หุบป่าตาด .... เดิมมีหลังคาถ้ำ พอยุบตัวลง เปิดออกรับแสงได้ แต่ด้วยทางเข้าทางเดียว ระบบนิเวศวิทยาค่อนข้างปิด จึงคงสภาพเป็นป่าดึกดำบรรพ์


ก็ยังไม่ได้กินอาหารภาคกลาง กินอาหารเหมือนเดิมกับมื้อเช้าที่เตรียมมา ข้าวจี่รูปหัวใจยังไม่หมดเลย

ยังไม่แวะสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก แต่น่าสนใจมาก ทำไมจังหวัดอุทัยธานีขึ้นต้นคำขวัญว่า

“อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ”

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่นี่นะคะ

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9590000034924

“สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระนามเดิม ทองดี พระชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เดิมทรงรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (พระเจ้าบรมโกศ) ได้ดำรงตำแหน่งพระอักษรสุนทร เสมียนตรากรมมหาดไทย ถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ (พระเจ้าเอกทัศน์) พม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา เกิดระส่ำระสายแตกสามัคคีในพระนคร จึงทรงอพยพครอบครัวไปรับราชการกับเจ้าเมืองพิษณุโลก ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ต่อมาทรงประชวรสิ้นพระชนม์ในเมืองพิษณุโลก”

……

ในพระราชหัตถเลขาภาษาอังกฤษ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชทานไปถึงเซอร์จอห์น บาวริ่ง ผู้เคยเป็นราชทูตอังกฤษเข้ามาทำสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้ากับไทยใน พ.ศ.๒๓๙๖ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“...ผู้ซึ่งเป็นพระมหาชนกแห่งปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี และเป็นพระอัยกาของพระราชบิดากษัตริย์องค์ปัจจุบัน (คือข้าพเจ้าเอง) และกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง (คือพระอนุชาองค์รองของข้าพเจ้า) แห่งประเทศสยาม เป็นราชโอรสอันสูงศักดิ์ของราชวงศ์ที่ได้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา และต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานอยู่ที่บ้านสะแกกรัง อันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำสะแกกรังที่เป็นสาขาของแม่น้ำสายใหญ่ เชื่อมอาณาเขตติดต่อภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศสยาม ประมาณเหนือเส้นรุ้ง ๑๓ องศา ๑๕ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนืออีกเล็กน้อย เส้นแวง ๙๐ องศา ๙๐ ลิปดาตะวันออก ซึ่งเล่ากันว่า บุคคลผู้มีความสำคัญได้ถือกำเนิดที่นี่ และกลายเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษของราชวงศ์สยามที่มาจากหมู่บ้านสะแกกรังสู่กรุงศรีอยุธยา...”

^_,^

คณะเราผ่านตัวเมืองอุทัยธานีไปก่อน มุ่งหน้า อ.ลานสัก ทางเดียวกับที่สามารถไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

เลี้ยวขวาออกจากเส้นทาง ๓๓๓ ใช้เส้นทาง ๓๔๓๘ เกือบครึ่งชั่วโมง เห็นป้ายเลี้ยวซ้ายเข้าไป ๗ กิโลเมตร

ทายากันยุงเตรียมพร้อมก่อนลงรถ หมวกพร้อม รองเท้าพร้อม ไฟฉายพร้อม ถึงละ



ติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยาน ได้น้องยุวมัคคุเทศก์ทำหน้าที่บรรยายความรู้และชี้ชวนให้ดูจุดสำคัญ

ไฟฉายของน้องสว่างมาก ส่องได้ไกลด้วย น้องไม่กลัวยุงเลย สวมเสื้อแขนสั้นด้วย

วันนี้บรรยายให้คณะเราเป็นคณะแรก


ต้นตาดและกล้วยป่ายืนต้นต้อนรับ ณ ทางขึ้นปากถ้ำ


สันนิษฐานว่าเคยเป็นทะเลมาก่อน ดูจากร่องรอยก้นหอยในพื้นหินปูน



ทางเดินลอดถ้ำเป็นพื้นดินและหินตามธรรมชาติ นักท่องเที่ยวเดินไป – กลับทางเดิม ค่อนข้างเรียบแล้ว

ผู้สูงอายุบ้านเราเดินได้สบาย หลานชายระวังให้อยู่ข้าง ๆ

ฉายไฟประจำตัวค่อย ๆ เดินให้ปลอดภัย ไม่ต้องรีบ หยุดชมความงามหินงอกหินย้อยไปด้วย

^_,^



โผล่ออกปากถ้ำอีกทาง ทางเดินปรับพื้นเรียบแข็งสลับเป็นขั้นบันไดเดินลง ราวจับมั่นคง


น้องไกด์ชี้ให้ดู “กิ้งกือมังกรสีชมพู” ตัวเล็กกว่าที่คิดมาก



จุดนั่งพักเหนื่อย มองไปใต้หุบเขา คือ ป่าต้นตาดนั่นเอง

เดิมมีหลังคาถ้ำ พอยุบตัวลง เปิดออกรับแสงได้ แต่ด้วยทางเข้าทางเดียว ระบบนิเวศวิทยาค่อนข้างปิด

จึงคงสภาพเป็นป่าดึกดำบรรพ์






ระหว่างทาง เจอกิ้งกือมังกรสีชมพูอีกเยอะเลย เป็นระยะ ๆ







เพิ่งเคยเห็นเถาวัลย์ม้ากระทืบโรง


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จทอดพระเนตรหุบป่าตาด



ขากลับปีนขึ้นออกมาทางเดิมอย่างเรียบร้อย หอบนิดหน่อย อิ อิ


เดินทางต่อไป จุดแวะที่สามของวันนี้ ไม่ไกลค่ะราว ๒๐ นาที



น้ำร้อนจริง ๆ ต้องเปิดน้ำเย็นผสมตั้งมาก กว่าอุณหภูมิจะพอดี แช่เท้าผ่อนคลาย สบายจริง ๆ

^_,^


เกรงว่าจะมืดเสียก่อน ตัดรายการน้ำตกไซเบอร์ต้นน้ำจากห้วยขาแข้งออก รอคราวหน้านะจ๊ะ

เดินทางกลับเข้าอำเภอเมือง ชมวิวเมืองอุทัยจากยอดเขาสะแกกรัง วัดสังกัสรัตนคีรี

ไม่ถึงชั่วโมง แป๊บ ๆ ค่ะ

^_,^