องค์ความรู้ อิทธิบาท 4 เปรียบเทียบกับจิตวิทยาในปัจจุบัน

ผมขอนำ องค์ความรู้เมื่อประมาณ  2,600 ปีก่อน มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับความรู้ที่เราใช้ยุคนี้ดู..

ถือว่าเป็นการวิเคราะห์ส่วนตัวผมนะครับ ไม่สรุปว่าถูกผิด แล้วแต่ผู้อ่านจะพิจารณาด้วยสติปัญญา และอาจแย้งก็ได้ ยินดีครับ

 อิทธิบาท 4 หนทางสู่ความสำเร็จ ที่เราท่องกันตอนเด็กๆ (สมัยนี้เรียนหรือเปล่าไม่รู้)

ฉันทะ / วิริยะ / จิตตะ /วิมังสา  แปลว่าอะไร แล้วก็เอาไปสอบ  ได้คะแนนแล้วก็คืนความรู้ครูกลับไป ...เพราะเป็นคนดี ครูให้แล้วก็ให้คืน !!

.

 ฉันทะ คือความชอบ ความพอใจ น่าจะตรงกับภาษาสมัยนี้ว่า Passion,  Inspiration, Appreciation  ฯลฯ

กำลังฮิตเลยครับ การสร้างแรงบันดาลใจ  / ค้นหาสิ่งที่รัก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลายมีมูลเหตุจากฉันทะ 

ฉะนั้น หากเรารู้ตัวเองว่ามีความหลงใหลในสิ่งไหน เมื่อได้ทำลงมือสิ่งนั้น ย่อมทุ่มเท ความสามารถเรื่องนั้นจะโดดเด่น และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ทราบว่าตัวเองรักอะไร  อเมริกาสำรวจว่า คนมากกว่า 80% ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก นี่ขนาดประเทศเสรีนะ  ประเทศเราจะเหลือสักเท่าไรกัน เราถึงมีชีวิตแบบทนทำหรือทำทน มากกว่าจะ สนุกกับงานสนานกับชีวิต

จิตวิทยาสมัยนี้จึงมีขบวนการให้เราตั้งคำถามตัวเองเพื่อสืบค้นว่า อะไรคือ ฉันทะ นี่จะเป็นจุดแข็ง เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสร้างแผนการใช้ชีวิต หรือกระทั่งแผนการทำงานของทีม

 

วิริยะ คือความเพียร เป็นการลงมือกระทำสิ่งนั้นอย่างไม่ย่อท้อลดละ 

การลงมือทำอะไรสักอย่างโดยที่ไม่ถูกบังคับ นับเป็นเรื่องที่มนุษย์ทำได้แสนยาก พอจะทำอะไรสักอย่าง  ความขี้เกียจ ความคิดลบ จะกอดคอนำหน้ามาก่อนเลย แม้ฝืนลงมือทำแล้วหากกำลังใจไม่ดีพอ ไม่ขยัน หรือไม่มีเทคนิคการเผชิญอุปสรรคที่แยบยล ไม่นานก็ล้มเลิก แม้จะเป็นสิ่งที่รักก็เหอะ ทิ้งปลาตะเพียนหันไปกินลูกท้อแทนนักต่อนักแล้ว  เราจึงเห็นเครื่องออกกำลังกายตามบ้านที่มีไว้เพื่อตากผ้า...  อืม 

องค์กรต่างๆ จึงต้องมีกฏมีระเบียบ บังคับ บังคับ และ บังคับ  ยิ่งขี้เกียจ ยิ่งอู้ ระเบียบยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

ผมขอแวะ สังเกตเปรียบเทียบกับจิตวิทยาปัจจุบัน ตรงที่ เมื่อค้นพบสิ่งที่รัก แล้วจะให้ตั้งเป้าหมาย  แต่อิทธิบาท 4 กลับวางลำดับ เรื่องการลงมือทำก่อนการตั้งเป้าหมาย  (ผมวิเคราะห์ว่าการตั้งเป้าอยู่ในหัวข้อ จิตตะ) ตรงนี้ ผมให้ลองคิดเปรียบเทียบดูเองนะครับว่า...

การตั้งเป้าแล้วลงมือทำ กับ การลงมือทำไปก่อนแล้วตั้งเป้าทีหลัง มีข้อดีแตกต่างกันอย่างไร

ส่วนตัวผมเป็นคนที่คิดไวทำไว คิดแล้วทำเลย ตั้งเป้าทีหลัง เช่น ผมจะมาเป็นอาจารย์ ผมก็หาที่สอนเลย เมื่อสอนไปสักพักแล้ว ภาพมันจะค่อยๆ ชัดเป็นรูปเป็นร่าง ว่าเราควรจะเดินอย่างไรต่อไป สอนอะไรแบบไหน แล้วตั้งเป้าว่าจะเป็นอะไร  ผมจึงยกย่องอิทธิบาท 4 ว่าท่านวางลำดับได้ดีกว่า  อันนี้คือประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ

 จิตตะ คือการใส่ใจ 

นอกจากขยัน Diligent  แล้วก็ต้องใส่ใจ Deliberate ให้ครบ 2 D  จึงจะไม่เข้าข่าย ขยันผิดที่ 100  ปีก็ไม่รวย  ฉะนั้นวิริยะแล้วก็ต้องจิตตะ ต้องวางแผน นั่นคือต้องมีเป้าหมาย เป้าระยะยาว ระยะสั้น ลงรายละเอียดแผนการทำงาน รายเดือน รายวัน  ถ้าผ่านฉันทะ วิริยะแล้ว ความทุ่มเทไม่ต้องพูดถึงแล้ว มาดูเป้าหมายและการวางแผนดีกว่า ว่าทุ่มเทถูกทิศทางหรือไม่ มีอุปสรรคอะไรที่เราควรระวังล่วงหน้า

 วิมังสา คือหมั่นทบทวน ก็คือการ Recheck และวัดผลครับ 

ทุกอย่างถ้าไม่วัดผล เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันก้าวหน้าหรือก้าวหลัง หรือกระทั่งก้าวเฉียงๆ  การทบทวนผล วัดผล ย่อมจะเห็นทั้งข้อดี ข้อผิดพลาด สามารถย้อนกลับนำไปปรับทุกขั้นตอน ทั้งฉันทะ ทั้งวิริยะ ทั้งจิตตะ ปรับแผน ปรับเป้า ปรับส่วนตัว หรือปรับวัฒนธรรมองค์กร ได้หมดเลย


สมกับเป็นหนทางแห่งความสำเร็จไหมครับ ทำตามลำดับนี้แล้ว Success Way จริงๆ  นี่คือสองพันกว่าปี สมัยนี้ยังคิดไม่ถี่ถ้วนเท่าเลยครับ ตัวอย่าง  เช่น Plan Do Check Act นี่ยังขาดเรื่องสำคัญ คือค้นหา Passion  หรือจุดแข็ง  ผมเห็นมาเยอะแล้วครับ วางแผนแล้วก็หลุดแผนประจำ เพราะไม่ได้วางแผนเริ่มจากความรัก ความชอบ ความถนัด ... คนทำก็บ่นว่า วางแผนนี่ไม่ถามกรูสักคำ


สรุปอีกทีครับ 

ฉันทะ การค้นหาสิ่งที่รัก สิ่งที่เป็นความสามารถอันเป็นจุดแข็ง

วิริยะ ขยัน ลงมือทำอย่างไม่ย้อท้อ ทะลวงทุกอุปสรรค

จิตตะ มีการวางแผน การตั้งเป้าหมาย การระแวดระวัง

วิมังสา ทบทวนผลงาน วัดผล ปรับแผน

ส่วนตัวผมนอกจากนับถือพระพุทธเจ้าด้วยความศรัทธาแล้วก็ยังนับถือด้วยปัญญาอีกด้วย

 องค์ความรู้ของบรมครูที่สอนไว้ตั้งสองพันกว่าปีแล้ว ยอดเยี่ยมแค่ไหน ลองพิสูจน์กันได้ครับ ผมมองว่าสมัยนี้เราโดนฝรั่งครอบงำให้เชื่อตามเขาเสียจนเรามองข้ามสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วกับบ้านเมืองเรา หลักสูตรการเรียนแบบฝรั่งจะ Downgrade ความรู้เราทำให้หมดค่า หมดความหมาย หรือไม่ก็ยกขึ้นหิ้งไปเลย  จะเห็นว่าสิ่งดีๆ หลายๆ อย่างของไทยเราจะดู Low เช่น ถ้าผมไปสอนแล้วบอกว่า วันนี้จะสอนเรื่องอิทธิบาท 4 นะ  คนก็เตรียมหลับหรือเตรียมหลบกันแล้ว  แต่ถ้าบอกชื่อฝรั่งละตาสว่างได้ ...เฮ้อ

.

ผมจะประยุกต์จากความรู้ทางพุทธศาสตร์เป็นหลักครับ  ต้องผนวกเรื่อง สติ สมาธิ และหลักคิดไตรลักษณ์เข้าไปด้วย ซึ่งเมื่อได้พิสูจน์ทางการสอนแล้วได้ผลดีกว่า เร็วกว่า เนียนกว่าด้วย เนียนจนผู้เรียนบางทีไม่รู้ว่า นี่เหรอพุทธศาสตร์ แล้วผู้เรียนก็มีการเปลี่ยนแปลงความคิด เปลี่ยนทัศนคติได้อย่างรวดเร็ว บางคนมาเรียนแค่ครั้งเดียว เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ทันทีเลย

 อย่าลืมนะครับ พระพุทธเจ้าเวลาท่านสอนคนนี่น่ะ เร็วแค่ไหน บางท่านมาฟังทีเดียวจบหลักสูตรเปลี่ยนปุถุชนเป็นอัจฉริยะเลย (จริงๆ คือ อริยะ ซึ่งเหนือกว่าอัจฉริยะ) ไม่ต้องเรียนกันเป็น 10ๆ  ปี  ผมไม่ได้ว่าองค์ความรู้ฝรั่งไม่ดี แต่มันด้อยกว่าเห็นๆ ครับ สอนแล้วใช้เวลามากกว่า และความลึกซึ้งก็ไม่เท่า

คำสรรเสริญที่เราสวดมนต์ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า งดงามทั้งเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย  หมายถึงทั้งครบถ้วน และทั้งลึกซึ้ง ซึ่งของฝรั่งผมมองแล้ว อย่างดีก็มีแค่เบื้องต้นกับเบื้องกลางครับ เบื้องปลายคือเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งสำคัญสุดๆ แทบไม่มี หรือมีก็ตื้นๆ

.

นี่คือความปรีชาญาณหรืออัจฉริยภาพ ที่เราไม่ควรเพียงกราบไหว้ 

แต่ควรนำมาศึกษาอย่างจริงจัง  มาถอดหลักสูตร และคิดถอดรหัสวิธีการสอน ตามรอยท่านนะครับ

.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธรรมะ 4.0



ความเห็น (2)

-สวัสดีครับอาจารย์

-คิดแล้วทำเลย ทำในสิ่งที่ตนเองรักนะครับ

-การเรียนรู้ใจตนเองสำคัญนะครับ

-กำลังค่อยๆ ก้าวเดินต่อไปตามที่ใจปรารถนาครับ

-ขอบคุณครับ

คุณเพชรน้ำหนึ่ง มีชีวิตท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอิจฉาจริงๆ

หมายเลขบันทึก

643761

เขียน

03 Jan 2018 @ 23:41
()

แก้ไข

12 Jan 2018 @ 10:14
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก