ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมีหน้าที่บริหารงานของหน่วยงานตามทิศทางและเป้าหมายที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด การได้มาซึ่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยไทยที่เป็นของรัฐ ใช้หลักการการมีส่วนร่วมของประชาคมมหาวิทยาลัยนั้นๆ ที่เราเรียกว่า ใช้วิธีสรรหา ไม่ใช่แต่งตั้ง และไม่ใช่เลือกตั้ง
ผมมีข้อสังเกตว่า ในสภาพความเป็นจริงของการได้มาซึ่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยไทยในปัจจุบัน เป็นดุลยภาพระหว่าง
- ผลประโยชน์ของประชาคมภายในส่วนงานหรือมหาวิทยาลัยนั้น กับส่วนรวมขององค์กร/ของประเทศ
- การมองผลระยะสั้น กับผลระยะยาว
- สภาพเดิมๆ (minimal change) กับการเปลี่ยนแปลงใหญ่ (big change)
- การสร้างความราบรื่น กับการสร้างการเปลี่ยนแปลง
ผมมีความเห็นว่าที่เป็นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ เอียงไปแบบแรกใน ๔ ข้อข้างบน
ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง เสนอว่า ควรแยกคณะที่จะสรรหาคณบดีเป็นสองแบบ คือแบบที่จะเน้นสร้างความต่อเนื่อง พัฒนาตามแนวทางเดิม กับคณะที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงใหญ่ และใช้วิธีการสรรหาคณบดีคนละแบบ
คณะแบบหลังต้องใช้องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาที่มีคนนอกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และสรรหาเชิงรุก เสาะคนที่เหมาะสมจากทั่วประเทศ แล้วหาทางดึงดูดให้เขามาทำหน้าที่
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ก.พ. ๖๐
ผมพบว่าบางที่เป็นแบบผลประโยชน์ของคนในคณะ และผลประโยชน์ของผู้บริหารคณะนั้นล้วน ๆ ใครมีพวกมากก็มาบริหาร เราเลยไม่ค่อยได้คนดีคนเก่งมาบริหารคณะ
บางคณะผู้บริหารมีปัญหา แต่อาศัยพวกมาก มีผลประโยชน์ ทำให้การบริหารมีการทุจริตครับ
ขอบคุณมากๆครับ
ทุกวันนี้ใช้คำว่าสรรหา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่การสรรหาที่แท้จริง ทุกอย่างในมหาวิทยาลัยตั้งแต่สภามหาวิทยาลัยจนถึงระดับภาควิชา ต้องมีการแก้ไขทั้งองค์ประกอบและเนื้อหา เรายังเน้นงานธุรการมากกว่างานด้านวิชาการ มีการทำงานที่ซำ้ซ้อนกัน สิ้นเปลืองทั้งคนและงบประมาณ