การเดินทางครั้งสุดท้าย

"คุณป้าของคุณเสียชีวิตลงแล้วนะคะ เรากำลังจะทำความสะอาดร่างกายให้ คงใช้เวลาจัดการเรื่องศพราวชั่วโมงหนึ่งค่ะ"

เสียงจากปลายสายถูกส่งมาจากโรงพยาบาล

หลานสาวเพียงคนเดียวที่ดูแลคุณป้าที่เพิ่งเสียชีวิตไปเป็นผู้รับโทรศัพท์ดังกล่าว

"รอสักนิดได้ไหมคะ ดิฉันกำลังรีบเข้าไปที่โรงพยาบาล กรุณาอย่าเพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณป้านะคะ ดิฉันได้เตรียมมาให้แล้ว" นี่คือคำร้องขอของผู้ที่เป็นหลานสาว

........................................................................................................................................

Departures


ผมรำพึงรำพันถึงหนังเรื่องนี้มาหลายครั้งหลายคราว ขึ้นอยู่กับว่าวาระอะไร

เขียนครั้งแรก น่าจะเป็นช่วงที่ได้ฟังป้าจุด พยาบาลรุ่นป้า ที่เคยไปเล่าเรื่องการแต่งหน้าศพที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลในงานประชุม HA ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ผมจำเนื้อหาที่นั่งฟังไปน้ำตาร่วงไปในวันนั้นได้หลายช่วงหลายตอน

"คนที่เค้านอนเจ็บหนักอยู่ในโรงพยาบาลนานๆ โดยเฉพาะคนที่ต้องถูกใส่ท่อช่วยหายใจนี่ นอกจากจะทรมานกายแล้ว ยังคงมีความทรมานใจอย่างที่สุด ไหนจะควบคุมตัวเองไม่ได้แม้แต่การหายใจ ที่มันทำร้ายใจป้าเป็นอย่างมากก็คือ ไม่ได้แปรงฟันก่อนนอน"

"ไม่ได้แปรงฟันก่อนนอน" กร๊าก... ถึงวลีนี้ ผมแทบหัวเราะ โถ ป้าจุด ช่างมีอารมณ์ขัน

"แล้วจะเป็นยังไง หากต้องตายไปทั้งๆที่ช่องปากยังคงสกปรก ไม่ได้แปรงฟัน ปากก็ลอก ลิปมันก็ไม่เคยทา หากป้าจะตายไป ก่อนจะนำศพออกไป ช่วยอย่าลืมแปรงฟันให้ด้วยนะคะ วิญญาณจะได้รู้สึกเบา ไปอย่างสะอาดช่องปาก" นั่นคือสิ่งที่ป้าจุดเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ผมกลับขันไม่ออก เพราะความรู้สึกจุกแน่นเข้ามาแทน

จริงสิ เมื่อคนไข้เสียชีวิตลง หมอก็หมดหน้าที่ในการยุดยื้อชีวิต จากนั้นก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ตน บ้างก็ไปเขียนใบมรณะ บ้างก็รีบเคลียร์ชาร์ต บ้างก็รีบจัดการเอาคนไข้คนต่อไปเข้ามา

แต่เชื่อไหม หลังจากการเสียชีวิตของใครสักคนหนึ่ง มันไม่เคยเป็นความธรรมดาของชีวิตคนอีกกลุ่มหนึ่งแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ลูก พี่น้องและเหล่าบรรดาญาติๆอันเป็นที่รักของผู้ตาย เขากำลังสูญเสีย

การปฏิบัติต่อร่างกายผู้เสียชีวิตอย่างให้ความเคารพและให้เกียรติ แม้จะเป็นร่างที่ไร้วิญญาณ ก็ดูจะเป็นหนึ่งในการแสดงออกต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างน่ายกย่อง ท่ามกลางกระแสทุนนิยม โซเชียลแมเนีย หรือความขัดแย้ง การฟ้องร้องและร้องเรียนอย่างถึงลูกถึงคนในขณะนี้

ที่โรงพยาบาลของผม เรามีธรรมเนียมปฏิบัติ โดยยึดแบบอย่างที่ป้าจุดได้เล่าไปในครั้งนั้นมานานแล้ว

เมื่อมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น ทีมพยาบาลจะช่วยกันเข้ามาทำความสะอาดร่างกายให้ แปรงฟัน เช็ดตัว และแต่งหน้าให้

"ทำให้เขาดูเหมือนนอนหลับพักผ่อน" ป้าจุดว่าอย่างนั้น

"การใช้ผ้าหรือสำลีอุดตามช่องต่างๆของร่างกาย เราจะอุดเข้าไปให้ลึกที่สุด ไม่ให้มันคาออกมาให้เห็น ญาติจะไม่เห็นสำลีอุดจมูก จากนั้นจะทำการแต่งหน้า ทาลิปสติกให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด สวมเสื้อผ้าที่ถูกจัดเตรียมมาให้อย่างเรียบร้อย" ป้ายังคงเล่าอย่างต่อเนื่องเสมือนว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่

"เมื่อจัดการแต่งกายให้ผู้เสียชีวิตจนเสร็จเรียบร้อย ทีมพยาบาลและผู้ช่วยจะมายืนที่ข้างๆเตียง และกล่าวขออโหสิกรรมต่อผู้เสียชีวิต"

ประโยคข้างต้นไม่ได้มาจากคำบอกเล่าของป้าจุด หากแต่ว่ามาจากการเขียนบอกเล่าเรื่องของนักเรียนแพทย์กลุ่มหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนที่เขามาร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในกลุ่มที่ผมรับหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ผมทึ่งในแนวปฏิบัติเช่นนี้มากนะครับ เพราะเชื่อจริงๆ ว่าในการดูแลคนไข้แต่ละคนนั้น บางครั้งหรือบ่อยครั้ง เราอาจจะละเมิดผู้ป่วยไปบ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น รู้สึกหงุดหงิดใส่บ้าง บ่นบ้าง หรือกระทั่งการทำให้คนไข้ของเราเจ็บโดยไม่จำเป็น เป็นต้น

ดังนั้น การกล่าวขออโหสิกรรม จึงเป็นการแสดงออกถึงการขอโทษที่ได้ล่วงเกินเขาไปทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ผมว่ามันเป็นกลไกการรักษาจิตใจของคนทำงานอย่างลุ่มลึก

"เมื่อกลุ่มพยาบาลได้กล่าวอโหสิกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ญาติที่ยืนดูอยู่ก็กล่าวขออโหสิกรรมต่อพยาบาลและบุคคลที่เข้ามาแลญาติที่เสียชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน" นี่คงเป็นสัมพันธภาพในอีกแง่มุมหนึ่งที่นักเรียนของผมได้พบเห็นขณะนั้น

"ผมไม่สามารถยืนดูต่อไปได้ เพราะมันรู้สึกเศร้าเหลือเกินครับ" นักเรียนแพทย์คนหนึ่งบันทึกเอาไว้ในรายงาน

"คุณตาดูเหมือนคนนอนหลับอยู่เลย" เป็นเสียงจากเด็กชายตัวเล็กๆที่เข้ามาดูศพคุณตาของเขาโดยปราศจากความกลัว "ไม่น่าเชื่อว่า การได้เข้ามาเป็นส่วนร่วมในการแต่งหน้าศพของเรา จะทำให้เกิดความรู้สึกดีต่อผู้เสียชีวิตได้ขนาดนี้ กระทั่งเด็กยังรับรู้ได้" นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้จากการสังเกตของนักเรียนแพทย์กลุ่มนั้นเช่นกัน

ยัง ยังมีอีก

ครั้งหนึ่ง ทีมพยาบาลได้ทาลิปสติกให้คุณป้าท่านหนึ่งโดยคิดไปว่าสวยงามอย่างที่สุด แต่ครั้นเมื่อคุณลุงผู้เป็นสามีเข้ามาดู กลับบอกไปว่า "นี่ไม่ใช่ป้า ป้าไม่เคยใช้ลิปสติกสีนี้" ว่าแล้วก็ต้องรีบเช็ดออกแล้วคุณลุงก็เลือกสีที่เป็นสีประจำของภรรยา และยืนดูการตกแต่งใหม่ด้วยตัวเอง อันนี้ก็ได้มาจากการบอกเล่าของลูกศิษย์

กระทั่งคนเข็นเปล เมื่อเข้ามารับศพที่ข้างเตียง เขาก็จะกล่าวกับร่างผู้เสียชีวิตอย่างแสดงถึงความเคารพ "คุณ.....ครับ ผมจะมารับคุณไปพักที่ห้องเก็บศพนะครับ" และเขาก็รับร่างผู้เสียชีวิต เข็นออกจากหอผู้ป่วยออกไปเสมือนหนึ่งคนกำลังนอนหลับอยู่

อันที่จริง ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ผมฟังมาจากป้าจุด และอ่านจากบันทึกรายงานของลูกศิษย์ทั้งนั้น จากหนังเรื่องหนึ่ง จากการไปนั่งฟังบรรยายเรื่องคล้ายกัน จากการคุมกิจกรรมลูกศิษย์ มันกลับกลายเป็นการเติมเต็มชีวิตของผมได้โดยไม่รู้ตัว

...................………………...........................………………...........................………………........

วันนี้ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ เป็นอีกวันที่ผมต้องมาข้องเกี่ยวกับ Departures อีกครั้ง

ไม่ใช่เพราะมีคนตาย

แต่เป็นช่วงเวลาที่ต้องเป็นอาจารย์ประจำกลุ่มนักเรียนแพทย์ชั้นปีที่ ๓ ในการเรียนวิชาจริยธรรมทางการแพทย์

อันที่จริงไม่ใช่คิวของผม แต่เนื่องจากภารกิจติดผ่าตัดของอาจารย์รุ่นน้อง ผมจึงต้องมารับหน้าที่นี้แทน และดีใจอย่างมากเมื่อรู้ว่าเนื้อหาที่จะต้องเจอนั้น คือ Departures

ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก

ผมชอบเพลงประกอบหนังเรื่องนี้มาก Okuribito

ผมชอบฟังเสียงเชลโล่

ผมชอบเพลงที่ถูกแต่งและอำนวยเพลงโดย Joe Hisaishi

และผมชอบเนื้อหา อารมณ์ และสิ่งสะท้อนจากหนังเรื่องนี้อย่างมากเลยทีเดียว

ในห้อง ผมเริ่มด้วยการให้นักเรียนช่วยเล่าเนื้อหาของหนังอย่างคร่าวๆ เพื่อเป็นการทำความรู้จักกันระหว่างครูและลูกศิษย์ สลับกับการเล่าเรื่อง Departures ที่เกิดขึ้นจริงบนโรงพยาบาลของพวกเขาให้ฟัง

จากนั้น ได้ใช้คลิปในเรื่องที่ถูกตัดออกมา ๓ ตอน แล้วให้เด็กๆช่วยกันวิเคราะห์

ผมได้ใช้ช่วงเวลานี้ในการไหลไปตามอารมณ์ของหนัง อารมณ์ของลูกศิษย์ และอารมณ์ของตัวเอง ร่วมกับการพาออกนอกเรื่องไปเป็นระยะๆตามสไตล์คนฟุ้งซ่านของตัวเอง ฮ่าฮ่าฮ่า

เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ได้มีโอกาสดูการแต่งหน้าศพจริงๆกับเขาด้วยเหมือนกัน ในช่วงที่เป็นรองผู้อำนวยการของโรงพยาบาล

อาจารย์ (ผมกำลังหมายความถึงผู้เสียชีวิต) เป็นผู้หญิงเก่ง ทำงานในมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ ท่านกลับมาเยี่ยมบ้านตามปกติ และถูกรถชนจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในที่สุด

จะว่าไป อันที่จริงผมกับท่านก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย เพียงแต่ท่านมาเมืองไทยในครั้งนี้ในฐานะแขกวีไอพีของมหาวิทยาลัย นั่นคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวผมเข้ามาก็ได้สินะ

ครั้นเมื่อท่านเสียชีวิตลง จึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งท่านออกจากโรงพยาบาล

ผมไม่เคยรู้จักท่านด้วยซ้ำ หน้าตาท่านเป็นอย่างไรก็ไม่เคยเห็น เพราะขณะที่ท่านมานอนเจ็บอยู่นั้นก็เป็นผู้ป่วยในไอซียู นอนใส่ท่อช่วยหายใจอยู่

จึงเข้าไปดูรูปของท่านในอินเตอร์เน็ต ก็พบว่า หน้าตาท่านดูเก๋ไก๋ในสไตล์หญิงเก่งและแกร่ง และรักสวยรักงาม

ผมตามไปร่วมส่งท่านในห้องเก็บศพของโรงพยาบาล

เห็นท่านนอนอยู่บนรถเข็นในชุดราตรีสีฟ้า เพื่อนรุ่นน้องที่รู้จักกันเธอบอกว่า นั่นคือชุดที่อาจารย์ใส่ไปงานแต่งงานของหลานสาวเป็นครั้งสุดท้าย

คนที่กำลังทำหน้าที่แต่งหน้าให้อาจารย์อยู่นั้นเป็นช่างแต่งหน้าที่มีชื่อเสียงในวงการช่างแต่งหน้าเซเลป (อย่าถามนะ ว่าเป็นใคร หรืออย่างไร เพราะไม่รู้จักหรอก) เขากำลังบรรจงแต่งหน้าให้อาจารย์ที่นอนสงบนิ่งอยู่นั้นอย่างงดงาม ผิวหน้าที่มีบาดแผลถูกกลบด้วยเครื่องสำอางอย่างดี ริมฝีปากบนที่ลู่ลงเพราะมีฟันหน้าหักไปจากอุบัติเหตุถูกเสริมให้นูนกลับมาจนไม่เห็นความผิดปกติ และแน่นอน ไม่มีก้อนสำลีอุดจมูกให้เห็นแน่นอน

แม้นไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า แต่ก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า อาจารย์หน้าตาสะสวยเหมือนที่เห็นรูปจากอินเตอร์เน็ตเลย

เพียงเท่านั้นก็ต้องปาดน้ำตา

ไม่ใช่เพราะเศร้าสร้อย แต่เสียดาย เสียดายความเก่งของท่าน เสียดายครูที่มีลูกศิษย์ปริญญาเอกอีกหลายคนที่ท่านดูแลอยู่ เสียดายแทนพ่อแม่ที่อุตส่าห์เลี้ยงดูลูกมาอย่างดี เสียดายแทนแฟนหนุ่มชาวต่างชาติของอาจารย์ที่มาดูแลอยู่ตลอดที่ท่านนอนอยู่ในไอซียู เสียดายไปเสียหมด

นั่นจึงเป็นที่มาของน้ำตาแด่คนที่ไม่รู้จัก

...................………………...........................………………...........................………………........

ในบ่ายวันนั้น คงมีคนสงสัย ว่าหญิงสาวผู้นั้นเธอหิ้วเสื้อผ้าชุดราตรีสีม่วงเข้ามาในโรงพยาบาลทำไม

มันช่างดูขัดตาในสถานที่ที่ถูกเรียกว่าโรงพยาบาลยิ่งนัก

ทันทีที่เธอเดินมาถึงข้างเตียงของสตรีสูงอายุที่เพิ่งเสียชีวิตไป และพยาบาลได้ช่วยกันทำความสะอาดร่างกายจนเสร็จเรียบร้อย เราจึงรู้ว่า เธอคือหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้ตาย

"คุณป้าเคยบอกว่า อยากใส่ชุดนี้ในวันสุดท้ายของชีวิตค่ะ" นั่นคือคำกล่าวของผู้ที่บอกว่าเป็นหลานสาว คนที่อยู่ปลายสายเมื่อครู่นี้

"ป้าเก็บชุดราตรีสีม่วงนี้ไว้นานมากแล้ว มันเป็นชุดที่ป้าเคยสวมใส่เมื่อครั้งท่านยังสาว และชุดนี้ท่านใส่ครั้งสุดท้ายในวันที่ท่านถูกบอกเลิกจากชายคนรัก" เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างเริ่มเสียน้ำตา

"ป้าไม่เคยคบกับผู้ชายคนไหนอีกเลย ท่านเก็บชุดนี้ไว้ในตู้ และไม่ยอมใช้มันอีกเลย จนกระทั่งเจ็บหนักครั้งนี้ ป้าจึงบอกกับดิฉันว่า จะขอใส่ชุดนี้ในวันที่ท่านต้องจากโลกนี้ไป"

วันนั้น ร่างของสตรีสูงอายุผู้สิ้นไร้ลมหายใจ ได้ถูกเข็นออกจากหอผู้ป่วยด้วยหน้าตาประหนึ่งเพิ่งหลับไป และแน่นอน ท่านอยู่ในชุดราตรีสีม่วง

ธนพันธ์ ชูบุญกำลังอยู่ในโหมดซึ้งถ้าต้องตายไปก็ขอให้ได้รับการแต่งหน้าบ้าง

Departures

๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๙



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (4)

การเห็นจากในหนังและ เห็นจากเรื่องจริง

ความรู้สึก...แตกต่างกันมากค่ะ

พี่รับรู้ผ่านมาแล้ว

เขียนเมื่อ 

กินใจมากเลยค่ะอาจารย์

ปิ่น
IP: xxx.158.166.9
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอ ธนพันธ์

ไม่ทราบว่า มีเรื่องจะปรึกษาคุณหมอ

สามารถติดต่อคุณหมอได้ทางไหนบ้างค่ะ

ปิ่น
IP: xxx.158.166.9
เขียนเมื่อ 

ถ้าไม่เป็นการรบกวนคุณหมอมากไป

รบกวนติดต่อกลับ อีเมล นี้ทีนะค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

[email protected]