บันทึกเรื่องทำแท้งอีกอารมณ์หนึ่ง

เช้ามืดวันนี้มีฝนพรำ ผมเลือกที่จะเดินออกไปนอกที่กำบังเพื่อจะได้สัมผัสละอองฝนที่ร่วงลงมา มันชุ่มชื่น ชื้นจมูกหน่อยๆ

“มันไม่เหมือนฝน มันเป็นละอองฝอย คิดว่ามันคือหิมะก็แล้วกัน” ผมบอกกับตัวเองในใจ

วันนี้ผมต้องเข้ากรุงเทพเพื่อที่จะไปสอนเรื่องทำแท้งที่ราชวิทยาลัยฯ

คิดๆไปแล้วก็ขำ นี่ผมมาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยบังเอิญหรือไร ทำไมต้องเป็นเรื่องนี้ ทำแท้งแล้วมันได้อะไรกับชีวิตบ้างวะ

ผมคิดถึงเมื่อก่อน ช่วงที่ต้องเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันนี้ไปยังที่ต่างๆ เชียงราย เชียงใหม่ ขอนแก่น โคราช ตาก พิษณุโลก ในช่วงนั้นใช้ชีวิตสนุกมาก รู้จักผู้คนมากมาย เพื่อนพี่น้องหมอและพยาบาล อาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่าน และที่สำคัญ ได้หอบหิ้วลูกเมียร่วมเดินทางไปพร้อมกัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาระด้านการเรียนของลูกเพิ่มมากขึ้น ผมก็ต้องเดินทางเพียงลำพัง

ผ่านมากว่า ๑๐ ปี ที่ได้ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ให้กับผู้หญิงหลายคนนั้นมันสอนอะไรผมมากมายนัก ผมได้สดับรับฟังปัญหาต่างๆจากคนหลายคน ความทุกข์ที่หลั่งไหลจากความรู้สึกของคนที่ท้องไม่พร้อมมันช่วยปรับเปลี่ยนความคิดของผมไปในตัวและโดยไม่รู้ตัว มันทำให้ผมมองคนว่าเขาคือคน ไม่ใช่โรค ไม่ใช่โรคร้าย ไม่ใช่แค่คนท้อง แต่เขาคือคนที่ตั้งท้อง 

มุมมองต่อคนเหล่านั้น ได้หล่อหลอมวิธีคิดและมุมมองเรื่องราวต่างๆของผมให้นำมาปรับสอนลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า

ผู้หญิงคนหนึ่งบอกผมในวันที่เราจะทำแท้งให้เธอในวันนั้นว่า “ฉันไม่อยากให้ลูกออกมาในช่วงเวลานี้ มันไม่พร้อม ลูกออกมาแล้วเขาจะลำบาก ฉันลำบากคนเดียวฉันทนได้ แต่ลูกของฉันต้องมาลำบาก ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”

“ไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียวสินะ” ผมเสริมออกไปเพื่อคั่นจังหวะให้เธอ

“ค่ะ แค่ส่วนหนึ่ง เงินเพียงหมื่นบาทต่อเดือน มันแทบจะไม่พอเมื่อเทียบกับภาระที่มีในตอนนี้” เธอหมายถึงตัวเธอและลูกชายอีกคนที่กำลังเรียนชั้น ม.ต้น “แต่ในตอนนี้ ตอนที่ผู้ชายมาทิ้งฉันไป เหลือเพียงฉันตัวคนเดียว ลูกที่เกิดมาเขาจะขาดพ่อ ขาดความสมบูรณ์ตามที่เขาควรจะมี ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ฉันต้องตัดสินใจ ฉันต้องรับผิดชอบต่อการเกิดขึ้นมาของเขา” 

ผมคงทำได้เพียงยื่นกระดาษทิชชู่ให้เธอเช่นเคย

เรื่องราวเช่นนี้มันก็เป็นแค่หนังฉายซ้ำๆที่ผ่านมาในชีวิตผม บทพูด บทหยุด บทยื่นกระดาษซับน้ำตา ผมแสดงออกมาจนเก่ง แต่จะเก่งไปคนเดียวไม่ได้ ลูกศิษย์ของผมต้องได้รับประโยชน์จะบทละครต่างๆนี้ด้วย

“อาจารย์แป๊ะ มีคนร้องเรียนอาจารย์มานะครับ เค้าร้องว่าอาจารย์ทำแท้งเสรี” เสียงจากอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งบอกผมมา

“ผมเนี่ยนะครับ ทำแท้งเสรี” ผมอุทานออกมาโดยฉับพลัน ในใจทั้งขันทั้งเจ็บ

ที่ขัน ก็เพราะผมสอนคนอื่นมาตลอดชีวิต ว่าการทำแท้งเสรีไม่มีในโลก มีใครบ้างที่อยากจะท้องและมาให้เราทำแท้ง

“อาจารย์ไม่ได้เห็นตอนที่แฟนเขามากระดี๊กระด๊ากันหลังแท้งลูก ไม่เห็นจะมีความรู้สึกสำนึกผิดสักนิด” เธอคนนั้นบอกผมมา

“เค้ายืมมือพวกเราฆ่าเด็ก” ผมเคยเห็นกระดาษแผ่นนี้เขียนฝากมาให้ เค้าในข้อความนั้นคงหมายถึงผม

ฯลฯ

ในที่ประชุมเพื่อปรับความเข้าใจกันในวันนั้นดูร้อนรุ่ม ในใจผมร้อนรน

“ถ้าหากเราเปิดตัวว่ารับทำแท้ง เคสพวกนี้คงหลั่งไหลที่โรงพยาบาลเราจนรับมือไม่ทันแน่ๆ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา

“คิดดีแล้วเหรอ ที่จะให้บริการในเรื่องแบบนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว” 

ฯลฯ

“ผมอยากให้ทุกคนเสนอความเห็นให้ชัดเจน ว่าเราควรทำอย่างไร ไม่อย่างนั้นอาจารย์แป๊ะจะทำงานไม่ได้” ผอ.ซึ่งเป็นประธานขอความเห็น

“เอิ่ม พี่ไม่เห็นด้วยค่ะ”

“พี่คิดว่าเรายังคงไม่ถึงเวลาที่จะต้องให้บริการแบบนี้”

ข่วงเวลานั้น ผมลุ้นด้วยใจระทึก เพราะหนึ่งในบรรดาพี่ๆน้องๆที่นั่งอยู่ข้างหน้าผม มีอยู่คนหนึ่งซึ่งผมเพิ่งทำแท้งให้น้องสาวเขาไป เธอเป็นคนพามาเองเสียด้วย

“พี่ก็คิดว่า พี่ไม่เห็นด้วยนะคะ” เธอตอบ

“..”

“ผมยอมแพ้ครับ ในเมื่อทุกคนเห็นตรงกันเช่นนี้ ผมยอมแพ้ ไม่ต้องไปทำมัน ไม่ต้องทำแท้ง” แล้วผมก็เดินออกจากห้องประชุมไปโดยที่ผอ.ยังไม่ทันจะได้ปิดประชุม

นั่นมันก็กว่าปีมาแล้ว แต่เป็นกว่าปีที่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้ารับการบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ผมเคยคิดว่าดีและปลอดภัยที่สุดได้

เอ...อันที่จริง ผมก็ยังพอได้ทำแท้งอยู่บ้างหรอกครับ แต่เป็นในรายที่มีอายุครรภ์น้อยๆ ไม่เกิน ๙ สัปดาห์ และจัดการให้เขาเสร็จได้ที่โอพีดี

“แป๊ะ ใจเย็นๆ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของผมกล่าวมา

“เราพยายามให้เค้าเห็นตัวอย่างคนไข้ที่ท้องไม่พร้อม เราไม่อยากให้ตัวอย่างนั้นคือญาติๆของเค้า ในเมื่อเค้าไม่เห็น เราก็ต้องปล่อยวาง” อาจารย์ยังคงสอนผมต่อไป

.....................

“เฮ้ย เธอพูดมาเหมือนที่ครูฉันเคยสอนฉันเลยวุ้ย” ผมอุทานออกมา เมื่อได้ยินเธอคนนั้นพูดออกมาว่า เธอต้องรับผิดชอบต่อขีวิตของลูกเธอ

“มันคือความรับผิดชอบของคนเป็นแม่ ต่อการคลอดที่จะเกิดมาในเวลาที่ไม่มีความพร้อม” ครูชาวออสเตรียกล่าวไว้

ผมสิ้นสุดการยุติการตั้งครรภ์พร้อมกับการได้เรียนรู้ของนักเรียนแพทย์ ๖ คน

มันน่ารักมาก เพราะทั้ง ๖ คนต่างยกมือไหว้ขอบคุณคนไข้ที่นอนอยู่ตรงหน้า (“มัน” คือกิริยาที่ลูกศิษย์ผมแสดงออกมาด้วยความสุภาพนะครับ ไม่ใช่มันคือนักเรียน ฮ่าฮ่า)

แล้วคนไข้รายต่อไปก็เข้ามา เธอคือคนกลุ่มนั้น

“อาจารย์ ช่วยหนูด้วยนะ” เธอกล่าว

...............

อากาศเช้าวันนี้มันดีมาก พยากรณ์อากาศล่วงหน้าเตือนว่า วันพรุ่งนี้พายุ “ไคตั๊ก” จะขึ้นฝั่งที่ประเทศมาเลเซีย และผลกระทบส่วนหนึ่งก็คือฝนตกหนักแถบบ้านผม “สงขลา”

แต่ตอนนี้ ละอองของมันอองฟองมาก มันเหมือนปุยนุ่มๆหล่นลงมากระทบผิวหน้าและปลายแขน ผมแทบจะเคลิ้มไปกับหิมะในจินตนาการ

“ซูมมมมมมม” แล้วฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่

“หิมะพ่องไรวะ เปียกหมด”

ธนพันธ์ ชูบุญตากหิมะตัวเปียก

๒๑ ธค ๖๐

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (2)

-สวัสดีครับ

-อ่านบันทึกของอาจารย์ทีไรก็ได้อะไรกลับมากมาย

-ขอบคุณครับ...

อ.หมอ..เก่งหลายอย่างเลยนะครับ