เมื่อน้องๆ ได้พยายามแก้ปัญหาร่วมกันแล้ว แต่ยังไม่สามารถทะลุทะลวง หรือคลี่คลายได้ เหล่าบรรดารุ่นพี่ก็พลิกสถานการณ์เข้ามาเกื้อหนุนช่วยแนะนำ ขยับเข้ามาออกแบบทีมทำงานขึ้นมาใหม่บนสถานการณ์นั้นๆ เพื่อให้งานไม่หยุดชะงัก ตลอดจนเพื่อรักษาองค์กรและมิตรภาพของสมาชิกไว้อย่างยี่หระ


จากบันทึกก่อนหน้านี้ คือ สานฝันน้องพี่ทำดีเพื่อสังคม : อีกหนึ่งงานค่ายในแบบใจนำพา ศรัทธานำทาง

ยังคงมีเรื่องที่อยากจะเล่าต่อเนื่องเกี่ยวกับโครงการ “สานฝันน้องพี่ทำดีเพื่อสังคม” ที่ดำเนินการโดยชมรม “สิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชน” เมื่อวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2560 ณ โรงเรียนโนนสมบูรณ์ ตำบลเสาเล้า อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์







ว่าด้วยการใช้เครื่องมือสำรวจค่ายสู่การเกาถูกที่คัน



ค่ายครั้งนี้เริ่มสำรวจพื้นที่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เบื้องต้นคัดกรองมา 2 โรงเรียนจากจังหวัดขอนแก่นและกาฬสินธุ์ แต่ในกรณีโรงเรียนในเขตอำเภอพลของจังหวัดขอนแก่นนั้นติดขัดเงื่อนไขบางประการ เช่น ความต้องการของโรงเรียนดูจะใหญ่โตเกินกว่าศักยภาพของนิสิตจะพึงสร้างสรรค์ขึ้นได้ รวมถึงระยะทางก็ดูจะไกลมากโขเมื่อเทียบกับโรงเรียนโนนสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการชมรมจึงนำข้อมูลเบื้องต้นของโรงเรียนโนนสมบูรณ์เข้าสู่ที่ประชุม ที่ประชุมลงมติให้เดินทางไปสำรวจค่ายและพบปะกับชุมชนด้วยตนเอง

ดังนั้นแกนนำชมรม 4-5 คนจึงออกเดินทางไปยังโรงเรียนด้วยรถยนต์ส่วนตัว มีการแบ่งสายงานการสำรวจและเก็บข้อมูลเป็นสองส่วนหลัก คือ คณะครูและนักเรียน โดยก่อนการเดินทาง นิสิตที่เป็น “รุ่นพี่” ในชมรมได้มาแนะนำกระบวนการ “เก็บข้อมูล” หรือที่เรียกว่าการ “สำรวจความต้องการของชุมชน” ในทำนองว่า

“ให้เป็นการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เน้นการพบปะพูดคุย สนทนา สังเกตการณ์บริบทโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งชุมชนว่าอยากมาทำอะไร และมีงบประมาณเท่าไหร่”





คำแนะนำข้างต้นสื่อถึงเรื่องการ “สอนงานสร้างทีม” ภายในองค์กรของนิสิตอยู่อย่างเด่นชัด เป็นต้นว่าเรื่อง “เครื่องมือของการออกค่ายอาสาพัฒนา” ที่ว่าด้วยการสำรวจความต้องการเบื้องต้นของชุมชน หรือที่เรียกว่า “พัฒนาโจทย์” หลักๆ ต่างล้วนเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้จริงในชีวิตประจำวันของนิสิตยู่แล้ว เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ สนทนา – โสเหล่ รวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ตสืบค้นก็ด้วยเช่นกัน

กรณีการลงสำรวจความต้องการด้วยตนเองเช่นนี้ ช่วยให้นิสิตได้เห็นสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ ได้พบปะแลกเปลี่ยนเรื่องโจทย์การทำงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชน มิใช่การ “นั่งเทียน” ราวกับมี “ตาวิเศษ” ที่จะมองทะลุปรุโปร่งว่าอะไรคือสิ่งที่โรงเรียนหรือชุมชนต้องการให้นิสิตได้เข้าไปจัดกิจกรรม “เรียนรู้คู่บริการ” ร่วมกัน





ยิ่งในครั้งนี้นิสิตไม่ได้พูดคุยแต่เฉพาะครู นักเรียนหรือตัวแทนชุมชนเท่านั้น หากแต่ได้เจอกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาประเมินโรงเรียนโดยบังเอิญ ส่งผลให้ได้รับข้อมูลอันเป็นโจทย์ที่แจ่มชัดและเป็นรูปธรรมว่าต้องขับเคลื่อนเรื่องอะไรบ้าง เช่น สนามวอลเลย์บอล อุปกรณ์กีฬา ซ่อมแซมห้องสุขา เป็นต้น

นี่คือมรรคผลของการลงสำรวจพื้นที่และใช้เครื่องมือในแบบธรรมชาติๆ ที่น่าสนใจไม่ใช่ย่อย ช่วยให้นิสิตได้รู้ชัดเจนเลยว่าชุมชนต้องการอะไร จะได้กำหนดเป้าหมายและคลี่คลายให้ตรงจุดในแบบ “เกาให้ถูกที่คัน” นั่นเอง






หุงข้าวหม้อสนาม : รหัสความรู้ว่าด้วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


ค่ายครั้งนี้มีหลายกระบวนการที่ยังคงยึดมั่นในครรลองขององค์กรอย่างแน่นเหนียว ยกตัวอย่างเช่น การหุงข้าวด้วยหม้อสนาม การทำอาหารจากเตาถ่าน หรือพูดกันง่ายๆ เลยก็คือจะไม่มีการใช้เตาแก๊ชหุงต้มหรือประกอบอาหารใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อจะประหยัดพลังเชื้อเพลิง ไม่รบกวนชุมชน รวมถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและการฝึกทักษะชีวิตให้กับนิสิตไปในตัว





กระบวนทัศน์และวิธีการดังกล่าวถูกออกแบบตามศาสตร์หรือวิชาชีพของผู้ที่ร่ำเรียนในสาขาสิ่งแวดล้อมอย่างไม่ผิดเพี้ยน อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของการพยายามสร้างการเรียนรู้เพื่อให้รู้คุณค่าและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเหตุผลผล ผูกโยงสู่การพึ่งพาตนเอง-ดำรงชีวิตอย่างสมถะ ให้ความเคารพต่อวิถีธรรมชาติ อาทิเช่น การตระหนักถึงการเลือกไม้มาทำเชื้อเพลิงทั้งในภาวะปกติและภาวะที่ต้อง “เดินป่า” กระบวนทัศน์ที่ว่านี้คืออีกหนึ่งกระบวนการของการบ่มเพาะจิตวิญญาณของการเป็นนักรบสิ่งแวดล้อมอย่างไม่ผิดเพี้ยน ขึ้นอยู่กับว่านิสิตจะเข้าใจและหยั่งลึกกับการเรียนรู้กรณีนี้หรือไม่

หรือในทำนองเดียวกันนั้น เมื่อต้องเลือกเฟ้นไม้สักท่อนมาก่อไฟเพื่อประกอบอาหาร บางครั้งอาจได้มาจากรอบรั้วโรงเรียน บางครั้งอาจต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้าน หรือไม่ก็จำต้องเดินทะลุไปยังหัวไร่ปลายนา เช่นเดียวกับเดินเข้าไปในป่าสาธารณะ สิ่งเหล่านี้คือ “ห้องเรียน” ของบรรดานักรบสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น สำคัญว่าพวกเขาจะเข้าใจและมีทักษะในการถอดรหัสความรู้ต่อสิ่งที่มีในห้องเรียนนั้นหรือไม่เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็น ชนิดและสรรพคุณ วิถีการใช้ประโยชน์ ความเชื่อ-คติชนที่มีต่อเหล่านั้น

แต่ที่แน่ๆ การหุงข้าวด้วยหม้อสนามครั้งนี้ก็ช่วยให้นิสิตหลายต่อหลายคนเรียนรู้ด้วยตนเอง มีทั้งที่หุงแล้วสุกและหุงแล้วไม่สุก แค่ทั้งปวงก็คือการเรียนรู้และคลี่คลายไปพร้อมๆ กันอย่างเป็นทีม




นอนรอบกองไฟ : อีกหนึ่งรหัสในวิถีค่ายของชาวค่ายสิ่งแวดล้อมฯ



การนอนรอบกองไฟเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ยึดปฏิบัติกันมายาวนานของชาวชมรมสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชน ค่ายทุกค่ายกิจกรรมที่ว่านี้เป็นไฟต์บังคับคู่ไปกับการประกอบอาหารผ่านหม้อสนามและฟืนไฟในป่า -

กิจกรรมจะเริ่มต้นหลังอาหารเย็นเสร็จสิ้นลง ชาวค่ายจะมานั่งล้อมวงรอบกองไฟ มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นต่างๆ นับตั้งแต่การทบทวนแรงบันดาลใจของการมาค่าย สิ่งที่ได้เรียนรู้จากค่ายทั้งในแง่ของปัญหาและความสำเร็จ ทั้งที่เป็นรายวันและภาพรวมของทุกๆ วัน หลอมรวมถึงเรื่องอื่นๆ อันเป็นวิถีชีวิตและประสบการณ์ชีวิตที่แต่ละคน “เปิดใจ” นำมาแบ่งปันเสริมพลังปลุกฝันและพลังชีวิตมิให้มอดดับเฉกเช่นกองไฟที่ยังลุกโชนอยู่ตรงหน้า




กิจกรรมดังกล่าวจะดำเนินไปเรื่อยๆ ใครเหนื่อยก็นอนได้ตามสะดวกใจ ใครใคร่นอนรอบกองไฟก็นอน ใครใคร่นอนในอาคารเรียนก็นอน แต่ที่แน่ๆ ก็คือมีการจัดเวรยามสอดส่องเป็นห้วงๆ เฝ้าดูแลผองเพื่อนและดูแลกองไฟมิให้มอดดับจนรุ่งสาง จวบจนค่ำคืนสุดท้ายนั่นแหละถึงจะมีกิจกรรม “ขอบคุณกองไฟ” ร่วมกัน

นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งรหัสความรู้บางอย่างที่ถูกออกแบบและซ่อนซุกไว้ให้ชาวค่ายได้เรียนรู้





สอนงานสร้างทีม : สอนงานสร้างน้อง


นอกเหนือจากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น ค่ายครั้งนี้ยังมีเรื่องชวนกล่าวถึงอีกหลายเรื่อง เป็นต้นว่า วิธีการสอนงานสร้างทีมอันเป็นวัฒนธรรมภายในองค์กรของนิสิต กล่าวคือ พี่ที่อาวุโสแล้วจะมอบหมายให้น้องใหม่และคณะกรรมการชมรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชั้นปีที่ 2 ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำเองแบบจริงๆ จังๆ นับตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การเลือกพื้นที่ การเขียนโครงการ การเดินเรื่องเพื่อขออนุมัติโครงการ การจัดเตรียมข้าวของทั้งที่เป็นอุปกรณ์และเสบียงอาหารการกิน การแนะนำเรื่องหลักฐานการเบิกจ่าย ฯลฯ

กรณีดังกล่าวนี้พี่ๆ จะเฝ้ามองอยู่ห่างๆ คอยถามทักเป็นระยะๆ และปรากฏตัวจริงๆ จังๆ เมื่อสถานการณ์บีบคั้น หรือเผชิญกับปัญหาที่น้องๆ กำลังจะทานทนไม่ไหว ดังจะเห็นได้จากเมื่อน้องประสบปัญหาเรื่องการ “เดินงาน” จวนเจียนจะไม่ได้ “ออกค่าย” พี่ๆ ก็แนะนำให้เข้าพบส่วนงานที่เกี่ยวข้อง หรือกระทั่งการพาน้องเข้ามาติดต่อประสานงานด้วยตนเอง





นี่คืออีกหนึ่งครรลองของการสอนงานสร้างทีมที่สื่อให้เห็นคำว่า “พี่เลี้ยง” ที่ชวนศึกษาไม่แพ้ค่ายอื่นๆ สื่อแสดงให้เห็นระยะห่างระหว่างพี่กับน้อง หรือระยะห่างระหว่างคนทำงานรุ่นเก่ากับรุ่นปัจจุบันอย่างน่าสนใจ มิใช่อยู่ใกล้จนกลายเป็นการ “ครอบงำ” ไปแบบไม่รู้ตัว

เช่นเดียวกับการเฝ้ามองปัญหาการบริหารชมรมอย่างเงียบๆ เมื่อรุ่นพี่รับรู้ว่าภายในองค์กรประสบปัญหาเรื่องแกนนำ และส่วนใหญ่ก็เป็น “มือใหม่หัดขับ” กันจริงๆ ยังไม่มีประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมในการบริหารองค์กร อีกทั้งยังไม่รู้จักมักคุ้นกับองค์กรบริหารและส่วนงานของมหาวิทยาลัย จึงเกิดอาการเขินอายและไม่มั่นใจที่จะ “เดินงาน” อย่างเต็มสูบ

หรือกระทั่งไม่มีความมั่นใจในการที่จะนำเสนองานต่อองค์กรบริหารต้นสังกัดของตนเอง

กรณีดังกล่าวนี้เมื่อน้องๆ ได้พยายามแก้ปัญหาร่วมกันแล้ว แต่ยังไม่สามารถทะลุทะลวง หรือคลี่คลายได้ เหล่าบรรดารุ่นพี่ก็พลิกสถานการณ์เข้ามาเกื้อหนุนช่วยแนะนำ ขยับเข้ามาออกแบบทีมทำงานขึ้นมาใหม่บนสถานการณ์นั้นๆ เพื่อให้งานไม่หยุดชะงัก ตลอดจนเพื่อรักษาองค์กรและมิตรภาพของสมาชิกไว้อย่างยี่หระ

นี่คืออีกหนึ่งกระบวนการของการจัดการความรักในองค์กรที่เดินทางคู่เคียงไปกับการจัดการความรู้ในองค์กรอย่างน่าประทับใจ





บางมุมมองจากคนสังเกตการณ์


สำหรับค่ายนี้ต้องยอมรับว่ามีหลายประเด็นชวนคิดชวนคุยอย่างมหาศาล เป็นค่ายในวิถีสิ่งแวดล้อมที่มีจุดเด่นด้านเรื่องแกนนำและสมาชิกที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนิสิตที่เรียนในสาขาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นนี่คือ “ทุนทางปัญญา” หรือ “ทุนทางสังคม” ที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบออกแบบค่ายบริการสังคมชั้นยอดได้อย่างไม่ยากเย็น

กระนั้นในระยะหลังๆ ค่ายของชมรมสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชนกลับยังไม่สามารถบูรณาการความรู้ในวิชาชีพมาใช้กับค่ายนี้ได้อย่างเต็มกำลัง กิจกรรมในค่ายไม่ต่างจากค่ายอาสาพัฒนาทั่วๆ ไป ครั้นผมเมื่อมีโอกาสได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนด้วยตนเอง จึงถือโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนิสิตในหลายประเด็น เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กึ่งเสนอแนะไปในตัว –

  • แนะนำให้สร้างสื่อการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมมอบให้กับโรงเรียนและชุมชน โดยมีทั้งข้อมูลสิ่งแวดล้อมทั่วไปและข้อมูลอันเป็นบริบทของโรงเรียนและชุมชน
  • แนะนำให้สร้างกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกับนักเรียน เช่น สำรวจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชน หนุนเสริมด้วยกิจกรรมอื่นๆ เช่น วาดภาพ เล่าเรื่อง เขียนเรียงความ เขียนคำขวัญ ตาม-ตอบ
  • แนะนำให้ออกแบบค่ายการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นฐานๆ กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมมีทั้งนิสิตและชุมชน หรือเจาะจงไปยังนักเรียนเพื่อสร้างแกนนำสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้านและโรงเรียน
  • แนะนำให้มีการศึกษาวิถีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชนคู่ไปกับงานค่ายในมิติบริการสังคม เพื่อยกระดับสู่การเป็นค่ายเรียนรู้คู่บริการ
  • แนะนำให้มีละครสั้น หรือการแสดงผ่านศิลปะแขนงต่างๆ เพื่อสื่อสารความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ


ทั้งปวงที่ผมแนะนำไปนั้น ยืนยันว่าเป็นการแนะนำในบนฐานคิด “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” ร่วมกัน เป็นการฝากให้คิดต่อ มิใช่บังคับให้เปลี่ยนแปลงกันตรงนั้น

ในมุมมองของผม- ผมเชื่อ (เอง) ว่าหากนิสิตเปิดใจรับฟังและนำไปประยุกต์ใช้กับค่ายของชมรมฯ จะช่วยให้ค่ายอาสาพัฒนาของพวกเขามีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนในตัวเองและเป็นค่ายอาสาพัฒนาที่มีพลังต่อการพัฒนานิสิตและสังคมคู่กันไปอย่างไม่ต้องกังขา ก่อเกิดทั้งทักษะวิชาชีพและทักษะทางสังคม สอดรับกับปรัชญาการศึกษาเพื่อรับใช้สังคมและเป็นการผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ในหลักสูตรกับกิจกรรมนอกหลักสูตรอย่างลงตัว -

ดีไม่ดีอาจถึงขั้นวิวัฒน์สู่การเป็นค่ายอาสาพัฒนาที่มีสถานะของการบริการวิชาการอย่างเต็มภาคภูมิได้ในที่สุด



หมายเหตุ

ภาพ : พนัส ปรีวาสนา/ชมรมสิ่งแวดล้อมเพื่อชุมชน

เขียน : 4 มีนาคม 2560 (ปตท.ร้อยเอ็ด)