"คน 48 ล้านคนได้หรือเสียอะไร"
เปิดหน้าสะท้อนความคิดและความรู้สึก
"มีความไม่เข้าใจอย่างมากว่าทำไมกระแสของความคิดที่แตกต่างกันเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องบัตรทองจึงดูคล้ายโรคและความเจ็บป่วยทางความคิดของผู้คนที่อาจถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีระดับไอคิวสูง" และต่างเชื่อว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้องแล้ว มีหลักการแล้ว และต่างขุดคุ้นข้อมูลในมุมของตนเองออกมาโต้แย้งกัน
และความสงสัยก็ตามมาอีกหลายระลอกคลื่น
"ทำไมเดี๋ยวนี้เราต้องมาพูดเรื่องกำไรและขาดทุนบนความทุกข์จากการเจ็บป่วยของคนจนที่ค่อนข้างมีจำนวนมากของประเทศ"
"ถ้าเป็นเรื่องที่จำเป็นทำไมรัฐไม่เพิ่มหรือนำงบประมาณมาสนับสนุนให้มากขึ้น"
"สาเหตุที่พูดกันมาว่าโรงพยาบาลขาดทุน จากที่ตามอ่านยังไม่เห็นใครค้นหาสาเหตุอย่างจริงๆจังๆ ว่าขาดทุนเพราะอะไร มีปัจจัยโดยตรงและโดยอ้อมอย่างไร ไปมากกว่าการกล่าวโทษกันและกัน"
"รูปแบบที่ควรปรับปรุงแก้ไขผ่านการพิสูจน์ด้วยวิจัยน่าจะทำอย่างไรไปมากกว่ายกเลิกวิธีการเดิม"
"การสร้างกระแสนักวิจัยในวงการสาธารณสุขเยอะมากในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เมื่อสถานการณ์จริงเกิดขึ้นมีใครสามารถตั้งคำถามของปรากฏการณ์นี้ให้เป็นคำถามการวิจัยได้บ้างในหน้างานของตนเอง" เช่น
▪️การบริหารจัดการเรื่องงบประมาณในองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง
▪️ความคุ้มค่าคุ้มทุนของรายรับและรายจ่ายของโรงพยาบาลตนเองเป็นอย่างไร
▪️อะไรคือปัจจัยเชิงสาเหตุที่ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน มากกว่าการตั้ง "บัตรทอง" เป็นจำเลย
...
หลายสัปดาห์ผ่านมายังไม่เจอปรากฏการณ์นี้แม้แต่ทีมขับเคลื่อนพัฒนาวิจัยในงานประจำ นั่นแสดงให้เห็นว่าบนฐานการทำงานของชีวิตที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยพบว่ามีทักษะการตั้งคำถามมาใช้ในวิถีชีวิตจริงมีน้อยมาก แสดงให้เห็นว่าเราสร้างคนทำงานให้เป็นนักวิจัยบนกระดาษและเวทีการประกวดมากกว่าการสร้างให้เกิดกระบวนการทางปัญญา?
จากกระแสทางความคิดที่แตกต่างกันนี้ อาจทำให้มิตรภาพที่ดีงามและถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างกันหายไป ผู้คนส่วนมากไม่กล้าสะท้อนความคิด เพราะอะไร
▪️ไม่ใช่เรื่องของตนเอง ไม่อยากยุ่งเกี่ยว
▪️กลัวระบบเจ้านาย
▪️...
จากความสงสัยมากมายจึงได้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ และเกิดการตั้งคำถามกับตนเองว่า
"ถ้าแก้ไขเรื่องบัตรทองและให้มีการจ่ายร่วม คนกว่า 48 ล้านคนจะได้หรือเสียอะไร ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นกำไรของชีวิต แต่ถ้าเสียล่ะ คนคิดแก้ไขอย่างมากเมื่อเกษียณไปแล้วอาจไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ หรือบ้านพักที่สุขสบาย แล้วคน 48 ล้านคนล่ะ จะมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร"
คำถามต่างๆ ผุดขึ้นเพื่อขบคิด
ทำให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ทำให้ใจนี้สงบเย็นลง
"หลายปัจจัย ในระบบของต่างประเทศเองก็มีเรื่องความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้ให้บริการและผู้ถืองบประมาณแต่ไม่น่าจะแรงแบบไทย
เรื่องเงินเป็นอำนาจตัวหนึ่งที่มีผลต่อความไม่พอใจ
เรื่องงบประมาณไม่พอก็เป็นปัจจัยหนึ่ง
การบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากประชาชนเข้าถึงบริการ
การบริหารของสปสช.เองทีอาจจะก้าวล่วงอำนาจของกระทรวงสธ.
สิ่งที่สำคัญส่วนหนึ่งที่กล่าวถึงคืออำนาจและการเมืองเรื่องนี้ค่อนข้างแก้ยากและลึกซึ้ง
อื่นอื่นอีกมากต้องใช้เวลาพอสมควร"
..
#Noteความคิด
03-07-60
ที่มา; https://www.facebook.com/nipaporn.lakornwong/posts/1369380006443294
Thank you for your note - that offers several 'points to pnder'.
We do need to talk and resolve conflicting issues "in timely manner". As you say - we have to consider the 48 millions people more than our own 'self-interest'. We have a lot more to gain from efficiency of (healthcare) service at management level.
สิ่งสำคัญและแก้ยาก..และลึกซึ้ง..คือ..อำนาจและการเมือง.."เรื่องผลประโยชน์..กลไกที่ขับเคลื่อน ติดอยู่เป็นกมลสันดาน..รัก โลภโกธรหลง.."..ที่มีอยู่และไม่ยอมฝึกให้อยู่เหนือ..จิตไฝ่ต่ำที่บงการ..ของผู้บริหารประเทศ..ประเภทนี้..
ขอบคุณบันทึกที่มีให้อ่าน..ตรงปัญหา..ที่ไม่มีอยู่บนแผ่นกระดาษ..วิจัย..