่ปรับตัวและไม่นำเด็กออกนอกทางบ้าง..อนาคตคงลำบาก..

        หลักสูตรปฐมวัย..ไม่เน้นอ่านเขียน แต่เน้นการจัดประสบการณ์ที่หลากหลายเพื่อให้เกิดพัฒนาการด้านร่างกาย สังคมและสติปัญญา มีการพัฒนากล้ามเนื้อมือและมีการพักผ่อนนอนหลับ..เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต..

        ขณะที่ชั้น ป.๑..ให้อ่านออกเสียง ให้เขียนคำและประโยค ตั้งแต่ภาคเรียนแรก..ดังนั้น..ถ้าในชั้นอนุบาลไม่จัดหนัก..ด้านการสอนภาษาไทยมาบ้าง..รับรองได้..เด็กจะอ่อนยวบยาบ..ไปจนถึง..ป.๖..อันนี้เรื่องจริงครับ

        ผมเริ่มให้ครูสอนอ่านสอนเขียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลมานานแล้ว..ไม่ได้แตกต่างจากโรงเรียนเอกชน เพียงแต่..ไม่ได้กดดันเด็ก ถ้าเขายังทำไม่ได้ และไม่มีการประเมินผล..

        จริงๆแล้ว..การศึกษาไทย ต้องให้ความสำคัญกับหลักสูตรปฐมวัย..แล้วไปลดความเข้มข้นที่หลักสูตร ป.๑ – ป.๓ เรียนรู้ไม่ต้องมาก..เน้นภาษาไทย คณิตศาสตร์และทักษะชีวิตขั้นพื้นฐานก็พอ..

        ปัจจุบัน..ยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้นทุกวัน..อย่างวันนี้..มีการสอบระดับชาติด้วยข้อสอบจากส่วนกลาง ให้ชั้นป.๑..”สอบอ่าน.”.โดยใช้ข้อสอบแบบเลือกตอบและมีการอ่านออกเสียง..มีกรรมการคุมสอบ ๒ คน มาจากโรงเรียนอื่น ๑ คน

        ข้อสอบไม่ยากก็จริง..แต่เด็กต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องและนานพอ ตลอดจนต้องอ่านคล่องพอสมควร..จึงจะได้คแนน..

        ผมจึงบอกว่า..การจัดประสบการณ์ในชั้นอนุบาลแบบผิวเผิน..เมื่อเด็กขึ้นป.๑ จะเจออะไรที่หนักๆ ในบรรยากาศการสอบเหมือนเด็กโต..ยังสงสัยว่า จะรีบเร่งให้โตไปไหน ในเมื่อในวัยของเขายังเล็กนัก และยังรักการเล่นที่สนุกและซุกซน..

        ผมยังคิดอีกว่า..ถ้าจะให้เด็ก ป.๑ อ่านคล่องเขียนคล่อง..ถึงขนาดสอบวัดกันเป็นวาระแห่งชาติ แบบนี้..หลักสูตรต้องลดเนื้อหาสาระชั้น ป.๑ ในรายวิชาอื่นๆ ให้น้อยลง เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและเด็กได้เต็มที่กับทักษะทางภาษา..

        ด้วยเหตุดังที่ผมกล่าวมานี่แหละ..ที่ทำให้คะแนนการสอบอ่านของชั้น ป.๑ ไม่ดีเท่าที่ควร จากจำนวนเด็กที่เข้าสอบ ๑๐ คน...

         ๘ คนอ่านค่อนข้างดี มีเด็ก ๒ คน คนหนึ่งเรียนรู้ช้าและตกซ้ำชั้นมาก่อน อีกคนหนึ่งย้ายมา ยังขาดความพร้อม..คะแนนเฉลี่ยอ่านออกเสียงจึงอยู่ที่ ร้อยละ ๘๐

        แต่พอไปดูคะแนนในฉบัยที่ ๒ ที่เรียกว่า..การสอบอ่านรู้เรื่อง ประกอบด้วยรู้เรื่องคำ ประโยค และข้อความ..ปรากฎว่านักเรียนป.๑ ทำคะแนนได้ไม่ดี และเด็ก ๒ คนก็ช่วยฉุดคนเก่งให้ต่ำลงไปด้วย..

        อย่างไรก็ตาม..ทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นบทเรียนให้เข้าใจได้ว่า..เมื่อเปลี่ยนแปลงระบบไม่ได้ ก็จงเตรียมรับมือ..โดยดูที่ปัญหา..เด็กอ่อนจุดไหน? ก็แก้จุดนั้น และให้เวลากับการซ่อมเสริมมากๆ เพราะธรรมชาติของเด็ก วิชาและการวัดผล..ถ้าไม่แก้ไข ผลก็จะออกมาแบบเดิมๆ...

        การสอบอ่านรู้เรื่อง..หรือการประเมินการอ่านคำ ประโยคและข้อความ ก็คือการให้อ่านเป็นเรื่องเป็นราวแล้วตอบคำถาม..ท่านผู้อ่านลองคิดดูเถิด เด็กเพิ่งผ่านอนุบาลมาไม่ถึงรอบปี..ประเมินกันถึงขนาดนี้เลย..

        ป.๑..ของไทย..จึงถือว่า..เรียนหนักที่สุดในโลกแล้วล่ะครับ...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒  มีนาคม  ๒๕๖๑

 <p>
</p><p> </p><p>
</p><p>
</p><p>
</p>