ก็ยังไม่ได้กินอาหารภาคกลาง กินอาหารเหมือนเดิมกับมื้อเช้าที่เตรียมมา ข้าวจี่รูปหัวใจยังไม่หมดเลย
ยังไม่แวะสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก แต่น่าสนใจมาก ทำไมจังหวัดอุทัยธานีขึ้นต้นคำขวัญว่า
“อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ”
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่นี่นะคะ
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9590000034924
“สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระนามเดิม ทองดี พระชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เดิมทรงรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (พระเจ้าบรมโกศ) ได้ดำรงตำแหน่งพระอักษรสุนทร เสมียนตรากรมมหาดไทย ถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ (พระเจ้าเอกทัศน์) พม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา เกิดระส่ำระสายแตกสามัคคีในพระนคร จึงทรงอพยพครอบครัวไปรับราชการกับเจ้าเมืองพิษณุโลก ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ต่อมาทรงประชวรสิ้นพระชนม์ในเมืองพิษณุโลก”
……
ในพระราชหัตถเลขาภาษาอังกฤษ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชทานไปถึงเซอร์จอห์น บาวริ่ง ผู้เคยเป็นราชทูตอังกฤษเข้ามาทำสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้ากับไทยใน พ.ศ.๒๓๙๖ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
“...ผู้ซึ่งเป็นพระมหาชนกแห่งปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี และเป็นพระอัยกาของพระราชบิดากษัตริย์องค์ปัจจุบัน (คือข้าพเจ้าเอง) และกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง (คือพระอนุชาองค์รองของข้าพเจ้า) แห่งประเทศสยาม เป็นราชโอรสอันสูงศักดิ์ของราชวงศ์ที่ได้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา และต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานอยู่ที่บ้านสะแกกรัง อันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำสะแกกรังที่เป็นสาขาของแม่น้ำสายใหญ่ เชื่อมอาณาเขตติดต่อภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศสยาม ประมาณเหนือเส้นรุ้ง ๑๓ องศา ๑๕ ลิปดา ๓๐ พิลิปดาเหนืออีกเล็กน้อย เส้นแวง ๙๐ องศา ๙๐ ลิปดาตะวันออก ซึ่งเล่ากันว่า บุคคลผู้มีความสำคัญได้ถือกำเนิดที่นี่ และกลายเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษของราชวงศ์สยามที่มาจากหมู่บ้านสะแกกรังสู่กรุงศรีอยุธยา...”
^_,^
คณะเราผ่านตัวเมืองอุทัยธานีไปก่อน มุ่งหน้า อ.ลานสัก ทางเดียวกับที่สามารถไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
เลี้ยวขวาออกจากเส้นทาง ๓๓๓ ใช้เส้นทาง ๓๔๓๘ เกือบครึ่งชั่วโมง เห็นป้ายเลี้ยวซ้ายเข้าไป ๗ กิโลเมตร
ทายากันยุงเตรียมพร้อมก่อนลงรถ หมวกพร้อม รองเท้าพร้อม ไฟฉายพร้อม ถึงละ
ติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยาน ได้น้องยุวมัคคุเทศก์ทำหน้าที่บรรยายความรู้และชี้ชวนให้ดูจุดสำคัญ
ไฟฉายของน้องสว่างมาก ส่องได้ไกลด้วย น้องไม่กลัวยุงเลย สวมเสื้อแขนสั้นด้วย
วันนี้บรรยายให้คณะเราเป็นคณะแรก
ต้นตาดและกล้วยป่ายืนต้นต้อนรับ ณ ทางขึ้นปากถ้ำ
สันนิษฐานว่าเคยเป็นทะเลมาก่อน ดูจากร่องรอยก้นหอยในพื้นหินปูน
ทางเดินลอดถ้ำเป็นพื้นดินและหินตามธรรมชาติ นักท่องเที่ยวเดินไป – กลับทางเดิม ค่อนข้างเรียบแล้ว
ผู้สูงอายุบ้านเราเดินได้สบาย หลานชายระวังให้อยู่ข้าง ๆ
ฉายไฟประจำตัวค่อย ๆ เดินให้ปลอดภัย ไม่ต้องรีบ หยุดชมความงามหินงอกหินย้อยไปด้วย
^_,^
โผล่ออกปากถ้ำอีกทาง ทางเดินปรับพื้นเรียบแข็งสลับเป็นขั้นบันไดเดินลง ราวจับมั่นคง
น้องไกด์ชี้ให้ดู “กิ้งกือมังกรสีชมพู” ตัวเล็กกว่าที่คิดมาก
จุดนั่งพักเหนื่อย มองไปใต้หุบเขา คือ ป่าต้นตาดนั่นเอง
เดิมมีหลังคาถ้ำ พอยุบตัวลง เปิดออกรับแสงได้ แต่ด้วยทางเข้าทางเดียว ระบบนิเวศวิทยาค่อนข้างปิด
จึงคงสภาพเป็นป่าดึกดำบรรพ์
ระหว่างทาง เจอกิ้งกือมังกรสีชมพูอีกเยอะเลย เป็นระยะ ๆ
เพิ่งเคยเห็นเถาวัลย์ม้ากระทืบโรง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จทอดพระเนตรหุบป่าตาด
ขากลับปีนขึ้นออกมาทางเดิมอย่างเรียบร้อย หอบนิดหน่อย อิ อิ
เดินทางต่อไป จุดแวะที่สามของวันนี้ ไม่ไกลค่ะราว ๒๐ นาที
น้ำร้อนจริง ๆ ต้องเปิดน้ำเย็นผสมตั้งมาก กว่าอุณหภูมิจะพอดี แช่เท้าผ่อนคลาย สบายจริง ๆ
^_,^
เกรงว่าจะมืดเสียก่อน ตัดรายการน้ำตกไซเบอร์ต้นน้ำจากห้วยขาแข้งออก รอคราวหน้านะจ๊ะ
เดินทางกลับเข้าอำเภอเมือง ชมวิวเมืองอุทัยจากยอดเขาสะแกกรัง วัดสังกัสรัตนคีรี
ไม่ถึงชั่วโมง แป๊บ ๆ ค่ะ
^_,^
-สวัสดีครับ
-หุบป่าตาด...ดูร่มรื่นนะครับ
-น่าสนใจ..คนอยู่ใกล้ๆ ยังไม่เคยไปเยือน..
-สุดยดกิ้งกือมังกรสีชมพู..
-น้ำพุร้อน....ยามนี้เหมาะนัก..ขอรับ..
เหมาะกับคนชอบต้นไม้ ชอบป่าเขา ชอบศึกษาธรรมชาติค่ะ
บ้านเรามีทั้งครูชีววิทยา ครูเกษตรนะคะ แลกเปลี่ยนกันฟังเพลินค่ะ