อ่านแนวคิด “พื้นที่ 2/3” ได้ที่ ()

ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรม “พัฒนาเยาวชน” เน้นที่การสร้างบุคลิก   ของธนาคารไทยพาณิชย์ และมูลนิธิสยามกัมมาจล มากว่า ๑๐ ปี     มีการไปหนุนกิจกรรมพัฒนาเยาวชนสารพัดรูปแบบ    เกิดผลดีอย่างน่าชื่นใจ    ท่านที่สนใจติดตามได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธิสยามกัมมาจล  และในรายงานประจำปีของธนาคารไทยพาณิชย์ในส่วนของกิจกรรมเพื่อสังคม 

 มูลนิธิสยามกัมมาจลมีโครงการหนุนให้องค์กรในพื้นที่พัฒนาเยาวชนของตนเป็น คือ (๑) โครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น ๔ ภาค  (๒) โครงการพัฒนาองค์กรระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาพลเมืองเยาวชน    ดำเนินการในระยะยาว เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่อง    ในวิธีการพัฒนาเยาวชนให้เขาพัฒนาตนเอง โดยรวมกลุ่มเยาวชนทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม    รวมทั้งพัฒนาพี่เลี้ยงในการทำกิจกรรมของเยาวชน    และพัฒนาองค์กรระดับจังหวัดเพื่อการนี้   มีการตีพิมพ์ผลงานออกมาเป็นเอกสารมากมาย    

นั่นคือ กระบวนการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่    ด้วยการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเป็น “ผู้แสดง” หรือ “ผู้ลงมือทำ”    ตัวเยาวชนมีทั้งเยาวชนในสถานศึกษา และเยาวชนนอกสถานศึกษา    โดยที่บางคนกระเด็นหลุดออกมาจากระบบการศึกษาด้วยสาเหตุต่างๆ นานาๆ   

บัดนี้ ผมได้แนวคิดเรื่อง พื้นที่เพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่เรียกว่า “พื้นที่ 2/3”    ตามที่เล่าใน ()    ที่น่าจะเชื่อมต่อกับ พื้นที่ทางกายภาพ และทางการจัดการ (ปกครอง) บ้านเมือง     ที่มีพื้นที่นำร่องเอาใจใส่เยาวชนของตนไปบ้างแล้ว  

“พื้นที่ 2/3” ในที่นี้ หมายถึงพื้นที่รอบตัวเด็ก  เพื่อการเรียนรู้ของเด็ก    โดยที่พื้นที่เพื่อการเรียนรู้รอบตัวเด็ก 1/3 อยู่ในห้องเรียน    อยู่ในการเรียนรู้อย่างเป็นทางการ     อีก 2/3 อยู่นอกห้องเรียน    เป็นการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ    ที่เรียกว่า independent learning   เด็กเลือกทำกิจกรรมที่ตนชอบ ทำแล้วสนุก    ได้มีความเป็นตัวของตัวเอง    ได้รับผิดชอบตัวเอง    ได้ร่วมกันทำกับเพื่อนๆ คอเดียวกัน    ได้มีแวดวงเพื่อนสนิทที่ทำกิจกรรมร่วมกัน   เกิดการเรียนรู้จากกระบวนการทางสังคม  และได้พัฒนาทักษะทางสังคม    และที่สำคัญได้พัฒนา Chickering’s seven vectors of identity development    คือการพัฒนาตัวตน

พื้นที่ 2/3 จึงเป็นพื้นที่กิจกรรม  เด็กได้เรียนรู้ ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ จากการทำกิจกรรม อย่างเป็นตัวของตัวเอง เน้นทำร่วมกับเพื่อนๆ ที่ในที่สุดสนิทกัน รักใคร่กัน   ได้มิตรภาพยาวนาน     

มองอีกมุมหนึ่ง พื้นที่ 2/3 เป็นพื้นที่ของการเล่นอิสระ ของเด็ก   โดยเฉพาะเด็กชั้นประถม    ซึ่งอาจเป็นการเล่นกีฬา  เล่นดนตรี  เล่นวาดภาพ  เล่นปลูกผักปลูกต้นไม้    มีการจัดตั้งเป็นชมรม ที่เด็กจัดการกันเอง   ผู้ใหญ่คอยดูอยู่ห่างๆ ให้คำแนะนำเมื่อจำเป็น   อาจมีชมรมได้สารพัดแบบ เช่น ชมรมรักษาชายหาด (หากโรงเรียนตั้งอยู่ริมทะเล)  ชมรมอนุรักษ์ลำธารหรือแม่น้ำลำคลอง    ชมรมเยี่ยมผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง  ชมรมเล่นดนตรีให้ผู้ป่วยฟังที่โรงพยาบาล   หรือเล่นดนตรีที่สวนสาธารณะทุกเย็นวันเสาร์   ฯลฯ  

ผู้ใหญ่ และครู ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปจัดการชมรมหรือกิจกรรมเหล่านี้โดยตรง    ควรช่วยเหลือห่างๆ    สิ่งที่ควรทำคือชวนสมาชิกชมรม สะท้อนคิด (reflect) ว่ากิจกรรมที่ทำมีเป้าหมายเพื่ออะไร  มีคุณค่าอย่างไรต่อผู้อื่นและต่อตัวเด็ก   เมื่อทำไประยะหนึ่งก็สะท้อนคิดร่วมกันว่าแต่ละคนเห็นคุณค่าอะไรบ้าง ที่เกิดขึ้น   รวมทั้งความเข้าใจหลักการหรือหลักวิชาที่เรียนในห้องเรียน    คือครูหาทางให้นักเรียนได้เรียนทางอ้อม    จากบทเรียนภาคกิจกรรมหรือภาคปฏิบัติ สู่ความเข้าใจภาคทฤษฎี   การเรียนรู้จะแน่นแฟ้นขึ้น    เพราะนักเรียนจะได้คิดทฤษฎีจากการปฏิบัติของตนเอง  

นั่นคือการได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ... ทักษะเรียนรู้หลักการหรือทฤษฎีจากการสังเกต เก็บข้อมูล จากการปฏิบัติ แล้วตีความสู่ความเข้าใจทฤษฎี   

วิจารณ์ พานิช

๑๘ ม.ค. ๖๑