เมื่อวานได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง 9 ศาสตรา...ก็ต้องบอกว่าดีใจมากๆที่ประเทศไทยทำหนังที่สร้างสรรค์มากๆออกมา..โดยดึงเอาภูมิปัญญาของไทยคือมวยไทยและแก่นคำสอนของศาสนาพุทธหลายๆข้อออกมา ...ต้องบอกเลยว่ายิ่งใหญ่น่าไปดู ..เนื่องจากไม่อยาก Spoil มากๆก็จะพูดภาพรวมและจับบางประเด็นมาเรียนรู้หนังพูดถึงอาณาจักรโบราณชื่อรามเทพนครที่ตั้งขึ้นมาด้วย “มวยไทย” และมีอาวุธทรงพลังชนิดหนึ่ง ..ต่อมาอาณาจักรนี้ถูกเผ่าพันธ์ุยักษ์มารุกรานครอบครองไว้พักใหญ่ยักษ์เกเรพวกนี้กดขี่คนและเผ่าพันธ์ุอื่นให้เป็นทาส...
จนมาวันหนึ่งมีโหรออกมาปล่อยข่าวว่าจะมีผู้ได้ลิขิตจากฟากฟ้าเอาวิชามวยไทยและศาสตราที่ 9 มากู้อาณาจักร...เมื่อได้ยินข่าว..ยักษ์เลยกำจัดมวยไทยและพยายามจับเด็กที่เกิดในราศีที่โหรทำนายไว้มาขังเพื่อรอวันประหาร.....แต่มีเด็กคนหนึ่งชื่ออ๊อดหลุดรอดการตามล่ามาได้และได้มีโอกาสไปฝึกมวยไทยกับครูมวยไทยในเกาะแห่งหนึ้งภายใต้การเลี้ยงดูของพ่อบุญธรรมและครูมวยไทยอ๊อดเติบใหญ่แต่ฝีมือก็ยังไปไม่ถึงไหน ..พ่อและครูแอบกลุ้มใจ...จนวันหนึ่งก็ได้เผยความลับว่า ..อ๊อดคือใครและอ๊อดน่าจะเป็นใครพร้อมเผยให้เห็นศาสตรา 9 ที่ซ่อนเก็บไว้ .. ตามคำนายแต่ก็รู้สึกว่าอ๊อดไม่น่าจะไหวฝีมือยังอ่อนด้อยไม่น่าจะออกไปกู้โลก .
..อ๊อดได้คิด.. เช้าวันรุ่งขึ้นพฤติกรรมอ๊อดเปลี่ยนจากซ้อมไปวันๆเอาจริงมีวินัยมากขึ้นทำตามทั้งครูและหลวงพ่อจนวันหนึ่งฝีมือล้ำกว่าครูและนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยฝีมือที่อาจหาญพลังจิตที่ยอดเยี่ยมทำให้ศาสตรา 9 มาประสานพลังกับอ๊อดกลายเป็นศาสตราที่มีพลังที่สุดในจักรวาล นำพาอ๊อดเอาชนะชะตากรรมและอุปสรรคที่อย่างได้ในที่สุด...สุดอย่างไรไปดูกันเองมีอีกมาก..
เรื่องนี้ทำให้ผมปิ๊งแว๊บถึงอะไรครับ ...ผมเห็นว่าเรื่องนี้ทั้งเรื่องเป็นเรื่องของการเปลี่ยนความเชื่อวิธีการมองโลกของตัวละครพอเปลี่ยนความเชื่อได้ทุกอย่างตามมา...ความเชื่อหรือวิธีการมองโลกนี้ในทางศาสตร์ของผมเรียกว่า Mental Model หรือภาษาไทยเรียกว่าแบบแผนความคิดครับ Mental Model เป็นวิธีการมองโลกของคนแต่ละคนมันมาจากสมมติฐานความเชื่อและคุณค่าที่แต่ละคนมีอยู่...ดูแผนภาพนะครับ
Metal Model นี้จะอยู่เบื้องหลังโครงการสร้างการกระทำของคนๆนั้น (Structure) ...โครงสร้างก็คือกฏกติกาที่คนๆนั้นวางไว้ให้ตัวเอง.. แล้ว Sturucture นี้เอาที่จะส่งผลต่อรูปแบบพฤติกรรม (Patterned Behavior) ที่คนๆนั้นแสดงออกมาเรียกว่าซ้ำซากอยู่อย่างนั้น...รูปแบบพฤติกรรมนี้จะอยู่เบื้องหลังเหตการณ์ (Event) ที่คนๆนั้นสร้างขึ้นและเจ้า Event นั้นเองมีผลต่อความสำเร็จล้มเหลวของคนๆนั้นและอาจส่งผลสืบเนื่องถึงความสำเร็จล้มเหลวขององค์กรได้ด้วย
เอาเป็นว่าสิ่งที่เราสังเกตเห็นในชีวิตประจำวันของแต่ละคนนั้นมีที่มาสาวลงไปถึงสิ่งที่มองเห็นได้ยากนั้นคือรูป Pattern Structure ที่ยากที่สุดคือ Mental Model...แนวความคิดการพัฒนาองค์กรโดยเฉพาะของท่าน Pter Senge และ Christ Argyris คือถ้าเปลี่ยน Mental Model ได้ก็เปลี่ยนได้ทุกอย่าง..
จากเรื่องจะเห็นพ่อบุญธรรมและครูมวย...เห็น Event คือ..อ๊อดไม่ค่อยใส่ใจมาก ...ส่วนอ๊อดเองก็ไม่รู้ว่าทำไมและอาจไม่คิดด้วยซ้ำเพราะทุกอย่างมันก็เป็นเหมือนๆกันทุกวันเขาก็มาซ้อมทุกวันนี่น๊าขาดบ้างแต่เขาก็ขอโทษแล้ว Pattern พ่อกับครูเห็น Pattern ซ้ำๆอย่างนี้ก็ชักหมดหวังขึ้นเรื่อง.. .... Structure ก็ฝึกทุกวันแต่ชีวิตมันเครียดนะบางทีก็ต้องผ่อนคลาย ... Mental Model เราเป็นลูกก็ทำเพื่อพ่ออยู่แล้วให้พ่อ Happy พอ..
Mental Model ก็จะประมาณนี้แต่มีวันหนึ้งพ่อเรียกมาคุยเล่าทุกอย่างให้ฟังอ๊อดค้นพบเลยว่าตัวเองเป็นความหวังสุดท้าย...Mental Model เปลี่ยน...จากการทำเพื่อพ่อเป็นการทำเพื่อแผ่นดิน Structure โครงสร้างการฝึกเปลี่ยนอ๊อดคิดเลยจะไปแต่เช้าไม่ขาดตั้งใจฝึกสมาธิด้วยนี่คือการพัฒนาโครงสร้างใหม่ส่งผลให้.. Pattern รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปวินัยเปลี่ยนความตั้งใจเปลี่ยนสุดท้าย Event ครูพ่อสังเกตเห็นก็ยิ่งทุ่มเทให้ ..แล้วอ๊อดก็เปลี่ยนไป...ที่สุด Mental Model ที่เปลี่ยนนี่เองที่ทำให้ได้อาณาจักรคืนมา... โลกสงบลงอีกครั้ง
Mental Model ของอ๊อดนี่แหละที่ผลักดันอ๊อดไปเปลี่ยน Mental Model คนรอบตัว..เกิดการรวมตัวที่ทรงพลัง..มิตรมีความชัดเจนมากขึ้นศัตรูบางคนหันมาช่วย... ชัดไหมครับ
Mental Model เป็นทุกอย่างในโลกความเป็นจริงก็สะท้อนให้เห็นหลายเหตุการณ์เช่น .. Kodak ที่เชื่อนักเชื่อหนาว่าตัวเองผลิตฟิล์มถ่ายรูปมานาน ...ทั้งๆที่คนใน Kodak เองก็เคยคิดกล้องดิจิตอลได้ ...แต่ด้วยความเชื่อที่ไม่ผ่านการตรวจสอบบวกค่านิยมที่ว่าจะต้องทุ่มเทจริงจังเรื่องฟิ์มอย่างเดียวเพราะตัวเองเก่งสุด...นำมาสู่การไม่ได้สอนใจสร้างโครงสร้างคือกลอ้งดิจิตอบใหม่ (Structure)...รูปแบบการทำธุรกิจ (Pattern) ก็ไปอย่างเดิม...Event ก็ขายฟิล์มสำหรับกล้องโบราณอย่าวเดียว...สักพักตายไปเลย...นี่ครับ หายนะเพราะไม่เปลี่ยน Mental Model...
คุณว่าเรื่องใหญ่ไหมครับ... Mental Model ...ถ้าใช่อ่านต่อครับ
ในศาสตร์การพัฒนาองค์กรโดยเฉพาะเรื่อง Learning Organization ถือว่าสำคัฐญสุดเป็นหนึ่งในวินัยห้าประการที่คนเราต้องหมั่นทบทวนอยู่เสมอ...เอาเป็นว่าคุณต้องทบทวน Mental Model ของคุณเสมอ... เพราะมันกำนดชะตากรรมของคุณเลยทีเดียว
คำถามคือเราจะเปลี่ยนแปลง Mental Model คนในองค์กรอย่างไร
1. หาครูดี: ในเรื่องจะเห็นว่าการอยู่กับคนดีมีอุดมการณ์หรือการมีครูที่ดีนี่ช่วยได้ครับ ลองหาครูดีๆไปเรียนรู้ฝากตัวเป็นศิษย์คุณจะได้ความเชื่อดีๆสมมติฐานใหม่ๆค่านิยมใหม่ๆเอง.. ผมเองมีโอกาสเรียนและได้นั่งคุยกับ Peter Senge นี่สุดยอดได้แนวความคิดดีๆไปทำอะไรได้มากโดยเฉพาะเรื่อง Systems Thinking ที่ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เราเห็น Mental Model ของเราที่สำคัญคุณจะหา Structure ใหม่ได้ด้วย Pattern และ Event คุณจะเปลี่ยนไป.. เอาง่ายๆลองดูบทความที่ผมเคยเขียนเรื่อง Systems Thinking ได้ที่นี่ https://www.gotoknow.org/posts... ในทางธรรมผมมีโอกาสไปบวชกับหลวงพ่อกล้วยจ.ขอนแก่นนั่นก็ทำให้หลายอย่างในชีวิตดีขึ้นด้วย Mental Model เปลี่ยนดูประสบการณ์การณ์การบวชของได้ที่นี่.. https://www.gotoknow.org/posts...
2. ลองใช้เครื่องมือง่ายๆเช่น Left Hand Right Hand Column..ง่ายๆเอากระดาษมาแผนหนึ่งเอาปากกาแบ่งหน้ากระดาษเป็นสองส่วนลองนึกถึงเหตการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ...เขียนสิ่งคุณพูดกับคนอื่นไว้ด้านขวาส่วนด้านซ้ายเขียนเรื่องที่คุณคิดแต่ไม่พูดออกไป... คุณจะตกใจครับ..ว่าปากกับใจไม่ตรงกัน..จากนั้นคุณลองนั่งคิดว่าครั้งต่อไปคุณจะแสดงออกอย่างไรให้ปากตรงกับใจด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์กว่าเดิม...นี่คือหา Mental Model และออกแบบ Structure ใหม่ไปในตัวจากนั้นลองไปขยายผลลองดูรายละเอียดที่นี่ครับ https://www.gotoknow.org/posts...
3. สำหรับในระดับกลุ่มก่อนทำงานลองใช้ Dialogue หรือสุนทรียสนทนาดู.. ลองให้นั่งล้อมวง สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนพูดเรื่องที่อยากพูดออกมาโดยไม่มีใครขัดแย้งเบิ้ลบรั๊ฟให้พุดทีละคนจนจบไม่ต้องมี agenda สบายๆถ้าจะเพิ่มเทคนิกหน่อยก็ใช้คำว่ารู้สึกปิ๊งแว๊บอะไรหลังจากคนอื่นพูดหรืออยากต่อยอดอะไร..เท่านี้ไม่ต้องบังคับให้ใครเปลี่ยน
ล่าสุดผมก็ใช้ในที่ประชุม..อยู่ดีๆคณาจารย์ที่คุณก็รู้ติ๊สแตกสุดๆจากไม่เคยคุยกันได้ ..กลับหาคำตอบร่วมกันสร้าง Action Plan ร่วมกันได้... คือเรามองเห็นร่วมกันว่า Event ก็คือนักศึกษาจำนวนมากเรียนไปงั๊นๆ ... Pattern ก็จะเห็นว่าทำเท่าที่สอนไม่คิดต่าง...Structure ก็มาเรียนมันทุกวันทำข้อสอบให้ได้... Mental Model... เรียนเอาเพื่อนเอาสังคม..เรียนเพื่อความก้าวหน้าหรือเรียนตามแม่สั่งหรือกระทั่งตามเพื่อนมาก็มาก .. ตรงนี้แหละที่เราต้องเปลี่ยน
ตรงนี้ครับคุยๆไปคุยมาจากประสบการณ์ของเรา..ก็เจอว่าก็นักศึกษาจำนวนมากไม่ได้มีจุดหมายในชีวิตเขาก็คิดของเขาอย่างนั้น...ทำอย่างไรล่ะเราต้องเปลี่ยน Structure การสอน.. เลยได้คำตอบง่ายๆว่าเราทุกคนจะใช่วยนักศึกษาด้วยวิธีการของตนเองอาจใช้การถามเรื่องจุดหมายของชีวิต (Purpose) ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไรทำกันตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเรียนเลย..
นี่ครับคุยแบบ Dialogue ไม่มีเบิ้ลบร๊ฟเน้นปิ๊งแว๊บกับต่อยอด...เราคุยกันเพลิน 5-6 ชั่วโมงไม่ทะเลาะไม่ติสแตกมีแต่ข้อมูลการปิ๊งแว๊บและการต่อยอด ผมไม่เก่งเรื่อง Dialogue มากนักอาจไปเรียนจากอาจารย์วิศิษฐ์วังวัญูอาจารย์มนตรีทองเพียรและอาจารย์วรภัทร์ก็ได้จะช่วยได้มากๆ
4. อีกวิธีคือ Appreciative Inquiry ถามหาเรื่องดีๆจากตัวเองคนรอบตัวลูกค้า (Discovery) แล้วเอามาสร้างวิสัยทัศน์ (Dream) จากนั้นร่วมออกแบบ (Design) และทำให้เป็นจริง (Destiny) สิ่งดีๆที่เราค้นหามักสั่นสะเทือนสมมติฐานความเชื่อและค่านิยมของเราเสมอ...จนถึงขั้นเปลี่ยนได้เลย ... เช่นผมนึกถึงเหตุการณ์หนึ้งเร็วนี้เรื่อง Checkin.. คือการให้คนที่มาเรียนกับเราเล่าอะไรก็ได้ที่เขาคิดในใจก่อนเรียน.. แต่เดิมผมไม่ทำเพราะรู้สึกเสียเวลาแต่เห็นอาจารย์ Peter Senge ให้ความสำคัญเลยลงอทำดูเมื่อปีก่อนลองทำ...ตอนนี้ปลายปีครับอาจารย์เครียดมาก KPI จ่อคอหอย ..เรียนก็โหด...พูดหลายๆคน ...เลยเห็นว่าอ้อ.. Mental Model ของเรามันคือคนที่ไม่ค่อยมี KPI จ่อคอหอยขนาดภาคเอกชน.. Structure การสอนเราก็จัดโหดไป .. Pattern เราก็จะให้การบ้านแหลกเท่าๆกันไม่มีเดือนไหนมากน้อยเป็นพิเศษ Event ก็จะมีนักศึกษาคนทำงานจำนวนมากจะประสามกินหน่อย.. ไม่ได้แล้ว..เลยคุยกันใหม่ตอนนี้มีความเชื่อใหม่ Ok ปลายปีมันโหดเรียนไม่รู้เรื่อง Structure ปรับใหม่เป็นการให้การบ้านแบบเน้นจังหวะในชีวิตมากขึ้น Pattern เปลี่ยนไปเลยปลายปีช่วงทำ KPI เพลาๆหน่อยย้ายการบ้านมาหลังปีใหม่ดีกว่า Event ผลคือ Happy กันสองฝ่ายครับ ... ผมก็เลยจะขยายผลเรื่อง Check-in มากขึ้นเพราะทำให้เราเห็น Mental Model จากการที่เราเปิดรับข้อมูลเชิงความรู้สึกจากคนรอบข้างเอ้อมันดีแฮะทำให้ปรับอะไรได้ทันดี ..
5. อาจเป็นวิธีอื่นๆเช่นอ่านหนังสือดีๆหรือเรียนหลักสูตร Online ตอนนี้มีครูเจ๋งๆจากมหาลัยดังๆทำหลักสูตรดีๆมาให้เรียนลองลงเรียนดูนะครับเปลี่ยนอะไรได้มากเลยผมเองก็ได้อะไรใหม่ๆจากการอ่านการเรียนเช่นกัน
6. วิธีการของคุณเอง...เจอวิธีอะไรเอามาแชร์ได้นะครับ..
สรุปครับ ...โลกเปลี่ยนเพราะความคิดเปลี่ยน ...อย่างเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยนที่แบบแผนความคิด ... ทุกอย่างตามมาเองและต้องทำบ่อยๆเป็นวินัยเหมือนออกกำลังกายครับ .. ไม่สม่ำเสมอก็ไม่ไปไหนจริงไม่ครับ
และสุดท้ายขอบคุณทีมงาน 9 ศาสตราที่กล้าหาญผลิตอะไรดีๆมาสู่สายตาชาวโลก ..อยากเชิญชวนชาวไทยไปสนับสนุนกันนะครับอย่าดูหนังซูมไม่สร้างสรรค์ครับ Mental Model อย่างนี้จะสร้างความฉิบหายให้วงการหนังไทยเลยทีเดียว...รักคนไทย เป็นคนไทย อย่าทำร้ายคนไทยกันนะครับ
ด้วยรักและปราถนาดี
ดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์
Reference: ภาพ Iceberg https://www.nwei.org/iceberg/
ผมนำไปแชร์นะครับ
https://www.facebook.com/photo...
ยินดีครับพี่
วิเคราะห์เปรียบเทียบจากหนังได้ชัดมากค่ะ จนอยากไปดูขึ้นมาซะแล้ว (ไม่ได้เข้าโรงหนังนานมากแล้ว)
และเข้าใจ Mental model เพิ่มขึ้นอีก เดี๋ยวลองฝึกสังเกตตัวเองก่อนนะคะ จะอยากเปลี่ยนตัวเองจุดไหนก่อนดี มีหลายเรื่องนั่นเอง อิ อิ
สุดยอดครับอาจารย์....มองเห็นภาพเลยครับ
เคยทำmental model ของตัวเองสำหรับออกกำลังกาย สะกดจิตให้ตนเองทำติดต่อกัน 28วันแต่พอถึงครึ่งทางก้อเขว จะเริ่มต้นใหม่อีกกี่รอบก็ไม่รุ้