"ไม่มีความบังเอิญ ทุกอย่างล้วนอยู่ที่กรรมที่ได้กระทำมา
ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่ผ่านมา
"

เป็นคำสอนของพระพุทธองค์ที่ท่านได้สอนพวกเราเอาไว้


เช้าวันเสาร์ที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ มหาวิทยาลัยอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน
วันนี้มีนัดกับคุณหมอเป้ คุณหมอตาที่จะต้องรับแว่นสายตาที่ตัดเอาไว้แถวฟ้าฮ่าม

ทำให้ต้องวางแผนว่า จะใช้เส้นทางไหนจึงจะสะดวกที่สุด
ปกติ ถ้าใช้เส้นในเมือง ก็จะเข้าทางถนนเชียงใหม่-ฮอด
แล้วค่อยลัดเลาะริมน้ำปิงไปถึงฟ้าฮ่ามได้

แต่ถ้าใช้เส้นเชียงใหม่ - ลำปาง ก็จะต้องจะต้องเข้าวงแหวนรอบกลางจากบ้านก่อน
แล้วค่อยเลี้ยวเข้าเมืองเชียงใหม่ในเส้นนี้

วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร โลเลอยู่นาน เถียงกันในใจว่า เส้นไหนดี
แต่มือและเท้าก็พามาเส้นวงแหวน และเชียงใหม่ - ลำปาง

จิตใจวันนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ ไม่ค่อยมีสติ ใจลอย ๆ
หรือว่านอนดึก ตื่นเช้า ก็ไม่รู้

เมื่อเช้าเส้นเชียงใหม่ - ลำปาง ก็ชิดซ้ายมาตลอด
ไม่ลอดอุโมงค์แรก เมื่อถึงสี่แยกหนองประทีป
หรือคนเชียงใหม่ รู้จักใน "สี่แยกปอยหลวง"
ก่อนถึงสี่แยกถ้าเข้าขวา ก็จะไปทางอำเภอสันกำแพง
แต่ผมจะเข้าเมือง จึงเลือกเส้นซ้ายทางตรง

จอดรถติดไฟแดง ต่อจากคันหน้า ๑ คัน
จอดเป็นคันที่ ๒ โดยนิสัยตัวเอง เวลาจอดรถติดไฟแดง
จะขึ้นเบรคมือ ปล่อยเกียร์ว่าง เหยียบเบรคเท้ารอ
ซึงนี้วันนี้ก็ทำแบบนี้เป็นปกติ

ตอนนั้นเป็นเวลา ๑๐.๐๐ น. แล้ว
จอดรถติดไฟแดง ได้ไม่ถึง ๑ นาที
ก็รู้สึกรถสะเทือนหนักมาก เหมือนมีแผ่นดินไหว
หัวคะมำไปข้างหน้า หน้าผากโขกอะไรก็จำไม่ได้
แล้วก็กระเด้งไปข้างหลัง แว่นตากระเด็นออกไปไหนก็ไม่รู้
รถเลื่อนไปชนรถคันหน้า แล้วถอยหลังกลับมา

เริ่มรู้ตัวแล้วว่า รถน่าจะถูกชนมาจากด้านหลัง
ได้ยินเสียงฟู่ ๆ จากด้านหลังรถ ก็กลัวจะเป็นแก้สของรถตัวเองรั่วออกมา
เพราะรถของตัวเองติดแก็สไว้ด้านหลังของเบาะหลัง
ห่างจากท้ายรถประมาณ ๑ ฟุตกว่า ๆ

สติกลับมา ปลดเข็มขัดนิรภัยก่อน ปิดและดึงกุญแจรถออก
เปิดประตูออกมา เดินลงไปที่เกาะกลางถนนที่อยู่ด้านขวาพอดี
เห็นรถยนต์คันที่ชนเด้งออกไปอยู่ห่างจากท้ายรถตัวเอง
ประมาณ ๒ ช่วงคันรถ สภาพหน้ารถ กระโปรงหน้ายุบเข้าไป
กระจกด้านคนขับมีรถแตกร้าว แต่คนขับยังไม่ออกมาจากรถ




พี่ผู้หญิงข้างหน้าตกใจ ลงมาถามว่า เกิดอะไรขึ้น ผมบอกว่า มีรถมาชนรถผม แล้วไปไหลไปชนรถพี่อีกที

สี่แยกมีป้อมยามตำรวจอยู่ แต่ไม่มีตำรวจอยู่เลย ผมบอกพี่ผู้หญิงให้โทรหา ๑๙๑ ก่อน
แล้วพี่ผู้หญิงให้ผมแจ้งรายละเอียดว่า เกิดอุบัติเหตุตรงบริเวณไหน

ระหว่างการรอได้สัก ๑๐ นาที ตำรวจสายตรวจเข้ามาถึงก่อน พยายามเคาะรถเรียกคนขับที่มาชน
แต่น่าจะสลบ เรียกยังไงก็ไม่ตื่น ตำรวจเลยต้องรอกู้ภัยมาช่วย

อีกสัก ๕ นาที กู้ภัยเริ่มทยอยมาเรื่อย ๆ รถพยาบาล ๑ คัน จอดปิดถนนตรงนั้นเลย
กู้ภัยอีกคัน จอดปิดท้ายคันที่มาชน

แว่นตาผม กระเด็นไปไหน ผมพยายามหาอยู่หลายรอบ ปรากฏว่า มันไปอยู่เบาะหลัง
ในลักษณะเลนส์หลุดไป ๑ ข้าง หากไม่มีแว่น ผมจะจัดการอะไรได้อย่างลำบาก
เพราะเหลือแว่นอยู่อันเดียว ส่วนอีกคันกำลังจะไปรับในวันนี้

สิ่งที่ผมทำต่อมา คือ การโทรหาเพื่อนสนิทว่า เกิดเหตุการณ์แบบนี้ควรทำอย่างไรดี
เพื่อนคงนึกว่า อุบัติเหตุแค่มีรถมาชน จึงแนะนำว่า ให้ถ่ายรูปในที่เกิดเหตุไว้ให้หมด
ให้ใช้กล้องใหญ่จะชัดดี เพราะเพื่อนจะรู้ว่า ผมเป็นพกกล้องใหญ่ติดตัวเสมอ

แล้วโทรหาพี่อาจารย์อีกคนที่ชำนาญเรื่องรถ เพราะคิดแต่เรื่องรถว่า จะทำยังไงต่อได้บ้าง

ส่วนตัวเอง สิ่งที่รู้สึกได้ก่อน คือ หน้าผากที่กระแทกอะไรก็ไม่รู้ เริ่มโน มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย
ซึ่งตอนแรกคิดว่า หัวแตก แต่ไม่ใช่ แค่โน บวม เท่านั้น แต่ใหญ่
ต้องขอให้พยาบาลที่มากับรถฉุกเฉินทำความสะอาดแผลเบื้องต้นให้ก่อน

ในระหว่างนั้น ตำรวจกับกู้ภัย กำลังพยายามเปิดประตู ซึ่งผมจำไม่ได้ว่า เขาทุบกระจกไหม
แต่ตำรวจมาถามหาพวกเหล็กที่รถของผมอยู่ว่า มีไหม ซึ่งรถผมไม่มี

ประมาณ ๒๐ นาที ก็สามารถนำคนเจ็บออกมาจากรถได้
และพยายามปั้มหัวใจคนเจ็บ ส่วนผมก็เจ็บที่หน้าผากเหมือนกัน
แต่คิดว่า ยังไหวอยู่ เริ่มเก็บกระเป๋าและเอกสารสำคัญในรถออกมาก่อน

สภาพรถ เนื่องจากเป็นรถเก่า โครงเหล็กมันคงแข็งมาก แต่ส่วนประกอบอื่นกระเด็นหมด
กระจกสองข้าง กันชน ถังน้ำมันรั่วหมด ตัวถังบุบ เพลา ล้อบิดเบี้ยวไป ๑ ข้าง
ที่นั่งคนขับบิด เหล็กรองวิทยุรถหลุด กล่องไม้คลุมถังแก๊ส ฯลฯ




กู้ภัยถามว่า ผมจะไปโรงพยาบาลเช็คอาการไหม ผมคิดอยู่นาน แต่ก็ไปเช็คดีกว่า
เพราะการกระทบกระเทือนมาก ๆ มันมีอันตรายทืี่ภายในร่างกาย

กู้ภัยพาไปโรงพยาบาลแม็คคอมมิคซึ่งอยู่ใกล้แถวนั้นมากที่สุด
ขึ้นรถเข็นนอน พร้อมกระเป๋าหลายใบที่เอามาจากรถ เข้าไปรอที่ห้องไอซียู
ระหว่างนั้นผมก็แจ้งพี่อาจารย์ว่า ผมอยู่โรงพยาบาลแล้ว กำลังรอตรวจ
หมอตรวจอาการเบื้องต้น เช็คศีรษะ กระดูกคอ รอยการปวดบริเวณที่เข็มขัดมารัด
แล้วให้ไปเอ็กซ์เรย์ที่ศีรษะ ๒ ด้าน แล้วให้ยาและรอดูอาการ ๒๔ ชั่วโมง
พร้อมการสังเกตและการปฏิบัติว่า หากปวดหัวมาก ๆ มีอาเจียนพุ่งให้รีบมาหา

ซึ่งหมอถามว่า จะนอนสังเกตที่โรงพยาบาล หรือ จะกลับบ้าน
ผมก็ตอบว่า กลับบ้านดีกว่า เพราะแม่อยู่บ้านคนเดียว

ระหว่างนั้น คนเจ็บถูกนำตัวมาที่โรงพยาบาลแล้ว แต่รู้สึกว่า อาการหนักมาก
ปั้มหัวใจอยู่ ๒๐ นาทีก็เสียชีวิต

มาทราบภายหลังว่า ท่านเป็น ผกก.อยู่ สภ.บ้านธิ ลำพูน ยศ พ.ต.อ.
น่าจะเป็นโรควูบหรือโรคประจำตัว เพราะถนนไม่มีรอยเบรกของรถเลย
มาชนรถผมเต็ม ๆ

รถผมมีแค่ พรบ.ความเสียหายทางรถยนต์ ก็มีค่ารักษาพยาบาล
ซึ่งฝ่าย พรบ.ที่นี่ ตั้งไว้ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาทอยู่ ระหว่างรอดูอาการ

หลักฐานที่ใช้มีพวกสมุดรถ ประกัน พรบ. และบันทึกประจำวันของร้อยเวร
ซึ่งผมได้ไปเอาแล้ว กับพี่อาจารย์ที่แวะมาช่วยผม ณ สภ.แม่ปิง




ไปเจอลูกชายของผู้ขับรถชนผม น้องเป็น ดร.อยู่มอชอ
และทราบข่าวการเสียชีวิตที่นี่จากร้อยเวร

เสร็จจากตรงนี้ ก็ไปเก็บของที่รถจากสถานที่เก็บของกลางอีกรอบ
ตำรวจลากรถมาไว้ที่นี่ เอาออกได้เลย แต่คงขับไม่ได้
เลยทิ้งไว้ที่นี่ก่อน

ส่วนเรื่องค่าเสียหายต่าง ๆ ค่อยคุยกับน้องเขาทีหลังจากงานศพแล้ว


ถึงตอนนี้รู้สึกว่า ชีวิตของตัวเองสำคัญที่สุด
ขอบคุณรถจิ๊บเล็ก ๆ ที่ช่วยตัวเองเอาไว้
ขอบคุณพี่ ขอบคุณเพื่อนที่ช่วยดูแล

เคยผ่านเสี้ยวความตายจากรถเครื่องไปชนรถ MU7 มา
แต่ครั้งนี้กลายเป็นอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุด
เพราะมีคนเสียชีวิต

มีมุมคิดหลายมุมที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้

จอดรถอยู่ดี ๆ ก็มีคนขับรถมาชน

ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นกรรมเก่าหรือกรรมใหม่
ผมขอเอาอโหสิกรรมที่เกิดขึ้นกับทุกดวงวิญญาณ
ทุกคน ทุกตน ด้วย


เรื่องอื่น ๆ เอาไว้เล่าในบันทึกถัด ๆ ไปครับ


บุญรักษา ครับ ;)...