โครงการ “ค่ายหมอยาเรียนรู้ชุมชน ครั้งที่ 13” ที่จัดโดยสโมสรนิสิตคณะเภสัชศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเนื่องในวาระโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ระดับอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาสารคามกับมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 พฤษภาคม 2559 ณ บ้านเปือยใหญ่ ตำบลเปือยใหญ่ อำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น
5 วัน 4 คืน : มหกรรมสร้างเสริมสุขภาพชุมชน
กรณีดังกล่าวไม่ใช่โครงการที่คิดค้นขึ้นใหม่ เนื่องเพราะสโมสรนิสิตคณะเภสัชศาสตร์ได้บูรณาการนโยบายเชิงรุกของฝ่ายพัฒนานิสิตที่ว่าด้วยการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมเข้าสู่แผนงานประจำที่ยึดปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานเกินกว่า 10 ปีในชื่อ ‘ค่ายหมอยาเรียนรู้ชุมชน’
ถึงแม้ชื่อโครงการฯ จะบ่งชี้ในทำนอง “การเรียนรู้ชุมชน” อย่างเด่นชัด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วคือการขับเคลื่อนในมิติ “การเรียนรู้คู่บริการ” อยู่วันยังค่ำ กล่าวคือเป็นการเรียนรู้คู่บริการในแบบฉบับของ “ค่ายอาสาพัฒนา” ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมที่จัดขึ้นต่างมุ่งบ่มเพาะให้นิสิตได้เรียนรู้ภาวะของการเป็น “ผู้ให้” และ “ผู้รับ” ไปพร้อมกัน เป็นต้นว่า การตรวจสุขภาพเบื้องต้นแก่ชุมชน (ตรวจน้ำตาล วัดความดัน ทดสอบสมรรถภาพปอด) ให้คำปรึกษาเรื่องโทษของบุหรี่ ให้ความรู้เรื่องการตรวจหาสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซ่อมแซมอ่างล้างหน้า แปรงฟัน จัดทำป้ายให้ความรู้ที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น โภชนาการสำหรับเด็ก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
จากภาพรวมกิจกรรมข้างต้น พบว่าเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรในวิถีค่ายอาสาพัฒนาที่หยัดยืนบนฐานคิดการเรียนรู้คู่บริการเป็นหัวใจหลัก ใช้เวลา 5 วันกับ 4 คืนขับเคลื่อนกิจกรรมราวกับเป็นมหกรรมของการเสริมสร้างสุขภาพที่มีทั้งเตรียมชุดความรู้บางเรื่องไปจากมหาวิทยาลัย แต่ส่วนใหญ่ก็หยิบโยงมาจากชุมชนผ่านระบบและกลไกของการศึกษาชุมชน วิเคราะห์ระบบสุขภาพชุมชน คืนข้อมูลชุมชนแล้วออกแบบเป็นกิจกรรมเพื่อการเสริมสร้างสุขภาพชุมชน โดยเน้นการเรียนรู้คู่บริการร่วมระหว่างนิสิตกับชุมชน และเป็นกิจกรรมที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับการบริการวิชาการแก่สังคมไปในตัว เพียงแต่ผู้บริการวิชาการไม่ใช่อาจารย์ หากแต่เป็นนิสิตในสังกัดคณะเท่านั้นเอง
4 กลไกกิจกรรมนอกหลักสูตร : เรียนรู้คู่บริการ
ค่ายหมอยาเรียนรู้ชุมชน ครั้งที่13 เป็นค่ายอาสาพัฒนา (ค่ายบริการสังคม) ที่มีกลิ่นอายคล้ายการบริการวิชาการสู่สังคมที่ดำเนินการโดยอาจารย์ หรือนักวิชาการ เพราะกิจกรรมทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นล้วนยึดโยงอยู่กับวิชาชีพของนิสิตทั้งหมด ต่อเมื่อพิจารณาแยกส่วนบนฐานคิดของกิจกรรมนอกหลักสูตร พบว่าค่ายครั้งนี้สามารถขับเคลื่อนได้ครบมิติการพัฒนานิสิตทั้ง 4 ดังนี้
- กลไกด้านบำเพ็ญประโยชน์ เช่น มอบสื่อการเรียนรู้และเวชภัณฑ์เบื้องต้น จัดทำแปลงสมุนไพร ซ่อมแซมโรงอาหาร
- กลไกด้านวิชาการ เช่น การให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบสุขภาพเป็นซุ้มๆ การจัดทำยาดมยาหม่อง การล้างมือที่ถูกวิธี การปฐมพยาบาลเบื้อต้น
- กลไกด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น เรียนรู้วิถีชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องการรักษาสุขภาพ เรื่องสมุนไพร การบายศรีสู่ขวัญ
- กลไกด้านกีฬาและนันทนาการ เช่น เกมและกีฬาพื้นบ้านเพื่อสุขภาพระหว่างนิสิตกับชุมชน
นอกจากนั้นยังสื่อให้เห็นถึงระบบการจัดการค่ายอาสาพัฒนาในแบบการเรียนรู้คู่บริการอย่างน่าสนใจ กล่าวคือมีกระบวนการเรียนรู้บริบทชุมชนผ่านเครื่องมือสำคัญๆ เช่น แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน ระบบสุขภาพภายในชุมชน โครงสร้างองค์กรชุมชน
เป็นที่ทราบกันดีว่าเครื่องมือศึกษาชุมชนเหล่านี้จะช่วยให้นิสิตได้รับรู้ถึงสถานการณ์จริงในระบบสุขภาพของชุมชน ส่งผลให้นิสิตได้ข้อมูลที่เป็นจริงทั้งในมิติปัญหาและจุดแข็งอันเป็นต้นทุนของชุมชนที่ต้องนำมาออกแบบกิจกรรมบริการสังคมร่วมกับชุมชนให้ตรงจุด เสมอเหมือนการ “เกาให้ถูกที่คัน” เพราะเครื่องมือข้างต้นจะช่วยให้นิสิตและชุมชนมองทะลุถึงต้นตอของปัญหาว่าเกิดขึ้นจากอะไร ก่อเกิดเป็นแรงกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความสนใจต่อกิจกรรมที่นิสิตกำลังเข้ามาหนุนเสริม เพราะเป็นปัญหาของชุมชน หรือ “เป็นเรื่องของชุมชน” โดยตรง ซึ่งนี่คือกระบวนการของการพัฒนาโจทย์บนหลักธรรมแห่งอริยสัจ 4
ในทำนองเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องมือที่ว่านั้นย่อมช่วยให้นิสิตได้เข้าใจบริบทอันเป็นวิถีวัฒนธรรมของชุมชนได้อย่างหลากหลายโดยไม่จำกัดอยู่แต่ระบบสุขภาพ เช่น ทำให้เข้าใจวิถีอาชีพ การศึกษา ประเพณีและวัฒนธรรม เหมือนเช่นที่ได้เรียนรู้และสัมผัสว่าชุมชนแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องการทอผ้าไหมจนกลายเป็นสินค้าสร้างรายได้ให้กับชุมชน
แต่ที่ถือว่าเป็นความงดงามของการเรียนรู้คู่บริการในอีกประเด็นก็คือการที่นิสิตได้เรียนรู้โดยตรงจากกลุ่มบุคคลในโครงสร้างของชุมชน ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและกลุ่ม อสม. ในเรื่องต่างๆ เช่น สถิติการเจ็บป่วย วิธีการดูแลสุขภาพของชาวบ้าน สถานการณ์สุขภาพเชิงลึกในรายครัวเรือน สิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้จากข้อเท็จจริง เป็นการเรียนรู้จากปากคำชาวบ้านและในอีกสถานะก็เป็นประหนึ่งกระบวนการพัฒนาบุคลากรเหล่านั้นไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ของนิสิต
กรอบแนวคิดการเรียนรู้ค่ายหมอยาเรียนรู้ชุมชน
ค่ายครั้งนี้คณะกรรมการบริการสโมสรนิสิตไม่ใช่ผู้รับผิดชอบหลัก นิสิตชั้นปีที่ 3 คือแกนหลักของการรับผิดชอบโครงการฯ ซึ่งก็มีนิสิตบางคนเป็นทีมบริหารองค์กรอยู่แล้ว ส่วนปี 2 จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งด้วยเช่นกัน แต่เป็นการเข้ามาเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าภาพหลักในปีถัดไป นี่คือวัฒนธรรมการทำงานของค่ายหมอยาฯ ที่ก่อเกิดและดำเนินการมาอย่างยาวนาน
ค่ายครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งค่ายอาสาพัฒนาที่ปฏิบัติการในชุมชนอันเป็นบ้านเกิดของนิสิตในสังกัดคณะ นี่อาจจะเป็นภาพสะท้อนสำคัญของการได้มาซึ่งค่ายของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามในยุคหลังๆ ที่มักนำพาค่ายกลับคืนสู่บ้านเกิดของตนเอง โดยมองว่านี่คือกระบวนการสร้างจิตสำนึกรักษ์บ้านเกิดในอีกช่องทางหนึ่ง เช่นเดียวกับการมองว่านี่คือตัวแปรสำคัญที่จะหนุนให้กิจกรรมสำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น -
ในส่วนของกรอบแนวคิดนั้น ค่ายหมอยาเรียนรู้ชุมชน ครั้งที่13 ใช้หลักธรรมขับเคลื่อนในแบบบูรณาการหลากหลายหลักธรรม เช่น ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 อิทธิบาท 4 พละ 4 สังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 รวมถึงกรอบแนวคิดการพัฒนาชุมชนที่ว่าด้วยการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม การพัฒนาแบบพึ่งตนเองและการพัฒนายั่งยืน เช่นเดียวกับการยึดมั่นในเนียมนิยมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานคือการเรียนรู้คู่บริการร่วมกับชุมชน โดยการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน
ปัญหา... อุปสรรค
ด้วยความที่เป็นกิจกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน ปัญหาที่พบก็มีบ้างเหมือน แต่ถือเป็นสีสันการเรียนรู้ ยิ่งใช้ทั้งโรงเรียนและหมู่บ้านเป็นห้องเรียน หรือฐานการเรียนรู้ จึงต้องแบ่งสายงานกันทำ บ้างอยู่ในโรงเรียนบ้างอยู่ในชุมชน ในบางครั้งชาวบ้านจะมีงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่เป็นระยะๆ กอปรกับการไปประกอบอาชีพ ทั้งรับจ้างและการไปไร่ไปนา เวลาที่เข้าหมู่บ้านบางครั้งจึงไม่เจอกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย แต่นั่นก็คือห้องเรียน หรือสถานการณ์ของการเรียนรู้ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อยไปกว่าโจทย์หลักที่มาค่ายฯ
ขณะที่นิสิตเองก็มีปัญหาเรื่องงานไม่เป็นไปตามแผน จึงต้องปรับแผนงานกันอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งปวงนั้นก็คือการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา เหมือนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมากในการทำงานและใช้ชีวิตที่นิสิตจะได้ซึมซับและกล้าแกร่ง
ส่งท้าย ....
ค่ายหมอยาเรียนรู้ชุมชน ครั้งที่13 คือกระบวนการเรียนรู้ในวิถีกิจกรรมนอกหลักสูตรในวิถีของค่ายอาสาพัฒนาที่น่าสนใจไม่แพ้โครงการอื่นๆ ยิ่งมองในมิติกึ่งวิชาชีพอันหมายถึงนิสิตนำความรู้ในวิชาชีพ (Hard skills) ไปบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนเช่นนี้ย่อมเป็นประโยชน์อันสูงสุดต่อการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในทางวิชาชีพ อย่างน้อยที่สุดก็ยึดโยงเข้ากับวิถีคุณธรรมจริยธรรมในแบบ ‘จิตอาสา’ ไปในตัวได้อย่างไม่ยากเย็น สัมพันธ์กับอัตลักษณ์นิสิตคณะเภสัชศาสตร์ “บูรณาการองค์ความรู้ สู่การปฏิบัติจริงในชุมชน ยึดมั่นจรรยาบรรณวิชาชีพ”
และยิ่งเป็นกิจกรรมที่ยึดโยงกับวิชาชีพเช่นนี้จึงเหมาะสมกับการใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้และขับเคลื่อนไปตามหลักการเรียนรู้คู่บริการที่หมายถึงเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างองค์ความรู้ของมหาวิทยาลับกับชุมชนลง โดยเชื่อมั่นว่าชุมชนเองก็มีความรู้และภูมิปัญญาในการจัดการสุขภาพของตนเองเช่นกัน
และสิ่งสำคัญที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงนักในค่ายครั้งนี้ก็คือระบบการเรียนรู้ในแบบ “ลูกฮัก” ที่ฝังตัวรายครัวเรือน หรือการติดตามประเมินผลหลังค่ายปิดตัวลง หรือกระทั่งกิจกรรมนักส่งเสริมสุขภาพในระดับครัวเรือน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าปักหมุดเป็นค่ายอาสาพัฒนาในโรงเรียนเป็นหัวใจหลักก็เป็นได้
แต่นี่แน่ชัดก็คือค่ายครั้งนี้บูรณาการการทำงานกับภาคส่วนหลายภาคี ได้รับการสนับสนุนจากส่วนงาน หรือบุคคลทั้งภายนอกและภายในอย่างน่าชื่นชม มีงบประมาณในการบริหารจัดการจำนวนมากพอสมควรเมื่อเทียบกับโครงการเดียวกันของคณะอื่นๆ หรือกระทั่งเทียบเท่ากับงานบริการวิชาการแก่สังคม หรืองานวิจัยดีๆ ชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
ยิ่งหากสามารถผนึกพลังการทำงานร่วมกับภาคีในท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อเหลือเกินว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาของค่ายอาสาพัฒนาบนฐานของกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ดูยังไงก็ไม่ขี้เหร่ ดีไม่ดีอาจยกระดับสู่การทำงานที่บูรณาการอย่างจริงจังระหว่างการบริการสังคมควบคู่ไปกับการบริการวิชาการและการวิจัยด้วยก็ได้ เหมือนยิ่งปืนนัดเดียวทะลุทะลวงถึงนกหลายๆ ตัวนั่นแหละ
ภีรพงษ์ สีหาบุญลี : หนึ่งในผู้รับผิดชอบหลัก


















