KM โรงเรียนเพลินพัฒนา (3)



ตอนที่ ๑ (๒๕ มีนาคม ๒๕๕๙)    ตอนที่ ๒ (๒๕ มีนาคม ๒๕๕๙)  

ที่จริงครูใหม่เชิญผมไปร่วมกิจกรรม ชื่นใจได้เรียนรู้ ... ภาคครูเพลิน ทุกปี    และผมเขียนบันทึก reflect จากการไปร่วมงานทุกปี    แต่ปีที่แล้วผมใช้ชื่อบันทึกว่า KM โรงเรียนเพลินพัฒนา เขียนสองตอน    ปีนี้จึงสวมรอยใช้ชื่อเดียวกัน เป็นตอนที่ ๓   แต่ห่างกันปีครึ่ง     คือตอนที่ ๓ สะท้อนคิดจากการไปร่วมงาน KM 12 เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๐ 

ที่จริงจะใช้ชื่อว่า PLC โรงเรียนเพลินพัฒนา ก็ได้    เพราะนี่คือ Professional Learning Community ของครูโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถม    ภายใต้การนำหรือโค้ชของครูปาด (ศิลวัต ศุษิลวรณ์)  และครูใหม่ (วิมลศรี ศุษิลวรณ์)

ผมไปถึงโรงเรียนเพลินพัฒนาก่อน ๗ โมง     เพราะนัดกับคุณเปา (ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร) ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล  ไว้ตอน ๗.๓๐ - ๘.๓๐ น.    ว่าจะคุยกันเรื่องแผนงานในอนาคตของมูลนิธิ สยามกัมมาจล   

นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ลานจอดรถสักครู่    ก็มีครูมาเชิญเข้าไปข้างใน    ไปชมนิทรรศการ    เรื่องราวการสะท้อนคิดผลงานของครูในรอบ ๑ ปี    ที่เมื่ออ่านแล้วผมมีความสุขมาก     เพราะสาระสะท้อนการเป็น “ครูเพื่อศิษย์    เป็นสาระเรื่องราวการทำงานของครู ที่มุ่งเป้าที่การเจริญงอกงามของศิษย์

เช้าวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ ผมไปขึ้นเครื่องบินไปจังหวัดตรัง     ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องคุยกับ ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระพัฒนาระบบการศึกษา    ในตอนหนึ่งท่านเอ่ยว่า การบริหารระบบการศึกษาไทยไม่ถึงตัวเด็ก”  ผมดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้ยินคำนี้จากท่านประธาน คณะกรรมการอิสระฯ     เพราะนี่คือความเลวร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ในระบบการศึกษาไทย 

หากคณะกรรมการอิสระฯ แก้ไขปัญหานี้ได้ (ปัญหาครูและผู้บริหารการศึกษาเพื่อกู)    ผลสำเร็จด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กก็จะตามมา     

กลับมาที่เช้าวันที่ ๑๗ ตุลาคม    ผมอ่านโปสเตอร์คร่าวๆ และถ่ายรูปเอาไปอ่านที่บ้าน    เพราะผมตาไม่ดี เพ่งนานๆ ไม่ได้    ขณะเขียนบันทึกนี้ที่บ้านผมก็อ่านโปสเตอร์การสะท้อนคิดของครู ประกอบไปด้วย   

ภาพแรกที่ผมถ่ายมา เป็นเรื่อง หนังสือประวัติศาสตร์ ... ไม่ยากฉันอยากฟัง  ของ ครูตุ๊กตา   ครูสอนดนตรีไทย    มีข้อความสั้นๆ หน้าเดียว แต่ให้ภาพพจน์ชัดเจน     ในวิธีการทำให้เด็ก ป. ๑ เห็นคุณค่าของการฝึกดนตรีไทย ...เป่าขลุ่ย     โดยการเล่าเรื่องประวัติเครื่องดนตรี    ยิ่งนับวันวงการศึกษา ของโลก ก็ยิ่ใให้ความสำคัญแก่การทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าต่อสิ่งที่กำลังเรียนว่ามีประโยชน์ต่อชีวิต ในอนาคตอย่างไร  

สามภาพต่อมา เป็นเรื่อง การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดย ครูท็อป วิชาแสนภาษา    ครูท็อป สะท้อนคิดว่า ศิษย์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นครูชั้น ป. ๑ ของตน มีความแตกต่างกันอย่างมากมาย    นี่คือข้อค้นพบด้าน การศึกษา    ว่าระบบการศึกษาและตัวครู จะต้องตระหนักในความแตกต่างนี้    และจะต้องจัดการเรียนรู้ ให้สนองเด็กที่แตกต่างกันอย่างมากมาย    ให้ทุกคนบรรลุการเรียนรู้ระดับ mastery ให้จงได้    

ครูท็อปเล่าการสะท้อนคิดของตนจากประสบการณ์หลายปีของตนอย่างงดงาม     สะท้อนสภาพ ที่ครูหมั่นสังเกตพัฒนาการของศิษย์    นำไปสู่การปฏิบัติคือการเปลี่ยนบทเรียน ให้นักเรียนเรียน (ฝึก) การวาดเส้นในเทอมวิริยะ     

ครูท็อปสอนวิธีวาดเส้น ๑๓ แบบ   รวมทั้งใช้หลักการจากจุดเป็นเส้น และเป็นภาพ    และนำเด็กไปวาดภาพนอกห้องเรียน    เรื่องจุดกับเส้นและภาพนี้ ทำให้ผมนึกถึงศิลปินชื่อ ฌอร์ฌ-ปิแยร์ เซอรา ที่วาดภาพด้วยจุด () และผมไปเห็นภาพของเขาที่พิพิธภัณฑ์ MOMA ที่นิวยอร์ก ()    

ภาพต่อไปเป็นข้อสะท้อนคิดของ ครูนุ้ย แสนภาษา ชช. ๑    เล่าความรู้สึกในการเปลี่ยนหน้าที่ จากครูประจำชั้น สู่ครูวิชา     ผมประทับใจการตีความหน้าที่ครู ว่าคือ “สร้างคน”    อ่านข้อสะท้อนคิด เพียงหน้าเดียวสั้นๆ ผมก็จับความเป็น “ครูเพื่อศิษย์ ของครูนุ้ยได้    เพราะคำนึงถึงพัฒนาการของศิษย์ อยู่ตลอดเวลา

สองภาพโปสเตอร์ สุนทรียภาพที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชั้นเรียน”  ของ ครูกุ้ง แสนภาษา     เล่าการสร้างสรรค์โดยใช้ดนตรีกระตุ้นพลังสร้างสรรค์ของเด็กในการวาดภาพลายเส้น    เห็นภาพสามมิติ ของเด็กแล้ว เหลือเชื่อจริงๆ    ครูกุ้งเอ่ยถึงความแตกต่างของเด็กเช่นเดียวกัน

สามภาพต่อมาเป็นเรื่อง สุนทรียภาพที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชั้นเรียน” ของ ครูหนึ่ง แสนภาษา ช่วงชั้น ๒   ที่เล่าความรู้สึกของ การเสพสุขทางอารมณ์” จากการสร้างสรรค์งานศิลปะ    เราจะเห็นว่า ครูโรงเรียนเพลินพัฒนากล้าตีความคุณค่าบทเรียนที่เกิดแก่ศิษย์    ตีความจาก ประสบการณ์ตรงของตน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ทรงคุณค่ายิ่งของตัวครู    ที่บรรยากาศการบริหารแบบ ควบคุมสั่งการของกระทรวงศึกษาธิการไม่เอื้อให้เกิด    หรือกล่าวแรงๆ ว่าปิดกั้น 

ทั้งหมดนั้น ได้จากการชมนิทรรศการในหมวด แสนภาษา เท่านั้น    แต่ผมก็อยากตีความ หมวดวิชาแสนภาษาของโรงเรียนเพลินพัฒนาว่า ส่อความหมายว่าการเรียนวิชาศิลปะ เป็นการเรียน ภาษา”  อย่างหนึ่ง    คือภาษาเชิงนามธรรม ภาษาอิสระต่อการตีความ    เป็นเครื่องมือเปิดอิสระทางใจแก่ผู้เรียน   ให้กล้าแสดงออกความรู้สึกของตน    โดยไม่กังวลเรื่องถูกผิด    นี่คือการวางพื้นฐาน ภาษา”  แห่งความมั่นใจตนเองและเคารพผู้อื่น


วิจารณ์ พานิช

๒๓ ต.ค. ๖๐


 

หมายเลขบันทึก: 642117เขียนเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2017 21:41 น. ()แก้ไขเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2017 21:41 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

เรียน อาจารย์วิจารณ์ ที่เคารพ


กราบขอบพระคุณอาจารย์ที่กรุณาเขียนบันทึกสะท้อนการเรียนรู้จากงาน "ชื่นใจ...ได้เรียนรู้" (ภาคครูเพลิน) ครั้งที่ ๑๒  ที่ช่วยให้พวกเรามีโจทย์ดีๆ ไปทำงานกันต่อจากการสะท้อนคิดของอาจารย์ในหลายประเด็นที่ทั้งเฉียบคม ทั้งแม่นยำของอาจารย์

งาน KM ครูเพลิน ครั้งที่ ๑๒ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐-๓๑ มีนาคม ๖๐ หรือเมื่อประมาณ ๖ เดือนที่แล้ว อาจารย์ก็มาร่วมงานค่ะ  ในครั้งนั้นหนูถอดเทปเก็บประเด็นที่อาจารย์กล่าวสะท้อนเอาไว้ในบันทึกนี้  https://www.gotoknow.org/posts/627809 ค่ะ

ด้วยความเคารพ

ครูใหม่

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี