สมญา “ครู”

ดร. ถวิล อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4

------------------------

ครู มาจากคำว่า “คุรุ” แปลว่า หนัก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษกำหนดให้บุคคล
ที่ทำหน้าที่ในการสืบทอด และถ่ายทอดองค์ความรู้จากภายนอกที่มองเห็น ความรู้จากภายใน
อีกทั้งทำความรู้ให้กระจ่างและเป็นผู้ที่มีหน้าที่สร้างบุคคลให้มีคุณภาพทั้งวิชาการ
คุณธรรม จริยธรรม สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุข และเป็นกัลยาณมิตร

นอกจากนี้ ยังแผลงมาจาก ครุ ผู้ควรแก่ความเคารพ
คารวะ เพราะครูเป็นวิญญาณของชีวิต สอนลูกศิษย์ให้เป็นคนฉลาด มีความรู้คู่คุณธรรม

วิชาชีพครู

ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง เนื่องด้วยเป็นอาชีพที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ
และจะต้องประกอบวิชาชีพเพื่อบริการสาธารณและ ยังมีบทบาทสำคัญต่อสังคมและ
ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ดังนั้น การทำให้บุคคลทั่วไปทุกระดับได้มี
ความรู้สึกที่ดีต่ออาชีพครู จึงต้องมีกลยุทธ์ กลวิธีหลายประการที่ต้องทำให้เห็นประจักษ์ในเรื่องของครู

สมญานามที่เน้นให้เห็นความสำคัญของครู

  • ครู คือ นักปฏิวัติในสนามรบทางการศึกษา
  • ครู คือ ผู้ใช้อาวุธลับของชาติ
  • ครู คือ ทหารเอกของชาติ
  • ครู คือ แม่พิมพ์ของชาติ
  • ครู คือ กระจกเงาของเด็ก
  • ครู คือ ดวงประทีปส่องทาง
  • ครู คือ ผู้สร้างโลก
  • ครู คือ ผู้กุมความเป็นตายของชาติไว้
  • ครู คือ ปูชนียบุคคล
  • ครู คือ วิศวกรทางสังคม

ลักษณะวิชาชีพ (Profession)

เป็นอาชีพให้บริการแก่สาธารณชนที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญเป็นการเฉพาะ
ไม่ซ้ำซ้อนกับวิชาชีพอื่น และมีมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ โดยก่อนประกอบวิชาชีพ
ต้องฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเพียงพอก่อนที่จะประกอบวิชาชีพ
เช่น แพทย์ พยาบาล สัตว-แพทย์ วิศวกร สถาปนิก ทนายความ และครู เป็นต้น
ซึ่งจะแตกต่างกับอาชีพ (
career) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องทำให้สำเร็จ
โดยมุ่งหวังค่าตอบแทนเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น

วิจิตร ศรีสอ้าน (2535) อธิบายลักษณะของวิชาชีพชั้นสูงไว้ 6 ลักษณะดังนี้

  • วิชาชีพชั้นสูงจะต้องมีบริการที่ให้แก่สังคมที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงและจำเป็น
  • สมาชิกของวิชาชีพชั้นสูงจะต้องใช้วิธีการแห่งปัญญาในการให้บริการ
  • สมาชิกของวิชาชีพชั้นสูงจะต้องได้รับการศึกษาอบรมให้มีความรู้กว้างขวางลึกซึ้งโดยใช้ระยะเวลานานพอสมควร
  • สมาชิกของวิชาชีพชั้นสูงจะต้องมีเสรีภาพในการใช้วิชาชีพนั้นๆตามมาตรฐานวิชาชีพ
  • วิชาชีพชั้นสูงจะต้องมีจรรยาบรรณ
  • วิชาชีพชั้นสูงจะต้องมีสถาบันวิชาชีพเป็นแหล่งกลางในการสร้างสรรค์จรรโลงมาตรฐานของวิชาชีพ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานวิชาชีพ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
(มาตรา 53)
พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546

พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546

มาตรา 7

ให้มีสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
เรียกว่า “คุรุสภา” มีฐานะเป็นนิติบุคคลในกำกับ
ของกระทรวงศึกษาธิการ

มาตรา 9กำหนดให้คุรุสภามีอำนาจหน้าที่

1. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ

2. ควบคุมความประพฤติและการดำเนินงานของผู้ประกอบ

วิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและ

จรรยาบรรณของวิชาชีพ

3. ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอประกอบวิชาชีพ

4. พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

5. สนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐาน

วิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพ

6. ส่งเสริม สนับสนุน ยกย่อง และผดุงเกียรติผู้ประกอบ

วิชาชีพทางการศึกษา

7. รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรของสถาบัน

ต่าง ๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ

8. รับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ รวมทั้ง
ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพ

9. ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ

10. เป็นตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของประเทศไทย

11. ออกข้อบังคับของคุรุสภา

ฯลฯ

มาตรา 49 ให้มีข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ

ประกอบด้วย

(1) มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ

(2) มาตรฐานการปฏิบัติงาน

(3) มาตรฐานการปฏิบัติตน

มาตรฐานวิชาชีพ : การประกอบวิชาชีพ

มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ขอรับใบขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

มาตรฐานการปฏิบัติงาน

คุณภาพ ต่อใบอนุญาต
- ประเมินความชำนาญ
ตามระดับคุณภาพ

- ประเมินความชำประเมินนาญเฉพาะด้าน
มาตรฐานการปฏิบัติตน

(จรรยาบรรณของวิชาชีพ)

- จิตวิญญาณของความเป็นครู

การยอมรับของสังคม

มาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

1. มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาหรือ
เทียบเท่า หรือคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง โดยมีความรู้
ดังต่อไปนี้

(1) ภาษาและเทคโนโลยีสำหรับครู

(2) การพัฒนาหลักสูตร

(3) การจัดการเรียนรู้

(4) จิตวิทยาสำหรับครู

มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพครู

ผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี
และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ดังต่อไปนี้

1. การฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน

2. การปฏิบัติการสอนในสาขาวิชาเฉพาะ

ผู้ประกอบวิชาชีพครู ต้องปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ดังนี้

1. ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ

2. ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะแก่ผู้เรียน

3. มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ

4. พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง

5. พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

6. จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเน้นผลถาวรที่เกิดแก่ผู้เรียน

7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ

8. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน

9. ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์

10. ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์

11. แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา

12. สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์

1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์

2. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงาม

3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี แก่ศิษย์

4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์

5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์

6. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งทางด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์

7. ครูต้องรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและเป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์กรวิชาชีพครู

8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์

9. ครูพึงประพฤติปฏิบัติตน เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย

มาตรา ๗๘ ผู้ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ คือ

“ประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุรุสภา”

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือ ปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๗๙ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๖ หรือมาตรา ๕๖ คือ


“แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุรุสภา และสถานศึกษารับผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคุรุสภา” หรือ

“ประกอบวิชาชีพควบคุม หรือ แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต”

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือ
ทั้งจำทั้งปรับ

วินิจฉัยชี้ขาดผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดจรรยาบรรณ

(๑) ยกข้อกล่าวหา

(๒) ตักเตือน

(๓) ภาคทัณฑ์

(๔) พักใช้ใบอนุญาต ได้ไม่เกิน 5 ปี

(๕) เพิกถอนใบอนุญาต

ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุม ได้แก่

1. ครู
2. ผู้บริหารสถานศึกษา
3. ผู้บริหารการศึกษา
4. บุคลากรทางการศึกษาอื่น (ศึกษานิเทศก์)

ผู้ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

1. ผู้มาให้ความรู้เป็นครั้งคราว
2. ผู้ไม่ได้ประกอบวิชาชีพหลักด้านการเรียนการสอนแต่บางครั้งต้องสอน
3. นักเรียน นักศึกษา หรือผู้รับการอบรม หรือผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติกาสอน
4. ผู้จัดการศึกษาตามอัธยาศัย
5. ผู้ทำหน้าที่สอนในศูนย์การเรียนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ
6. ผู้ประกอบวิชาชีพในระดับอุดมศึกษา
7. ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา
8. บุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด เช่น
9. พระภิกษุผู้ทำหน้าที่สอน
10. ผู้สอนศาสนาอื่น
11. ผู้สอนตามโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ
12. ตำรวจตระเวนชายแดนที่ทำหน้าที่สอน
13. ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานศึกษาเฉพาะทาง

ครู

มาตรา ๗๙ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๖ หรือมาตรา ๕๖ คือ

“แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพ โดยไม่ได้รับอนุญาต

จากคุรุสภา และสถานศึกษารับผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต
จากคุรุสภา” หรือ “ประกอบวิชาชีพควบคุม หรือ แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต”

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความสัมพันธ์ระหว่างจรรยาบรรณกับวินัยข้าราชการ

  • โดดเดี่ยว
  • ดื้อยา
  • ชาล้นถ้วย
  • ป่วยไม่รักษา
  • หาประโยชน์ส่วนตน
  • มองคนแง่ร้าย
  • ครูหัวโบราณ “คิดเป็น ก็คิดไป แก้ปัญหาเป็นก็แก้ปัญหาไป แต่ฉันจะสอนอย่างไร ใครอย่ามายุ่ง”
  • ครูปากม้า “นินทาวนละมาก ๆ ปากผ่องใส”
  • ครูหน้าใหญ่ “ใหญ่ที่โรงเรียน ไปเป็นเสมียนที่อำเภอ เห่อเจ้านายได้สองขั้น”

มาตรา ๑๐๙

เมื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
และไม่มีกรณีเป็นผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตราอื่น ต้องให้ไปดำรงตำแหน่งอื่นที่
ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ภายใน ๓๐ วัน

ภายในระยะเวลา ๓๐ วัน ถ้าหน่วยงานการศึกษาใดไม่มีตำแหน่งว่าง
หรือตำแหน่งที่สามารถย้ายไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งได้
ผู้นั้นจะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการโดยพลัน

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาออกจากราชการเมื่อ
ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
เว้นแต่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น
ที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ตามมาตรา ๑๐๙นอกจากนี้
ก็คือเมื่ออายุ ๖๐ ปี แต่ปัจจุบัน
แม้ครูเราจะเกษียณไปแล้ว
ยังได้รับเกียรติให้มาเป็นครูผู้ทรงคุณวุฒิด้วย

---------------

แหล่งข้อมูล