๕๓๖.. ชีวิต..ถ้าไม่รู้จักคำว่าให้..ก็ไม่รู้จักที่จะได้รับ..

โชคดีที่ได้ศึกษาหลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พบว่า..ขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain..) การเสีย คือการได้.ทำให้ผมก้าวต่อไป..ไม่รู้สึกท้อถอย...

          ปีแรกที่มาอยู่โรงเรียนบ้านหนองผือ..จำได้ติดตา แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนมีน้อยเหลือเกิน ผมวางแผนอยู่พักใหญ่ว่าจะเริ่มตรงไหนดี มีสิ่งใดสำคัญที่ต้องทำก่อนหลัง ตอนนั้นงบประมาณก็น้อย แต่ไม่ได้คำนึงถึงมากนัก..

          คิดอยู่อย่างเดียว..ต้องให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับโรงเรียนนี้ เพราะเราเลือกเอง ยอมทุ่มทุนทั้งเรี่ยวแรงและเวลา ยอมควักกระเป๋าตัวเองก็ต้องทำ ถ้าให้งานขับเคลื่อน เพราะผมถือว่า..แหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม..เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งยวดของโรงเรียนขนาดเล็ก..

          โรงเรียนค่อยๆเปลี่ยนแปลง แต่หลายคนมองว่าเราก้าวกระโดด เพราะ ผอ.ไฟแรง..บ้างก็ว่า..ผมสร้างภาพ ทั้งที่ตอนนั้นการประชาสัมพันธ์ก็ยังดูเงียบๆ เฟสก็ยังไม่มี เวทีแจ้งเกิดก็หายาก เพราะผมไม่ได้มุ่งประชันขันแข่งกับใคร ไม่สนใจคำว่า “ดีกว่า” ตั้งหน้าตั้งตาทำให้ “ดีที่สุด”

          ช่วงนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมาก..ครูก็มีแค่ ๓ – ๔ คน ผมต้องสอนหนังสือ ทำงานธุรการและทำงานรอบๆอาคาร ตกแต่งบริเวณให้ดูสดใส ใช้ความรู้สึกและจินตนาการล้วนๆ ความรู้ด้านอาคารสถานที่ก็มีน้อย แต่ก็คิดทำไปเรื่อย ขยับขยายและใช้พื้นที่ของโรงเรียนให้คุ้มค่าและสมประโยชน์ที่สุด

          ลงทุนมากเหลือเกิน ทั้งแรงกายแรงใจ..ผู้ปกครองก็ยังไม่เห็นความสำคัญ มิหนำซ้ำยังบอกว่าเดี๋ยว ผอ.ก็ย้าย สุดท้ายผลสัมฤทธิ์ก็ยังไม่ดี คงเป็นเพราะผมต้องรับผิดชอบหลายหน้าที่ จึงเร่งรัดพัฒนาคุณภาพได้ไม่ทั่วถึง..

          บทสรุปก็คือ..ทำงานอย่างมีความสุข แต่ผลที่ได้กลับ..ขาดทุน..โชคดีที่ได้ศึกษาหลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พบว่า..ขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain..) การเสีย คือการได้.ทำให้ผมก้าวต่อไป..ไม่รู้สึกท้อถอย...

          งานวิชาการ..ที่เป็นหัวใจสำคัญ เคยคิดได้แต่ทำไม่ได้ ผมปรับใหม่ โดยใช้การเรียนรู้คู่การปฏิบัติ จัดกิจกรรมบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้แหล่งเรียนรู้เสริมต่อสาระในบทเรียน เกิดการเรียนนอกห้องเรียนอย่างมีความสุข

         ผู้ปกครองมารับส่งลูกหลานที่โรงเรียน เห็นแล้วก็ชื่นชม เกิดความรักความศรัทธาเรื่อยมา จนกระทั่งนักเรียนเริ่มเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ..

           เขตพื้นที่ฯ ก็เริ่มจะเห็นความสำคัญของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ทำงานอย่าง “พอเพียง” ประกาศยกย่องให้”บ้านหนองผือ” เป็นต้นแบบทันที..หลังจากที่ผมและคณะครูมุ่งมั่น ทุ่มเท ไม่รอ ไม่ขอ ไม่ท้อ ไม่ถอย แต่ต้องอดทนแบบ..ขมแล้วขมอีก..ก็เพื่อให้นักเรียนได้รับโอกาส..ข้อจำกัดและความขาดแคลน..จึงไม่เป็นอุปสรรคเลย..

          นึกย้อนกลับคราใด..สุขใจทุกครั้ง..ยิ่งเวลาฝนตกให้ชุ่มฉ่ำไปทั่วโรงเรียน ต้นไม้โบกสะบัดใบดีใจที่ได้น้ำฝน จากนั้นฝนก็หยุดตก ฟ้าหลังฝนสดใส งดงามนัก..

          ผมคิดถึง..ภาคเอกชน..คิดถึงทุกคนในครอบครัว “ลิ่มอติบูลย์” และเพื่อนๆสมัยเรียนมัธยม..นำงบประมาณ สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนมามอบให้อยู่เสมอ พร้อมรอยยิ้มและกำลังใจ..คำว่า..ให้..จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป..

          "ชีวิต..ถ้าไม่รู้จักคำว่าให้..ก็ไม่รู้จักที่จะได้รับ.."

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๐  พฤษภาคม ๒๕๖๐



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (0)