794. การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking)


ผมอยากเขียนเรื่องนี้มาสักพักแล้ว Systems Thinking ... เนื่องด้วยผมมีโอกาสเข้าไปฟัง Workshop ของอาจารย์ Peter Senge ผู้สร้างทฤษฎีบริหารเขย่าโลก นั่นคือ Learning Organization หกรือองค์กรแห่งการเรียนรู้ อาจารย์เน้นเรื่อง Systems thinking มากๆ

... ง่ายๆคือ

สังเกตไหม เรามักพยายามแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง (Problem Symptoms) ชนิดเอาจริงเอาจัง ด้วยวิธีการที่เราคิดว่าดีที่สุด (Quick Fix) ทำให้เราได้คำตอบจากการแก้ปัญหาตามอาการ (Symptomatic Solution) และนำไปทำให้ปัญหาเบาบางลงได้ หรือหายไปเลย...แต่ไม่หมด มันกลับเกิดผลข้างเคียง (Side Effect) ตามมา ที่สุดแก้ปัญหานี้ได้ ปัญหาใหม่ก็ตามมา ไม่จบ...

ทว่านี่อาจแสดงว่าเราคิดไม่เป็นระบบ เราไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้า (Fundamental Solutions) นั่นเอง ..

อ้าว แล้วเวลาเราจะแก้ปัญหานี้ให้ถึงรากเหล้าล่ะ เราจะทำอย่างไร...อาจารย์ก็สอนให้เราสังเกต Side Effect

เราต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มามอง Side Effect แล้วหาคำตอบแก้ Side Effect.. ก็จะมีความเป็นไปได้สูงที่เราจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด เพราะ Side Effect เป็นเสียงสะท้อนของปัญหาที่มาจากรากเหง้าจริงๆ เมื่อเราค้นเจอ Fundamental Solution ได้ก็จะเจอคำตอบที่ไปแก้ที่รากเหง้าได้ จะแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ตัวอย่างง่ายๆคือ ... คุณหิว นี่คือ Symptomatic Problem ... เลยรีบกิน กินมากๆ เกินเร็วๆ และหิวเมื่อไหร่กิน เครียดเมื่อไหร่ก็กินๆเข้าไป  นี่คือ Quick Fix  ทำให้อิ่มท้องมีความสุข หายเครียด (Symptomatic Solution) แก้ปัญหาตรงอาการเลย...แต่ผลข้างเคียงคือคุณอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คืิอ Side Effect นี่แสดงว่าคุณคิดไม่เป็นระบบ ... ทำอย่างไรครับ แนวคิดของ Systems Thinking ทำง่ายๆ คุณทำใจสบายๆ อย่าทำอะไรตามสัญาชาตญาณ คิดเลยว่ากินเร็วๆ ก็อ้วน ตั้งสติคิดนิด ที่สุด คุณอาจได้คำตอบ เช่นก่อนกินข้าวกินน้ำก่อน และควรออกกำลังกายบ้าง หลังจากทำอย่างนี้ก็กินอิ่มเหมือนเดิม คุณเริ่มไม่อ้วน มีความสุข สุขภาพแข็งแรง  นี่ครับ การคิดอย่่่างเป็นระบบ...  ง่ายๆ คืออย่าทำอะไรที่ทำแล้วไปสร้างปัญหาทีหลัง

แนวคิดนี้บรรเจิดมาก

พูดง่ายๆ อะไรที่ทำเร็วๆ ทำตามความเคยชิน ไม่ตั้งตัวไม่คิดดีๆ ไม่ดูสัญญาณ Side Effect ปัญหาจะงอกตามให้คุณแก้ไม่หยุด

เรียกว่าไม่ยั่งยืนนั่นเอง

เอาที่ไกล้ตัวครับ...

เพื่อนผมอยู่บริษัทใหญ่ เจ้าของเก่งมากๆ...ท่านตั้งเป้าครับ ว่าบริษัทจะโตจากยอดขาย 2 หมื่นล้านเป็นแปดหมือนล้านใน 5 ปี แล้วจะทำอย่างไรดี (Problematic Symptom) ปรึกษาที่ปรึกษาที่เป็นมือหนึ่งในวงการ ก็ได้คำตอบว่า ต้องคัดคนเก่งจากคนมีแวว 50 คนมา จากนั้นก็เพิ่มเงินเดือนให้ 3 เท่า... แต่ให้เริ่มทำงานข้ามสายงานประมาณวิศวะต้องทำควบตำแหน่งขายโครงการด้วย... บริษัทจะโตขนาดนี้ คนของเราก็ต้องโตตาม ...ค่าตอบแทนต้องให้คุ้มกับค่าเหนื่อย... ดูดีนะครับ...

แก้ปัญหาได้ทันที ชัดแล้ว... วิชั่นเป็นจริงแล้ว...

แต่...

ไม่กี่เดือน เกิด Side Effect...

คนเก่งๆ ที่รักบริษัท เติบโตมากับบริษัทเหล่านี้...แม้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นสามเท่า..ลาออกเกินครึ่ง..

เมื่อไปถามเจอคำตอบครับ

“วิสัยทัศน์ของนายไม่ใช่ของผม”

“ไม่ถามกันเลย”

“ผมกำลังมันส์กับการเป็นวิศวะ ผมอยากเติบโตในอาชีพนี้ ผมไม่อยากไปทำจัดซื้อ ..ไม่ถามกันเลย”

คนเก่งหายเพียบ..ต้องไปตามซื้อตัว ต้องไปฝึกคน ต้องไปทำอะไรอีกมาก เพื่อลดผลกระทบครั้งนี้..เหนื่อยไปตามๆกัน ที่สุดถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์ไม่อยากพูดความจริงกันอีก..ไปโน่น...เพราะมันตึงเครียดมาก..

เรียกว่าไปสุดกู่....

เพราะฉะนั้น..ที่สุดแล้ว Fundamental Solution อาจเป็นการแสวงหาการมีส่วนร่วมจากพนักงาน การบอกกันก่อน..หรือการสร้างการมีส่วนร่วม

แต่นี่ยังเป็นข้อเสนอแนะ...เรามาลงลึกถึงวิธีการแปลงสัญญาณ Side Effect กันดีกว่า...มาหา Solution จริงๆ...

ถ้าเป็นผม ผมผสม Appreciative Inquiry เข้าไปในขั้นตอนนี้ครับ

Appreciative Inquiry คือการค้นหาสิ่งดีๆ ที่ศ่อนเร้นอยู่ในระบบ ในกระบวนการ ในตัวคน แล้วเอามาขยายผลสร้างการเปลี่ยนแปลง...

ในกรณีนี้ถ้ามองตามแนว Appreciative Inquiry เราก็เชื่อว่าคนทุกคนมีคำตอบเรื่องวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมที่ดีที่สุดมีอยู่แล้ว..เราหาคำตอบจากเขาได้เลย ด้วยการ “ตั้งคำถามเชิงบวก”

เช่น ถ้าเราเห็นว่าขาดการมีส่วนร่วม ...แล้วตอนสร้างการมีส่วนร่วมได้ แล้วผลออกมาดีตอนนั้นทำอย่างไร...

ผมยกตัวอย่าง อาจารย์ผม ท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมอาสาพัฒนา..พาเด็กออกค่ายมา 20-30 ปี พาไปสร้างห้องน้ำ ห้องสมุด ศาลาให้ชาวบ้านมานาน ท่านสังเกตปรากฏการณ์สองอย่าง...บางแห่งทำให้พอไม่กี่ปีผ่านไป..พังหมด...อีกจุด 20-30 ปีก็แล้วก็ไม่พัง อยู่ต่อไปเรื่อยๆ อาจารย์เลยตั้งข้อสังเกต ทบทวนจากประสบการณ์ก็ค้นพบว่า.. ที่ไปสร้างแล้วอยู่นานคือเป็นโครงการที่เชิญชาวบ้านมามีส่วนร่วมแม้เพียงเล็กน้อย...เช่นเชิญมาตอกตะปูสักดอกหนึ่ง..นี่ขั้นต่ำเลย.อาจารย์บอกครับ คนที่มาตอกตะปูดอกเดียวนั้น..เวลาขับรถผ่านห้องสมุดที่ตัวเองมีส่วนตอกตะปูเพียงดอกหนึ่ง..จะคุยกับลูกหลายว่า นี่ห้องสมุดที่พ่อสร้างนะ” ประมาณนี้และจะพยายามเข้ามาส่วนในการบำรุงรักษา ..และเป็นที่มาของความยั่งยืนของโครงการ เพราะฉะนั้นเมื่อทราบแล้วอาจารย์จะพยายามเล่าเรื่องนี้ให้เด็กๆฟัง แน่นอนการมีส่วนร่วมในแต่ละบริบทก็ไม่เหมือนกันคงต้องไปค้นหาประสบการณ์ที่ดีที่สุดเองครับ... อย่างบริษัทที่เป็นปัญหาข้างบน คงต้องมาคุยกันอีกรอบ ..

ธนาคารครับ ธนาคารตั้งเป้ากันโตสุดๆ . วิธีการโตคือฝึกพนักงานมันให้ขาย ขายมันทุกอย่าง...โตจริงครับ ..แต่ Side Effect คือภาพพจน์ ตอนนี้เจอพนักงานธนาคารเหมือนเจอแมลงสาบ (พนักงานพูดเอง ส่วนผมรู้สึก) ...คนเก่งๆ จากสถาบันชั้นนๆ ไม่ยอมมาทำงานธนาคาร (นี่ผู้บริหารบ่นกับผมเอง) ...

ตรงนี้ต้องกลับไปดูครับ ลูกศิษย์ผมเจอกับตัว เจอ Side Effect พนักงานสาวกับบ้านดึกทุกวัน เงินเดือนมากกว่าสามี ที่สุดสามีระแวง เลยยิงเมียตัวเองตาย ...เจอปัญหาครอบครัวพนักงานอีกครับ...ที่สุดไม่ได้แล้ว ลูกศิษย์ผมเห็นสองสามเรื่องพนักงานถูกบีบ ทั้งที่ความสามารถไม่ได้ มาเลยครับมาหาจุดแข็งว่าเก่งอะไร เอามาเชียร์ แป็ปเดียวเก่ง..และลูกศิษย์ผมก็ยังสนใจดูแลจิตใจพนักงาน ที่สุดสาขาโตขึ้นอันดับหนึ่ง..ส่วนธนาคารเองตอนนี้บางที่หันมาใส่ใจลดความเป็นแมลงสาบ ด้วยการเริ่มไม่เน้น KPI แต่มาเน้นที่ความสุขพนักงานแล้ว...

ส่วนผมเองถ้าได้ไปช่วยธนาคารก็จะ Side Effect เรื่องแมลงสาบว่า...ตอนที่ลูกค้า Happy กับคุณ รักคุณมากๆ ..ตอนนั้นคุณไปทำอะไรให้เขา..

ส่วนปัญหาเด็กเก่งไม่มา ...ก็ไปถามเด็กเก่งที่มีอยู่ว่าเขาเข้ามาที่นี่เพราะอะไร และเขาชอบอะไรที่สุดของธนาคารนี้...การันตีครับ คุณจะเจอคำตอบแน่นอน

ผมว่าพอผมพูดเรื่องนี้ เราจะเห็นว่าชีวิตเรามีอะไรทำอีกมาก จริงไหมครับ... มีอะไรที่มันบูดๆเบี้ยวในชีวิต ทั้งในโลกของการทำงานและทีบ้าน ที่รอเามามอง มาแก้มันอย่างเป็นระบบ...

ค่อยๆ เอาแต่ละเรื่องมาวาด แผนภาพ แล้วหา Side Effect แล้วตั้งคำถามหาวิธีการ Fundamental Solution จากพนักงานของคุณเอง..แล้วลองเอามาแก้กันดู...องค์กรน่าจะเติบโต คนน่าจะไปกันได้มากขึ้น .. ไม่งั้นคุณจะดูยิ่งเก่ง แต่ยิ่งเหนื่อย ยิ่งวางไม่ลงมากขึ้น ถ้าโชคร้ายงานอาจได้ผล คนแหลกราญไปรู้ตัว...ตัวใครตัวมันเลยครับ

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูกันนะครับ

หมายเลขบันทึก: 617907เขียนเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2016 10:17 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2019 13:19 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

ขอบคุณครับ อาจารย์ภิโญ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี