นึกถึงตอนเด็กๆ ผมชอบเล่นตุ๊กตุ่น มันคือตุ๊กตายางตัวเล็กๆ ไม่ใช่ตัวใหญ่ๆ แบบที่เล่นๆ กันทุกวันนี้ คนละจุดประสงค์กัน

ตุ๊กตุ่นเอาไว้ทอยเส้นบ้าง เอามาสู้กันบ้าง ส่วนตุ๊กตายางนี่จุดประสงค์เพื่อเอามาสู้กะคนซื้ออย่างเดียว ห้าๆๆ
.มันคือความสุขตามวัยครับ ไม่ว่าจะวัยไหน เราก็หาความสุขใส่ตัว แต่มันก็เปลี่ยนรูปแบบไปตามวัย ตามบริบท  (อันนี้รวมถึงตุ๊กตายางด้วย) แม้คนเราจะแตกต่างกันอย่างไร แบ่งตามเพศ ชั้น วรรณะ ยศถาบรรดาศักดิ์ ทรัพย์ศฤงคาร สุดท้ายใฝ่หาสิ่งเดียวกัน คือความสุข

 จั่วหัวเรื่องตุ๊กตุ่นตุ๊กตาแต่ก็วกกลับมาหาเรื่องความสุข ดูจะไม่เกี่ยวกันเล๊ย แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้นครับ  ไม่ว่าจะพูดถึงสิ่งใดสุดท้ายก็ลงที่ความสุข มันคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ทุกเบื้องหลังของเรื่องราวทั้งหมดของชีวิต ลองคิดมาสักเรื่องหนึ่งซิครับ ไม่ว่าคิดเรื่องอะไรสุดท้ายก็ต้องไปลงที่ความสุขหมด แม้จะคิดถึงเรื่องที่เป็นทุกข์ แต่ก็คิดเพราะอยากจะเปลื้องมันออกจากใจ ก็คืออยากมีความสุข จริงไหมล่ะ และบางทีคนเราก็มีความสุขในรูปแบบที่ซับซ้อน เช่น ได้ด่า ได้นินทาคนแล้วมีความสุข ...!
.
ทุกชีวิตมุ่งแสวงหาสิ่งที่สูงสุดที่เกิดมาชาติหนึ่งจะหาได้ ก็คือความสุขนี่แหละ ทุกกิจกรรมที่ทำก็เพื่อสิ่งนี้ เราทำงานก็เพื่อความสุข หรือไม่ก็รอเงินเดือนออกเพื่อจะเอาไปซื้อความสุข จะมีแฟน มีรถ มีบ้าน อยากจะรวย จะลงอ่าง จะคอรัปชั่นก็เพื่อความสุข ไม่มีแล้วก็ตะหงิดๆ อยากมี ... อย่าว่าแต่เรื่องกว้างๆ แบบนี้เลย แม้แต่เราขยับตัวนิดนึงก็เพื่อให้มันหายเมื่อย พอหายก็มีความสุข กระทั่งกระพริบตาก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกายทำไปเพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์จากการตาแห้ง

. 

 พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจ 4 ให้เรารู้จักทุกข์ / รู้เหตุ / รู้ว่าดับแล้วเป็นยังไง / และสอนวิธีดับทุกข์ นี่ก็เพื่อให้เราพบกับสุขที่แท้จริง ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนสิ่งที่สูงที่สุดที่ทุกชีวิตใฝ่หา เราถึงนับถือท่านเป็นบรมครูสอนวิชาสูงสุดแล้ว สูงกว่าทุกวิชาบนโลกนี้

. 

 ทีนี้ ธรรมชาติคนเราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ ไม่มีใครเกิดมาแล้วฉลาดเลย ก็ย่อมมีความเห็นผิดเป็นพื้นฐานของจิตใจแต่กำเนิด เมื่อจิตขาดการอบรมบ่มปัญญา จึงไปคว้าเอาสิ่งต่างๆ มาใส่ชีวิต  โดยหลงผิดรู้สึกว่ามันเป็นความสุข เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ คำนี้เรามักจะมาแปลกันด้วยความหมายแรงๆ แต่จริงๆ แล้วเรามีมิจฉาทิฏฐิกันทุกคนครับ  หลงผิดมากน้อยคละเคล้ากันไป

คนที่มิจฉาเยอะหน่อย ก็ไปหลงรักในสิ่งที่ไม่ได้รักตนเองเลย เช่น เหล้า บุหรี่ การพนัน มั่วเซ็กซ์ จิตหลงผิดคิดว่ามันเป็นสุข โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้มันทำร้ายตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำร้ายคนรอบข้างด้วย ... แม้จะมีความสุขเวลากระทำ แต่ก็นำผลร้ายให้เกิดในอนาคตแน่นอน จัดเป็นสุขเทียม หาใช่สุขแท้จริงไม่

.

คนที่หลงลาภยศสรรเสริญ คือหลงบ้ารวย บ้าตำแหน่ง บ้าอำนาจ บ้าการยกยอเป็นซุปเปอร์สตาร์ บ้าหล่อรวยสวยดัง นี่ก็เป็นความหลงผิดอีก  สิ่งเหล่านี้มันไม่เที่ยงครับ หมายถึงมันไม่แน่นอนไม่ใช่มันจะไม่เที่ยงเป็นบ่ายโมงบ่ายสองนะ  คือ มันมีได้ ก็มีเสีย มีรุ่งก็มีดับ หรือกระทั่งขณะมีแล้วก็ใช่ว่าจะสุขจริง ตัวอย่างเช่น คนมีรถหรู ไปไหนก็คอยระแวงว่าใครจะมาขโมย มาเฉี่ยวมาชน หรือกระทั่งขับซุปเปอร์คาร์ไปเหยียบขี้หมายางติดเหลืองหน่อยนี่ก็เป็นทุกข์ขึ้นมาแล้ว...ความสุขมันหดไปทันที

ส่วนคนบ้าอำนาจ นี่ใครขัดคอนิดนึงก็ไม่ได้ปรี๊ดขึ้นมาทันที มันเป็นความทุกข์ที่คนที่ไม่มีอำนาจเขาไม่มีกัน หรือไม่ก็ดูซิ ตอนที่ยังไม่มีอำนาจอะไรก็ได้หมด แต่พอใหญ่ขึ้นมาหน่อย แหม มรึงจะเอาแต่ใจให้ได้ ไม่ได้มันแทบจะสั่งประหารเลย... เห็นมะ มียศมีอะไรแล้วกิเลสมันครอบงำจิตใจแบบนี้ไม่ใข่ความสุขจริงหรอกครับ มันเป็นสุขซ่อนทุกข์ หรือทุกข์ที่เคลือบคาราเมลไว้ 

 . 

 คำถามคืออะไรคือสุขที่แท้จริง.? แบบที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก

เอาตอบแบบง่ายๆ ที่สุดเลยนะครับ เราลองนึกถึงสิ่งใดที่เราทำแล้วมีความสุขดู อะไรก็ได้ ไปเที่ยว กินข้าวหรู กินเหล้า ดูหนัง ฟังเพลง นินทาคน มีแฟน ทำบุญ นั่งสมาธิ ... ถ้าอะไรที่เรานึกแล้วรู้สึกว่าอิ่มใจ อันนั้นแหละสุขที่ใกล้เคียงจะเป็นสุขแท้ละ ส่วนอะไรที่ยิ่งนึกยิ่งอยากทำ คือนึกแล้วเกิดความโลภ หรือเกิดความเมามันในอารมณ์ อันนั้นแหละสุขเทียม เพราะสภาวะของสุขเทียมๆ มันจะมีความ “พร่อง” อยู่เป็นนิจ ไม่มีวันเต็ม ยิ่งนึกยิ่งอยาก  ส่วนสภาวะของสุขแท้มีความอิ่มในตัวเอง บุญก็มีความหมายถึงการอิ่มเช่นกัน  ที่เรามักจะพูดว่าอิ่มบุญๆ

 แล้วมันก็แปลกที่เวลาส่วนใหญ่ของคนเรามักจะนึกถึงแต่สุขเทียม  มันถึงได้พาเราไปเสพสิ่งต่างๆ พาเราเสียตัง เสียสุขภาพ เสียจิต และเสียตัว !!  พาเราวนในวงจรอุบาทไม่รู้จบ ทำร้ายตัวเองเรื่อยไป ... เรากลับไม่ค่อยใช้เวลาไปนึกถึงสิ่งที่เราทำแล้วอิ่มใจ เช่น ให้ตังขอทานสัก 10 บาท  หยอดตู้ไป 20 พาพ่อแม่ไปกินของอร่อย  ทำให้แฟนให้ลูกภาคภูมิใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น บริจาคของ หรือไปสงบใจที่วัด เรื่องแบบนี้นี่นานๆ จะนึกสักที ... วันนึงเราตื่นอยู่ 1,000 นาที นึกเรื่องการ เรื่องงาน เรื่องสำคัญกี่นาที พอว่างเข้าแล้วคิดถึงความสุขเทียมกี่นาทีลองตรองดู  การที่ความคิดเรานึกคิดลอยไปลอยมากับสุขเทียมเพราะกิเลสมันเข้าแทรกแซงในจิตใจเราเป็นส่วนใหญ่นั่นแหละครับ

 ถ้าเราพัฒนาการนึกคิด และการกระทำเพื่อค้นหาสุขแท้ไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่า มันคือความสุขสงบ เบิกบานของจิตใจ ที่ประกอบด้วยอาการรู้ และตื่น  อันนี้แหละสุขอิ่มจริงๆ อิ่มจนแทบไม่ต้องการอะไรเลย เป็นบุญสูงสุดและสิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่ชีวิตหนึ่งจะหาได้จริงๆ ... น่าเศร้าเหลือเกินที่คนสมัยนี้ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เสียแล้วครับ หาน้อยคนเหลือเกินที่จะค้นหาสุขที่ไม่มีทุกข์ยัดไส้อยู่ น้อยมากๆ  ...คนยุคนี้มุ่งรวยเสียจนไม่ได้คิดอะไรอื่นแล้ว เป็นมิจฉาทิฎฐิที่หลงผิดไปยึดว่าความร่ำรวยคือความสุข ลืมไปว่าเงินเป็นปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีพ เพื่อไว้แลกปัจจัย 4  ให้พอเพียงเท่านั้น เราบ้ารวยเพื่อจะไปหาซื้อสุขแบบคาราเมลสอดไส้ทุกข์มาเสพทั้งนั้นเลย
.
คงพอจะรู้จักพระสังกัจจายน์กันนะครับ พระอ้วน ที่เรามากราบไหว้นับถือว่าท่านเป็นเทพแห่งโชคลาภความร่ำรวย   ประวัติพระสังกัจจายน์อยู่ในสมัยพุทธกาล เป็นพระรูปงาม เพราะหล่อหุ่นดีมาตั้งแต่ก่อนบวช ท่านเป็นพระอรหันต์ครับ ความที่ท่านรูปงามผู้คนก็มาชื่นชมว่าท่านช่างงามเหมือนพระพุทธเจ้าจนบางทีทักผิดกัน เป็นคนยุคนี้คงจะตัวลอย แหม เหมือนคนดัง  สมัยนี้คนต้องสวยต้องหล่อกันจนศัลยแพทย์รวยเอารวยเอา แต่ท่านกลับตรงกันข้ามครับ ท่านไม่อยากให้คนมีความหลงผิด ก็เลยอธิษฐานตนให้อ้วน การอธิษฐานสมัยนี้ก็เรียกว่า Self talk พูดกันทุกวัน ฉันรวย ฉันสวย ฉันเลิศที่สุดในโลกนี้ แต่ผู้มีสติปัญญาเป็นอริยะ ท่านกลับไม่ทำอย่างนั้นครับ ท่าน Self Talk ตรงกันข้ามเลย  เพราะท่านอิ่มกับความสุขแท้แล้ว เรื่องที่จะพาคนให้หลงผิดท่านไม่ทำ ขนาดท่านอ้วนไม่หล่อแล้ว คนก็ยังนับถือเป็นเทพแห่งโชคลาภอีก บุญท่านเยอะจริงๆ เห็นไหมครับ และสำคัญที่สุดผู้ที่ประเสริฐด้วยสติปัญญา ท่านทำในสิ่งที่เหนือสามัญสำนึกของปุถุชน

.

เฮ้อ แบบนี้มันถึงเวลาที่เราจะตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อหาคำตอบแบบชัดๆ เอาแบบ คม ชัด ลึก กัน หรือยังครับ ว่า...

-ความสุขที่แท้จริงคืออะไร

-สิ่งที่เราคิดถึงทุกวันคืออะไร

-สิ่งที่เราทำทุกวันนี้ เราทำมันเพื่ออะไร สุขแท้ หรือสุขเทียม

- เราจะเสพสุขเทียมเหล่านี้ไปอีกนานแค่ไหน จนกว่าคาราเมลมันละลายแล้วความทุกข์โผล่มาเล่นงานเราหรือเปล่า ?

ใครตอบได้ไวเท่าไหร่ก็เป็นกำไรชีวิตเท่านั้น เป็นชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง สมกับที่เกิดมาชาติหนึ่ง 

ผมเองกว่าจะตระหนักได้ ก็ปาไปเกินครึ่งชีวิตแล้ว...

ค่านิยมคน มันเปลี่ยนยากครับ  แต่ผมก็พยายามถ่ายทอดออกมาแบบสุดหัวใจ

...(-_-)...