มินิมาราธอน เภสัช ม.อ. ๒๕๖๐

ผมเชื่อว่า วันนี้หลายคนไปวิ่งในงานของคณะเภสัช ม.อ.

หลายคนไปวิ่งฟันรัน วิ่งไปขำไป วิ่งไปหลบคนไป คนเดินเป็นกลุ่มๆคนวิ่งเป็นหย่อมๆ ความโกลาหลเกิดขึ้นในกิโลเมตรแรก หลังจากนั้นก็จะกระจายจนวิ่งได้สบายๆ

ผมก็ต้องไปวิ่งนะครับ เพราะพี่แป้งต้องเก็บแต้มนักเรียนขยันออกกำลังกาย

ที่ผ่านมา แป้งไม่เคยวิ่ง แต่เธอจะไปจับกลุ่มเดินกับเพื่อนๆเสียมาก เดินจนครบ ๔ กิโลเมตรนั่นแหละ ไม่เคยโกงเส้นทาง ไม่เคยแอบวิ่งลัด ผมก็สงสัย ว่าในใจลูกไม่คิดจะวิ่งบ้างเลยหรือไง

"ไม่วิ่ง" คำตอบห้วนๆสั้นๆหลุดออกมาจากปากของเธอ

"ทำไม วิ่งเสียบ้าง นี่มันโค้งสุดท้ายของความสูงแล้วนะ" ผมต่อรอง

"ไม่วิ่ง" เธอยังยืนกราน

"ทำไม" ผมยังไม่ยอมแพ้

"ตราบเท่าที่โรงเรียนบังคับให้วิ่งเพื่อการเก็บแต้มแบบนี้ แป้งก็จะไม่วิ่ง แป้งจะเดิน" เธอตอบ

โอเค ผมยอมแพ้ ในใจก็ลิงโลด "นี่มันกูชัดๆ"

วันนี้ผมก็ไปวิ่ง แป้งก็ไปเดินครับ

แป้งลงฟันรัน (มันและผองเพื่อนคงมีปัญญาแค่นั้นแหละ อิอิ) ส่วนผมลงมินิ สิบโลครึ่ง

มีคนบอกว่า หากจะวิ่งได้ไกล ต้องกินอาหารให้พอ (เขาบอกว่า ให้โหลดคาร์บ แน่ะ!)

ว่าแล้ว ค่ำเมื่อวันศุกร์ ผมก็ซัดสเต๊กเนื้อ ขนมปัง และน้ำ India Pale Ale เช้าวันเสาร์ก็ข้าวเหนียวไก่ มื้อเที่ยงก็กินก๋วยเตี๋ยวไปถุงครึ่ง (เก็บของน้องจ้าไปครึ่งหนึ่ง) มื้อเย็นก็ไปกินที่ร้านในรู หมูสับทอด แกงจืดไข่น้ำ และผักกาดขาวผัดหมูกรอบ

เป็นไงครับ โหลดคาร์บ

ได้ผลครับ เมื่อคืนจึงแน่นท้อง ปวดร้าวๆเหมือนเป็นโรคกระเพาะ ท้องอืดเคาะโปร่งประหนึ่งตีกลองนิมนต์พระมาฉันเพล

เราต้องรีบเข้านอนใช่ไหมครับ เก็บพลัง ให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่

ผมจึงรีบข่มตาตั้งแต่ ๔ ทุ่ม ก่อนนอนก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสี่ สิบห้านาที

แต่จนแล้วจนรอดก็ข่มไม่ลง เพราะมันแน่นท้องเหลือเกิน พลิกไปพลิกมาจนต้องลุกขึ้นมากินยาแก้ท้องอืดตอน ๕ ทุ่มกว่า เมื่อเริ่มได้ตด เมื่อนั้นความทรมานจึงได้ลดน้อยลง แต่นั่นมันก็เกือบเที่ยงคืน และมันก็เป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพมาก ฝันนู่นฝันนี่ ฝันเห็นฉลาม (นี่ถ้าไปแข่งว่ายน้ำ คงถือว่าเป็นฝันดีสุดๆ) ฝันมันส์จนสะดุ้งตื่นขึ้นมาราวตี ๒ ต้นๆ

ฮ่า ฮ่า ฮ่า บรรลัยล่ะ นอนเกือบเที่ยงคืนตื่นตอนตี ๒ เพื่อที่จะไปวิ่งมินิมาราธอนตอน ๖ โมงเช้า

แล้วผมก็นอนไม่หลับอีกเลย ตัดสินใจวอร์มอั๊พบนเตียงนอน ยกขาขึ้นลง ฮึบๆ ว่าแล้วก็ลุกจากเตียงลงไปข้างล่างเพื่อกินกล้วยน้ำว้าไป ๓ ลูก ดื่มน้ำไปอีก ๒ แก้ว เพื่อเป็นการกระตุ้นไส้ ผมระแวงการปวดขี้ระหว่างวิ่งครับ

เคลียร์ไส้ แปรงฟัน แต่งตัวเสร็จ ก็พอดีกับพี่แป้งจัดการตัวเองจนเสร็จพร้อมกัน เราจึงออกจากบ้านตอนตี ๕ พอดี

เนื่องจากมาเช้ามาก คนจึงยังบางตา ผมจึงถือโอกาสเดินสำรวจทั่วบริเวณไปพลาง อาหารเริ่มมาลง ผมก็ไปหยิบกล้วยหอมลูกใหญ่มากินก่อน ปาท่องโก๋ก็ออกมาเร็วใช้ได้ ถือว่าโหลดคาร์บอีกรอบนะครับ ดื่มน้ำไปอีกเพราะกลัวขาดน้ำ วันนี้คงวิ่งได้ดีเพราะมีพลังงานเหลือเฟือ หวั่นใจอย่างเดียวก็ไอ้นอนมานิดเดียวนี่แหละ

รอไปรอมา กินไปกินมา ฉี่ไป ๒ รอบ บนเวทีก็เริ่มเชิญนักวิ่งให้มาวอร์มอั๊พ เหยียดแข้งเหยียดขาและเต้นแอร์โรบิค

คนมาวิ่งมินิมาราธอนเยอะพอใช้เลยนะครับ ทั้งแก่ ทั้งกลางคน ทั้งหนุ่มสาว ผมมองไปรอบๆมีคนรู้จักหลายคน หมอเยอะมาก อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่รู้จักก็หลายคน ก็รู้สึกอุ่นใจ

หน้าป้ายผมอยู่ในรุ่น ๔๕ ปีครับ ๔๕ ปีมา เกือบ ๒ เดือน ก็ต้องถูกคัดมาอยู่ในกลุ่มอายุนี้ เจ็บใจนิดๆ อาศัยปลอบใจตัวเอง ไม่ถูกจับอยู่ในรุ่น ๔๕ ปีปีนี้ ปีหน้าก็โดนอยู่ดี ถือว่าเป็นการซ้อมไปก่อนก็แล้วกัน

เริ่มปล่อยตัวช้ากว่ากำหนดการไปราว ๕ นาที

นักวิ่งกรูกันไปตามทางที่วางไว้ จากถนนสหศาสตร์หน้าคณะเภสัช วิ่งออกไปทางประตู ๑๐๘ เลี้ยวซ้ายออกไปทางถนนปุณณกัณฑ์ (จนถึงบัดนี้ ผมก็ยังไม่เคยแน่ใจเลยสักครั้ง ว่าเขียนชื่อถนนสายนี้ถูกหรือไม่)

๒ กิโลเมตรแรกผ่านไปด้วยดีครับ อากาศดี ลมเย็นพัดผ่านมาเป็นระยะ ผมพยายามเกาะกลุ่มคนที่วิ่งอยู่ด้านหน้าใช้เวลาราว ๗ นาทีเศษๆต่อกิโล แต่หลังจากนั้น ผมกลับรู้สึกถึงความไม่ปกติของร่างกายที่เกิดขึ้น ผิดไปจากการซ้อมวิ่งที่ผ่านมา

ผมปวดน่องขวามาก มันค่อยๆก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นกิโลเมตรที่ ๒ และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ พยายามฝืนวิ่งต่อไปแต่ใช้ความเร็วที่ลดลงมาเล็กน้อย เนินวิ่งขึ้นช่วงแรกนี่ค่อนข้างไกล ผ่านหน้าโรงเรียน มอ.ว.ไปจนถึงโรงฆ่าสัตว์จึงเริ่มเป็นทางราบ แต่ตอนนี้ผมแทบจะต้องคลาน เพราะอาการปวดที่น่องมันมากจนถึงขีดความอดทน จึงเปลี่ยนจากการวิ่งมาเป็นเดิน เมื่อเริ่มดีขึ้นจึงออกวิ่งต่อไป แต่ลองปรับเปลี่ยนท่าวิ่งเป็นแบบลงส้น ซึ่งเป็นท่าวิ่งที่ไม่ปกติของคนวิ่งลงปลายเท้าอย่างผม อาการปวดน่องก็รู้สึกดีขึ้นบ้างเพียงเล็กน้อย ครั้นพอเริ่มลงที่ปลายเท้าใหม่ มันก็ปวดมากขึ้นมาอีก

กลายเป็นว่า ในช่วง ๒-๕ กิโลเมตรแรกนี้ ผมวิ่งด้วยความทรมาน

แต่ครั้นจะวิ่งไปด้วยความทุกข์มันก็คงไม่ตรงจุดประสงค์ของการมาวิ่ง ผมจึงปรับเปลี่ยนโหมดตัวเองเป็นวิ่งๆเดินๆ หาความสุขจากข้างทางเป็นช่วงๆ ดูตูดคนข้างหน้าเป็นครั้งคราว (อิอิ บ้าเหรอ ออกจะเป็นคนดีนะ) เมื่อปรับโหมดจนเริ่มเข้าที่ ท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น ผมพบว่า เมื่อชะลอความเร็วลง อาการจะดีขึ้น เมื่อเปลี่ยนเป็นเดิน อาการจะดีขึ้น ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า บนถนนสายนี้มีดงดอกบัวตองกอใหญ่อยู่กอหนึ่ง มันชูดอกเหลืองส้มแข่งกันหันเข้าหาถนน มันสวยมาก ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก ว่าจะมีนักวิ่งสักกี่คนมองเห็นความสวยจากเจ้ากอแก่แดดข้างทางนี้

วิ่งต่อมาจนถึงกิโลเมตรที่ ๔ ก็จะมีสะพานข้ามคลองระบายน้ำ ที่ อบต.เขาทำตลิ่งขึ้นมาใหม่ มันดูสะอาดตาขึ้นแต่ขาดความเป็นธรรมชาติของคูเส้นนี้อย่างที่ผมเคยเห็นมานานกว่า ๑๐ ปี แต่อย่ากระนั้นเลย ใครจะลองสังเกตดูสักนิดไหม ว่าวันนี้มันมีน้ำในคูบ้างไหม ถ้ามี กระแสน้ำไหลจากทิศไหนไปทางไหน

ผมเห็นพระออกเดินบิณฑบาตรหลายองค์ นึกแล้วก็กราบไหว้ท่านในใจ สาธุ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็น เพราะพระที่หน้าปากซอยหมู่บ้านผม ท่านจะมายืนรับบาตรอยู่หน้าวัดในช่วงเช้า รถยนต์ของญาติโยมก็มาจอดกันเรียงราย ใครใคร่จอดก็จอด จอดกันเกะกะเพื่อใส่บาตร รถติดก็ไม่สน พระก็คงชอบ คนขายอาหารใส่บาตรก็คงชอบ ชอบไปหมด คงมีผมคนเดียวกระมัง ไม่เกลียดบุญด่วนเสียเหลือเกิน

ก่อนจะถึงจุดกลับตัว ผู้คนที่รู้จักเริ่มวิ่งสวนทางมา ในใจก็นึกยินดี ว่าพวกเราใส่ใจในการออกกำลังกายกันเยอะมากจริงๆ ใจนึงก็นึกเสียดาย เราน่าจะวิ่งได้เก่งขนาดที่ไปอยู่ในกลุ่มเขาบ้าง

จุดกลับตัวอยู่ที่หน้าวัดทุ่งงาย

อีก ๕ กิโลเมตรครึ่งเท่านั้น ผมก็ยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ มันเรื่อยเสียจนลืมไปเลย ว่าตั้งแต่ผ่านจุดกลับตัวมา ผมไม่ได้เดินอีกเลย อาการปวดน่องขวามันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัว ถึงตอนนี้ก็มีแต่ความโปร่งสบาย หัวใจไม่ได้เต้นเร็วไปกว่าการซ้อม การหายใจก็เป็นไปตามปกติ วิ่งลงปลายเท้าเหมือนที่เคยซ้อมมาตลอด รถจักรยานปั่นสวนมาเป็นกลุ่มๆ บางกลุ่มมีเสื้อทีม บางกลุ่มมากันเกือบสิบคัน (ยังมีอารมณ์นับนะครับ) ผมเห็นเสือภูเขามากกว่าเสือหมอบ นักปั่นส่วนมากไม่ใช่รุ่นหนุ่มสาว เขาปั่นไปทางเดียวกัน คือวิ่งมุ่งหน้าไปทางทุ่งงาย

นอกจากรถจักรยานที่ผ่านไปนั้น รถอื่นก็มีครับ บ้างวิ่งเร็ว บ้างวิ่งปกติ บ้างแผดเสียง บ้างไม่กลัวชนคน ว่าแล้ว ผมก็ค่อยๆหลบลงไปวิ่งชิดขอบถนนให้มากเข้าไว้ คงไม่ใช่ทุกคน ที่จะเห็นด้วยกับการวิ่งของพวกเรานะครับ

วิ่งมาถึงกิโลเมตรที่ ๗ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา เป็นเสียงเรียกเข้าจากพี่แป้ง

"พ่ออยู่ไหน" ปลายสายส่งเสียงแจ้วมา

"๗ กิโลกว่าแล้วลูก ลูกมีอะไร" ผมสวนไปไม่ถึงกับหอบ

"แป้งถึงแล้ว" เธอตอบ

ผมนึกฉงน เพราะปกติลูกสาวจะใช้เวลานานกว่านี้นี่นา

ระยะทางที่เหลือ ผมได้มีโอกาสวิ่งแซงคนอื่นได้บ้าง แสงแดดเริ่มส่องพอให้รู้สึกร้อนขึ้นนิดหน่อย รถราก็เริ่มมากขึ้น และเมื่อมาถึงหน้าประตู ๑๐๙ ผมจึงต้องเปลี่ยนไปวิ่งบนฟุตบาท เพราะตลอดข้างทางล้วนมีรถจอดเป็นช่วงๆ บ้างก็เริ่มมีการจอดซ้อนคันเพื่อลงไปซื้อของ บางคันหันหัวเลี้ยวเข้ามาจอดตัดหน้านักวิ่ง ก็สนุกไปอีกแบบ

แป้งมารอรับที่เส้นชัยอยู่แล้ว

"วันนี้แป้งถูกเพื่อนบังคับให้วิ่งไปด้วยกัน เจ็บใจนัก" เธอบ่นทันทีที่เจอหน้าพ่อ

ผมไม่ตอบ เพราะกำลังหอบจากการสปีดก่อนเข้าเส้นชัย เพียงแต่ยิ้มให้ นึกอยากขอบคุณเพื่อนคนที่ว่าของลูกเหลือเกิน

"พ่อ ถ่ายรูปกับแป้งหน่อย" เธอขอมา แต่เป็นการขอที่หัวใจผมแทบหยุดเต้น

"แป้งต้องส่งครู"

ผมหัวเราะดัง แหม พ่อนี่อยากไปจูบครูลูกเสียจริงๆเลย

ธนพันธ์ ชูบุญฟันรันวิ่งไม่ได้เสียแล้วต้องมินิเท่านั้น (ถุย)

บันทึกไว้เตือนความจำ ๕ กพ ๖๐

อ่านมาจนจบ

ใครรู้บ้าง ว่าดงดอกบัวตองกอนั้น อยู่ที่ไหน

ใครรู้บ้าง ว่าสายน้ำจากคูใหญ่ก่อนถึงวัดทุ่งงายมีทิศทางการไหลอย่างไร น้ำใสหรือน้ำขุ่น

ใครเห็นร้านอาหาร "ครัวไข่จ้อง" บ้าง ผมล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าเขาขายอาหารแบบไหน

ใครสังเกตเห็นทะเลหมอกบ้าง มันอยู่ที่ไหนนะ

ความงดงามระหว่างทาง มันน่าสนใจพอๆกับเส้นชัยครับ แต่อย่าลืมว่า เส้นชัยมีจุดเดียว แต่ระหว่างทาง มีตลอดเส้นทางการวิ่งเลยนะครับ

จบจริงๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)