ธ. จิตหดหู่ เป็นจิตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน<p>           น. จิตเพรียรจัดเกินไป เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน</p><p>           ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป้นอันตรายต่อความเป็นสมาธิ อุสรรคทั้งคุ่นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ หากแต่ว่ามาในทางที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่มาด้วยกันอย่างเดียงคู่กันเหมือนคู่อื่นบางคู่</p><p>          อุปสรรคอย่างแรก คำว่า “หดหู่” โดยใจความ หมายถึงความอ่อนกำลัง หรือไร้กำลัง เพราะปฏิบัติผิดก็ดี เพราะเนื่องก้วยโรคภัยก็ดี เพราะเนื่องด้วยร่างกายไม่สมประกอบก็ดี หรือเพราะกำลังในทางจิตคืออินทรีย์ต่างๆ (มีสัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) อ่อนเกินไปก็ดี ล้วนแต่นำมาซึ่งผลอย่างเดียวกัน คือความถอยกำลัง แล้วตกไปเป็นฝ่ายเกี่ยจคร้าน ความซึมเซา ง่วงเหงาหาวนอน มึนชา สลัว ท้อแท อิดโรย และอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะแห่งการถอยกำลังอย่างเดียวกันย่อมจัดเข้าไว้ในข้อนี้ หรือแม้ที่สุดแต่ความคิดทีเ่ปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งเกิดความไม่พอใจ หรือไม่เลื่อมใสต่อวัตถุประสงค์อันนี้โดยแท้จริง ก็นับรวมเข้าไว้ในข้อนี้ รวมความว่ากิริยาที่จิตถอยกำลังลงไป เรียกว่าความหดหู่ในที่นี้ทุกอย่าง</p><p>             การระงับอุปสรรค หรือันตรายคือความหดหู่นี้ มีหลัออยู่ว่า “เธอประคองจิตนั้นขึ้น แล้วย่อมละความเกียจคร้านแสียได้” ส่ิงที่ต้องศึกษา คือากรที่จะประคองจิตนั้นขึ้นโดยวิะีไร ผุ้ปฏิบัติจะต้องประคองจิตด้วยอุบายที่แยบคายเร่ิมด้วยการแก้ไขมูลเหตุต่างๆ ของความหดหู่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เท่าที่จะทำให้ได้ดีในภายนอก หรือในทางกายอยางไรเสียก่อน แล้วจึงยกจิตในภายในขึ้น เช่นถ้าร่างกายไม่ดี อาหารไม่เหมาะหรือสัปปายธรรมอย่างอื่นไม่เพียงพอก็ต้องแก้ไขส่วนนั้นก่อน แล้วจึงแก้ไขส่วนที่เป็นเรื่องของจิตโดยตรง การแก้ไขทางจิตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือปลูกฉันทะ ในการเจริญภาวนาให้มาขึ้นด้วยอุบายที่แยบคาย ซึ่งมีอยู่มากมายด้วยกัน แล้วแต่ความเหมาะสม ถ้าเหลือวิสัยของตนเอง ผู้เป็นกัลยาณมิตรหรืออาตารย์ ก็อาจจะช่วยเหลือได้ดี อุบายปลูกฉันทะนั้นที่เป็นภายนอก ก็คือระลึกถึงบุคคลภายนอกอันเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเช่นระลึกในพระพุทธคุณเกิดความเลื่อมใสแล้ว ก็เกิดความอยากหรือความพอใจในการปฏิบัติยิ่งๆ ขึ้ไปด้งนี้ก็ดี หรือระลึกถึงบุคคลคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งมานะ ว่าเราก็คนเขาก็คน เมื่อเขาปฏิบัติได้ เราก็ต้องปฎิบัติได้ ดังนี้เป็นต้นก็ดีเรียกว่าอาศัยเหตุัจจยภายนอก อีกทางหนึ่งก็คื อุบายปลูกฉันทะอาศัยเหตุปัจจัยภายใน ของตัวเองโดยตรง ว่าความทุกข์เป็นอย่างนี้ วัฎฎสงสารเป้นอย่างนี้ความคับทุกข์เป็นอย่างนี้ ความหยุดเวียนว่ายเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางอื่น ๆยิ่งพิจารณาไปก็ยิ่งเห็นคุณแห่งพระธรรม และเห็นความจำเป็นที่ตนต้องพึ่งพระธรรมไม่มีทางอื่นที่จะเป็นทางรอดของตนได้ ดังนี้เป้นต้นก็ดี นี้เรียกว่าอาศัยเหตุที่เป็นภายใน เป็นอุบายประคองจิต เป็นการเพิ่มกำลังให้แก่อินทรีย์ของตน ได้ด้วยกันทั้งนั้น ประคองจิตขึ้นมาได้เท่าไร ก็ย่อมมีกำลังละความหดหู่ หรือความเกียจคร้านเสียได้เท่านั้น ผุ้มีความเฉลี่ยวฉลาดมากเท่าไร ก็ย่อมคิดหาอุบายประคองจิตของตนได้ เป็นวงกว้างขึ้นไปเท่านั้น รวมความแล้ว ก็นเป็นทางให้เกิดฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ด้วยกันทั้งนั้น และล้วนแต่เป็นความหวงหรือเห็นแก่ส่ิงหนึ่งสิ่งใดซึ่งจรหวังด้วยกันทั้งนั้น จึงอาจจะนำมาใช้เป็นอุบายได้ นับตั้งแต่เห็นแก่บิดามารดา เห้นแก่บุคคลที่ตนประสงค์จะให้เขาได้รับความพอใจ เห้นแก่พระพุทธเจ้า เห็นแก่พระศาสนา กระทั่งเห็นแก่ความหลุดพ้นของตัวเองเป็นที่สุ ดส่วนการเห็นแก่ทรัพย์ หรือชื่อเสียงเป็นต้นนั้น เป้นของต่ำเกินไปกว่าที่จะนำมาใช้เป็นอุบายสำหรับปลูกฉันทะในกรณีเช่นนี้ได้ สรุปความว่าถ้าจิตหดหุ่ต้องแก้ไขอุบายที่เป้นการประคับประคอง</p><p>             ส่วนอุปสรรคเกิดจากากรทีจิมีความเพียรจัดเกินไป จนตกไปข้าฝ่ายฟุ้งซ่านั้น เป้นส่ิงที่กลับตรงกันข้ามกับจิตที่หดหู่โดยประการทั้งปวง อุบายสำหรับแก่ปขอุปสรรคข้อนี้ จึงมีอยุ่ในรูปตรงกันข้า ว่า “เธอข่มจิตนั้นเสียย่อมละความฟุ้งซ่านได้” ดังนี้ จิตเพรียจัดเกินไป หมายถึงมีความขะมักขะเขม้นเกินขอบเขต หล่าวดดยที่่ถูกแล้ว จิตไม่ควรจะมีความขะมักเขม้น หรือะไรๆ ที่มีความมหายมากมายเกิกว่าความพอดี ทุกขนิดที่เีดยว แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ความเพรียร ก็ควรจะทราบว่าเป้นความเพียรที่ทำใไปในลักษระที่พอดี มิใช่พากเพียรด้วยตัณหามานะ เหมือกรณีของชาวโลกที่ประกอบการงาน</p><p>            ความเพียรที่จัดเกนไปนั้น ย่อมีมุลมาจากัมนามานะทำฺฐะ กระทั่งถึงอวิชชาเป้นที่สุด เพราะฉะนั้น จะต้องมีการศึกษาเกี่ยวกัยความเีพียรที่อเหมาะพอดีมาเป็นพืท้นฐานเสียก่อน</p><p>            อีทางหนึ่งความเพียรอาจจะพุ่งจัดเกนไปได้ ด้วยความเคยชินที่เลื่อลอย ในการกระทำทางกายและทางจิต เช่นมีความขยันขันแข็งในการนั่งหรือการยืน หรือการจงกรมเป็นต้น มากเกินไป จนเกิดความผิดปรกติขึ้นในร่างกายแล้วจิตก็ต้องฟุ้งซ่านไปตา หรือในระยะแห่งวิปัสสนา ขยันพิจารณาอย่ามุมานะมากเกินไป กว่าการเพ่งดุความจิริงอย่างแน่วแน่แล้ว จิตก็ตกไปเป็นฝ่ายฟุ้งซ่านได้อย่างใหญ่หลวงโดยงาย เพราะความเคยชินอันเลื่อยลอยนั้น</p><p>           เมื่อเสียความเป้นปรกติทั้งทางฝ่ายกราย และฝ่ายจิตรวมเข้าด้วยกันแล้วเขาย่อมไม่สามารถจะข่มจิตได้ กระทั่งถึงแม้จะนอนหลับก็หบับไม่ได้ โดยที่จิตใฝ่ฝันเลื่อนลอยไป ไม่ยอมหยุด ทั้งที่กายนอนหลับตาน่ิงจนกระทั่งเป็นอัจรายไนที่สุด</p><p>           การข่มจิตในที่นี้จะสำเร็จได้ด้วยการป้องกัน และการกำจัดมูลหตุแห่งความุฟุ้งซ่านโดยตรงนั้นเอง เมื่อได้บรรเทามุลเหตุชั้นหยาบๆ หรือที่เป้นภายนอกออกไปเสียได้แล้ว ก็สามารถขจัดความฟุ้งซ่านที่เป็นชั้นละเอียดหรือภายในได้ตามลำดับ</p><p>           ในบางกรณีต้องเป็นไปในทางพักผ่อนเสียชัวคราวทั้งทางกายและางใจ พักผ่อนทางกาย คือการหยุดทำความเพียรชั่วคราว พักผ่อนทางจิตคือหยุดใช้การพิจารรา แล้วมาสงบอยุ่ด้วยสมาธิเสียชั่วคราว ดังนี้ก็ดี หรือหยุดสมาะิชั้นละเอียดชนิดที่มีอารฒณ์ละเอียด ไปเป็นสมาธิอย่างอื่นที่อารมณ์หยาบกว่า กล่าวคือเปลี่ยนสมาธิเสียนั่นเอง ดังนั้ก็ดี เป็นการชั่วคราวแล้ว ย่อมเป็นอุบายที่กำจัดความเพียรที่พุ่งจัดเกินไปได้ดวยกันทั้งนั้น</p><p>          สรุปความว่า การข่มจิตนั้น ไม่ได้หมายคึวามอย่างข่มเขาวัวให้กินหญ้า หรือหักด้านพร้ากับหัวเขช่า หากแต่ว่าเป้นการใช้อุบายที่แยบคายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนระงับความฟุ้งซ่านได้นั่นเอง อย่างไรก้ตา อุปสรรคคุ่นี้เป็นอุปสรรคที่ยากลำบากต่อการที่จะขจัดยิ่งไปกว่าคู่ที่แล้วๆ มา และเป็นอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้ไดโดยง่ายกว่าอุปสรรคที่แล้ว ๆ มา กระทั่งขอบเขตที่จะต้องศึกษาเพื่อการควบคุมและแก้ไขที่กว้างขวาชงย่ิงกว่าอุปสรรคอื่นๆ </p>