The 3rd day with Angkhor&back to PoiPet

วันนี้เป็นวันที่ 3 ของการเที่ยวปราสาทหิน แต่เป็นวันที่ 4 ของทริปค่ะ เรามีเวลาที่เสียมเรียบมากสุด 6 ชม. เอางัยดี นครธมนี่ต้องไป เป็น The must


ส่วนพนมบาเค็งที่ไม่มีสิทธิแล้ว เราไม่เหลือเวลาเย็นไปดูพระอาทิตย์ตกแล้ว พนมกุเลนนี่น่าสนใจแต่ไม่อยู่ในราคาที่จ้างเหมาไว้ ถ้าจะไปอาจจะต้องตกลงกันใหม่และสงสัยว่าต้องเดินขึ้นที่สูงไหม ส่วนโตนเลสาบ...นี่ฉันอยากไปมาก มันห่างจากเสียมเรียบประมาณ 15 กม. คิดไปคิดมาจะเป็นชะโงกทัวร์ได้ ผิดคอนเซปต์เที่ยวละไมของเรา ตกลง 7.00 น.ของวันนี้เราจะ Check in แค่นครธมซึ่งรวมจุดท่องเที่ยวไว้ประมาณ 5 แห่ง

อาหารของรีสอร์ทรวมอยู่กับค่าห้อง 7.30น.


ก่อนท่องเที่ยวเราแวะแลกเงินอีกครั้ง 8.15 น. เราก็มาถึงนครธม เริ่มสตาร์ทที่บายน เราจะเดินเตลิดไป Pimamakas, Terrace of Elephant และนัดให้รถมารับในเวลา 12.30 น.



หลังจากรถจอดส่ง ท้องไส้ของคู่หูฉันก็ทำงานจากอาหารเช้า มาปวดอะไรตอนนี้....ถามเจ้าหน้าที่ว่าห้องน้ำอยู่ไหน เค้าชี้ไปทาง Terrace of Elephant ที่อยู่ไกลประมาณ 1 กม. ห๊ะ!!! ใกล้สุดแล้วเหรอ


ฉันเสียงเข้ม...ตัว...ห้ามได้ไหม...สั่งจิตได้ไหม...เค้ากลัวตัวไปถึงแล้วไม่ปวด แล้วเราจะเที่ยวจาก Terrace of Elephant ย้อนมาบายน อาจจะทำให้หาAlex ไม่เจอ (อย่าลืมนะว่าเราไม่มีซิมโทรศัพท์ของเขมร)

คู่หูฉันพยายามพิจารณาไตร่ตรองด้วยตัวเค้าเอง...ยังไม่มีคำตอบให้ฉัน...ฉันบอกว่าถ้าไม่ไหวจะยืมมอเตอร์ไซด์ จนท. ไป ...การปวดขี้ เป็นความรู้สึกส่วนบุคคลค่ะ คู่หูฉันคงต้องฝึกจิตอย่างมากว่า...และเอ่ยประโยคเบาๆออกมาว่า ไปชมบายนกันเหอะ (หุหุ รูปคู่นี่เป็นการถ่ายรูปรอคำตอบ)

วันนี้จึงมีชื่อของวันว่า...วันแห่งความขี้หดตดหาย...แม้จะไม่สุภาพแต่เป็นความทรงจำที่ดี


คนเยอะม๊ากกกก...โดยเฉพาะมาเป็นคณะทัวร์...คนไทยถ่ายรูปกันเยอะมากเราพูดว่าอาจจะมากกว่าชาติอื่นๆ...ฉันหัวเราะน้อยๆ คิดในใจถ่ายเยอะเหมือนฉันเลย 555 เนื่องจากป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีลิงเข้ามาในปราสาทหรือวัดด้วย แต่ไม่ดุร้ายนะคะ



บายนมีระเบียงคต 2 ชั้น ระหว่างที่ฉันยึดระเบียงคตนั่งเล่นสบตาหน้าใดหน้าหนึ่งของบายนอยู่นั้น สาววัยรุ่นคนไทย 2 คนพยายามจะถ่ายรูปเซลฟี่ด้วยกัน ฉันเลยถามว่าให้พี่ถ่ายให้ไหม หลังบริการถ่ายรูปเสร็จฉันก็ได้รับคำขอบคุณมาเป็นการแลกเปลี่ยน



ความยิ่งใหญ่อยู่ที่เศียร พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีหน้า 4 ด้าน แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในพุทธศาสนา ที่นี่เราจ่ายเงินให้เด็กน้อยชาวเขมรที่อาสาถ่ายรูปให้เรา 1-2 เหรียญนี่แหล่ะจำไม่ได้ เราให้เด็กอยู่กับเราประมาณ 30 นาที เราก็ปลีกวิเวกเที่ยวชมตามอัธยาศัย....เดี๋ยวไม่มีเงินจ่ายเด็ก


เราเดินข้ามถนนมายังสถานที่สำคัญๆ อีก3-4 แห่ง อาทิ Pimamakas Terrace of Elephant ตามลำดับ ข้ามถนนก็ต้องระวังช้างค่ะ




ณ ที่นี่ฉันไม่ระวังทำให้สะดุดพื้นหินที่ไม่ได้เรียบเสมอกัน ทำให้อดขึ้นไปบนยอดปราสาทเลย


เรานั่งอยู่ขอบหน้าต่างหินขนาดใหญ่ มองดูความเคลื่อนไหวของผู้คนที่มาเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอมโบราณ

ปล่อยความคิดให้มันทำงานต่างๆ นาๆ คู่หูฉันถึงกับได้ถาม จนท. ว่า ตั้งแต่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวมา มีใครเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงมาบ้างไหม...มันดูสูงจนทำให้ขาสั่นและหวิวไหว


เดินอ้อมไปด้สหลังองค์ปราสาท ก็ต้องทึ่งอีกผนังนั้นเป็นหินก่อรูปพระพุทธรูปปางไสยาสน์ จากภาพคงดูไม่ออกเพราะเราไม่ใช้กล้องที่คุณภาพดี มีแต่กล้องจากมือถือ


เราเดินเลาะป่าชมสถานที่ต่างๆของนครธม และโผล่ออกที่ Terrace of Elephant




ภาพแกะสลักหินยังมีความน่าสนใจและสวยงามเช่นเคย



หากถามฉันว่าวันนี้ฉันประทับใจอะไร ฉันประทับใจช้างค่ะ แกะสลักไว้เป็นพันเชือกเห็นจะได้ และรูปร่างที่เห็น ใช่ มันคือช้าง มีมิติ มีความแตกต่าง ... แค่วาด คนอย่างฉันวาดช้างก็อาจจะเป็นหมูมีงวง...แล้วนี่มันคืองานแกะสลัก...มันไม่ง่ายเลย...ดูเชือกนี้สิคะ ถือดอกบัว


อีกอย่างที่ฉันประทับใจ คือนาคค่ะ มีตั้งแต่ 5 เศียร จนถึง 9 เศียร น่าแปลกที่นี่ให้ความสำคัญกับนาค มีสารสนเทศตอนไปชมพิพิธภัณฑ์เมื่อวานแจ้งบอกอยู่ แต่ฉันไม่ถนัดภาษาอังกฤษเอาเสียเลย พระพุทธรูปในห้องแสดงพระพุทธรูปส่วนใหญ่ก็เป็นปางนาคปรก...(ปางประจำวันเกิดของฉัน)


แดดใกล้เที่ยงแรงขึ้นเรื่อยๆ ฉันกลายเป็นชนเผ่าขอม...ด้วยการขอมหัว(คลุมหัว) 5555+ เป็นอันเรียกเสียงหัวเราะ


อีกอย่างภาพแกะสลักบางภาพทำให้ฉันหัวเราะก๊าก...ฉันนี่ตาดีจริงๆ ดูตำแหน่งมือสิคะ ช่างหวงภรรยาซะจริง ถ้าไม่กลัวแดด การเดินชมภาพแกะสลักนี่ก็สนุกดีใช่ย่อย


เสร็จจากการเดินชมคู่หูของฉันได้ใช้ห้องน้ำสมความปรารถนา...แม้จะเป็นห้องน้ำสาธารณะ สำหรับนักท่องเที่ยวมีบัตรเข้าชมนั้นไม่ต้องจ่าย แต่ถ้าผู้ไม่มีบัตรก็ต้องจ่ายค่าบริการแม้แต่คนเขมรเอง...ทำให้ห้องน้ำมีความสะอาดดีทีเดียว

จะบ่ายโมงแล้ว แม้จะเริ่มหิว เราขอเลือกชนิดอาหารเอง...เราอยากกินเส้นค่ะ คู่หูฉันระบุเลย ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ดังนั้นตุ๊กๆจึงมุ่งหน้าเข้าเมือง ระหว่างทางไปหาของกิน ฉันขอแวะวัดฮินดูเห็นตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเสียมเรียบ อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลเด็กค่ะ




จุดเด่นก็คือปรางค์มั้งคะเรียกไม่ถูกคงจะแทนเขาพระสุเมรุ และการกวนเกษียรสมุทร ก็ดีนะคะที่ได้แวะ

...หุหุ ภาษาอังกฤษฉันใช้ได้ทีเดียว อยากไปไหนก็พูดกับเค้ารู้เรื่อง ฮร่า



บ่ายกว่าๆ Alex พาเรามากินเส้นที่ร้านแถวๆ หน้า Angkhor National Museum เป็นร้านของชาวเวียดนาม จริงๆคู่หูของฉันมีร้านที่หล่อนผ่านตา แต่จำทางไปไม่ได้


เมนุที่เราสั่งมีผัดไทยกุ้งสด และก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ่น (กินกับผักสด รวมถึงผักกะแยงด้วย...อร่อยมากกกก...น้ำซุปรสจัด ตุ๋นเนื้อได้นุ่มและหอมกลิ่นเนื้อ)




เราใช้เวลากินข้าวเกือบ ชม. เรานัด Mr. Thon Taxi Driver ให้มารับที่นี่ เพราะตอนนี้เราเหลือเงินดอลล่าห์อยู่ 13 $ เงินไทยคนละ 500 บาท ไม่อยากออกจากด่านค่ำ...เหลือเงินน้อยนี่ทำอะไรไม่คล่องเลย

เราล่ำลา Alex ด้วยมิตรภาพ...เราไม่ได้ให้ทิป Alex เลยค่ะเงินเรียลก็ไม่เหลือ แต่เราคงไมไช่คนแล้งน้ำใจ เราตอบแทนการบริการที่ให้ด้วยการกินข้าวเที่ยงร่วมกันทั้ง 3 วัน


เกือบ 5 โมงเราก็ด่านปอยเปต เราได้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศที่นี่คนละ 100 บาท ลากกระเป๋าผ่านหน้าคาสิโน เสียงมอไซด์รับจ้างเรียกให้ใช้บริการในราคา 20 บาท แต่ไม่เป็นไรเราจะแวะเข้าไปหาซื้อของที่ดิวตี้ฟรี และไปชื่มบรรยากาศสวรรค์ของนักเสี่ยงโชค




คืนนี้เราพักที่ @Border Hotel แค่ข้ามออกจากด่านเดินอีก 30 ก้าวก็ถึง ติดตลาดโรงเกลือ ใกล้ลานจอดรถ

แต่รอบนอกผู้คนพลุกพล่าน และมีเสียงดังจากการใช้ชีวิตของผู้คนตามแนวชายแดน วาไรตี้แห่งชีวิตดี ฉันเลือกที่นี่เผื่อออกจากด่านค่ำ ตอนนั้นคิดเผื่อไปโตนเลสาบ อาจจะข้ามออกมาตอน 2 ทุ่ม(ด่านปิด 4 ทุ่ม) เอาที่ใกล้ไว้ก่อน เป็นเหตุผลของการเลือกนอนที่นี่


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกละไม-ใจมีสุข



ความเห็น (1)