การปฏิรูปการศึกษาไทย (ตอนที่ ๑๖)

ผมขอเสนอว่ากระทรวงศึกษาธิการควรยกเลิกวิธีการเรียนโดยการยัดเยียดข้อมูลและความรู้ใส่หัวเด็ก ให้เด็กท่องจำหนังสืออย่างหนักตั้งแต่ชั้นอนุบาล ซึ่งมากเกินไป

การปลูกฝังจรรยามารยาทแก่เด็กเล็ก ก่อนสอนความรู้ (Manners before knowledge)

การจะจัดช่วงอนุบาลเป็น 3 ปี ให้เหมือนกันนั้น เป็นเรื่องที่ควรจะกระทำ แต่สาระสำคัญอยู่ที่การจัดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเล็ก และของเด็กในระบบการศึกษาทั้งระบบ สำหรับในช่วงชั้นอนุบาลนั้น ขอให้เด็กเล็กได้เล่นสนุกสนานเถอะครับ การเล่นคือการเรียนรู้ของเด็ก เพื่อให้มีพัฒนาการในการใช้สมอง-ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (psychomoter domain) แต่ในช่วงเวลานี้ สิ่งสำคัญคือ การปลูกฝั่งระเบียบวินัย จรรยามารยาท (manners) พัฒนาอารมณ์และจิตใจ คุณธรรมจริยธรรม ความมีน้ำใจ ความรักหมู่คณะ ความเสียสละและสามัคคี เจตคติที่ดีในการอยู่รวมกันและให้ความช่วยเหลือคนอื่นในสังคม หรือการพัฒนาด้านจิตใจและอารมณ์ (affective domain) ซึ่งการฝึกเรื่องสติความรู้ตัว (mindfulness) เป็นการฝึกทักษะที่สำคัญและจำเป็นเรื่องหนึ่ง ที่ช่วยในการพัฒนาทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ และการเรียนรู้ของเด็กในทุกๆ ด้าน ในปัจจุบัน มีข้อมูลผลการวิจัยทางด้านการศึกษา จิตวิทยา และประสาทวิทยาศาสตร์ มากมายที่ยืนยันในเรื่องนี้ ส่วนการฝึกฝนทักษะทางความคิด การใช้เหตุผลและสติปัญญา (cognitive domain) ควรจะมีเท่าที่จำเป็นในการเรียนรู้ต่อไปด้วยตนเองของเด็กอย่างเหมาะสมกับวัย ผมคิดว่าท่าน รมต. กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นแพทย์ทางด้านจิตวิทยาเด็ก รู้เรื่องเหล่านี้ดีอยู่แล้ว คงถึงเวลาที่การศึกษาไทยจะจัดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเล็ก ให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็กอย่างจริงจังเสียที น่าเสียดายที่ผมเคยเสนอเรื่องการฝึกเจริญสติ (mindfulness) กับท่านโดยตรง ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็น รมช. แต่ท่านไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ผมจึงหวังว่า ท่านจะเปลี่ยนใจ

ผมขอเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการว่าควรยกเลิกวิธีการเรียนโดยการยัดเยียดข้อมูลและความรู้ใส่หัวเด็ก ให้เด็กท่องจำหนังสืออย่างหนักตั้งแต่ชั้นอนุบาล ซึ่งมากเกินไป จนเด็กหัวบวมสมองตื้อ และกลายเป็นเด็กเครียด แทนที่เด็กจะมีความสุขและสนุกสนานกับการเล่นและการเรียนรู้ แต่กลับทำให้เด็กไม่มีความสุข เข็ดขยาดและหวาดกลัวการศึกษาและโรงเรียน ทำลายศักยภาพ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งโดยทั่วไป เด็กจะมีมาตามธรรมชาติอยู่แล้วตั้งแต่เกิด

เวลาพูดถึงการเรียนแบบท่องจำ คนก็มักจะตีความแบบเกินเลยไปว่า คนที่พูดถึงเรื่องนี้ จะปฏิเสธไม่ให้จำอะไรเลย ซึ่งไม่ใช่ ความจำจะต้องมีและใช้อยู่แล้วในการเรียนรู้ และคนที่มีความจำดีและมีความคิดรวดเร็วว่องไว ยิ่งจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ การท่องจำสูตรคูณ อาขยาน โคลงฉันท์ กาพย์กลอน บทกวีนิพนธ์ โน๊ตดนตรี ฯลฯ ยังจำเป็นต้องมี แต่เป็นคนละอย่างกับการเรียนแบบท่องจำไปทุกเรื่องทุกอย่าง อย่างที่เป็นอยู่ในระบบการศึกษาของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดว่า ถ้าท่องจำเพื่อทำข้อสอบและสอบผ่านแล้ว คือการได้รับการศึกษา จึงให้ประกาศนียบัตรและปริญญาบัตร ไม่ได้เข้าใจให้ถูกต้องว่าการศึกษาคือการพัฒนาชีวิตมนุษย์และทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการเรียนรู้ต่อไป ในการดำเนินชีวิตและในการทำงาน เพื่อประกอบสัมมาอาชีพ การเน้นย้ำแต่ท่องจำเพื่อทำข้อสอบให้สอบผ่าน แล้วถือว่าได้รับการศึกษา เป็นการสร้างความเข้าใจผิดในเรื่องการศึกษาแก่เด็ก เยาวชน และสังคม การท่องจำที่มากเกินไปจะทำลายความคิด การใช้เหตุผล ทำให้เด็กคิดไม่เป็นและทำไม่เป็น เพราะได้แต่จำโดยไม่เข้าใจ ไม่ได้ฝึกทักษะที่จำเป็น เป็นอุปสรรคและปัญหาในการศึกษาเรียนรู้ต่อไป และในการสร้างทักษะของศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา เป็นต้น ผมจึงเรียกการศึกษาแบบท่องจำนี้ว่า 'การศึกษามิจฉาทิฐิ' คือ การศึกษาที่เห็นผิดเป็นชอบ หรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

การเรียนเพื่อให้เด็กมีความรู้ (knowledge) ควรจะเริ่มเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา แต่ลำพังความรู้ก็ยังไม่พอเพียง การศึกษาไทยจำเป็นจะต้องปฏิรูปใหญ่ทั้งระบบ โดยจะต้องเน้นการสร้างประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติ และการสร้างทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 หากประเทศไทยจะสร้างคนไทย 4.0 เพื่อพัฒนาประเทศไทย 4.0 ต่อไป

การจะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยให้เลิกท่องจำ ทำได้ไม่ยาก ถ้าเลิกการสอบประเมินผลที่วัดความจำ ให้กลายวัดผลการคิดวิเคราะห์ เท่านั้น การเรียนการสอนก็จะเปลี่ยนตามทันที ปัญหาจึงอยู่ที่ครู ว่าสามารถจะเปลี่ยนการสอบวัดผล และการเรียนการสอน จากการเน้นความจำเป็นเน้นการคิดวิเคราะห์ได้หรือไม่และเร็วช้าแค่ไหน เรื่องนี้หากจะทำจริงๆ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการก็จะต้องประกาศเป็นนโยบายออกมาก่อน

หากไม่มีการประกาศนโยบาย วางระบบ รูปแบบวิธีการเรียนการสอนและการสอบวัดผลแบบใหม่ ตั้งแต่ในระดับปฐมวัยและในทุกช่วงชั้นปีเอาไว้ให้ดีแต่แรก แล้วจะใช้วิธีแก้ไขกันในภายหลัง อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของการศึกษาไทย คงจะเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากลำบากและไม่ประสบผลสำเร็จ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทยล้มเหลวและคุณภาพคนไทยต่ำ ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคและปัญหาสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

6 มกราคม 2560

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การปฏิรูปการศึกษาไทย



ความเห็น (0)